วิถีการตอกหน้าของธิดาจวนโหว
ข้อมูลเบื้องต้น
วิถีการตอกหน้าของธิดาจวนโหว
侯府嫡女打脸日常
ผู้เขียน กูเหนี่ยงเหิงเจอโจ่ว
ผู้แปล ไผ่กวนอิม
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย โดย Camellia Novel
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
‘ฉินวาน’ เกิดอุบัติเหตุระหว่างทางไปงานเลี้ยงฉลอง
หลังจากที่ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมสามปีซ้อน
ก่อนจะทะลุมิติมาเป็นบุตรสาวที่กำลังจะถูกขับไล่ออกจากจวนโหว
เจ้าของร่างเดิมกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด
เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นบุตรสาวตัวปลอม
เพราะมีสตรีนางหนึ่งที่ใบหน้าคล้ายผู้เป็นมารดามากกว่าปรากฏตัวขึ้นหน้าจวนโหว
บอกว่าตนถึงจะเป็นบุตรสาวตัวจริง! ดังนั้นทั้งจวนโหวจึงวุ่นวายโกลาหล
ทุกผู้คนต่างถอยห่างจากเจ้าของร่างเดิม
ที่จริงแล้ว นางคือบุตรสาวตัวปลอมเช่นนั้นหรือ… ฐานะเจ้าของร่างนี้แค่ดูก็รู้
ถ้าไม่ใช่ตัวประกอบก็เป็นแพะรับบาป!
เหอะ เป็นตัวประกอบงั้นหรือ มืออาชีพอย่างนางต้องเป็นนางเอกเท่านั้น! เหอะ
แพะรับบาปงั้นหรือ คนอย่างนางมีแต่จะควงมีดไปเชือดแพะ!
คอยดูให้ดี ว่านางจะใช้วิธีการใดมาตอกหน้าเจ้าพวกคนเหล่านั้น
เอาให้หงายเงิบเงยหน้าไม่ขึ้นกันอีกเลย!!
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ Camellia Novel
ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
《侯府嫡女打脸日常》
Author: 姑娘横着走Gu Niang Heng Zhe Zou
Copyright ⓒ 2021 by COL Digital Publishing Group Co., Ltd. Thai (language) Translation Copyright ⓒ 2024
ติดตามความคืบหน้าได้ที่ เพจ @Camellia Novel
ทางสำนักพิมพ์ขอขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนของนักอ่านทุกท่านค่ะ
บทที่ 1 บุรุษที่ไม่อาจเอื้อม
ในกระโจมดอกชบา บนเตียงหยกอุ่น
สตรีอยู่ด้านบน บุรุษอยู่ด้านล่าง
หญิงสาวสวมแค่เสื้อบางๆ ตัวเดียว เผยให้เห็นเรือนร่างผอมเพรียวขาวดั่งหิมะอันยั่วยวนใจ
ชายหนุ่มรูปงามไร้ที่ติ ทั่วทั้งเรือนร่างอมชมพูอย่างน่าสงสัย เขาหลับตาลง บางคราก็ส่งเสียงร้องด้วยความทนไม่ไหวออกมา เสื้อผ้าหลุดลุ่ย
ทว่าในตอนนี้เอง หญิงสาวที่อยู่ด้านบนกลับหลับตาลง ริมฝีปากแดงเผยอเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียงออกมาด้วยความโกรธ “SHIT!”
ฉินวานตายแล้ว
เธอเสียชีวิตระหว่างทางไปงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จหลังจากคว้ารางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมสามปีซ้อน
หนึ่งนาทีก่อนหน้า เธอยังเป็นนักแสดงสมทบหญิงอันดับหนึ่งของวงการบันเทิงที่ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมสามปีซ้อนอยู่เลย แต่หนึ่งนาทีต่อมา เธอกลับกลายเป็นบุตรสาวตัวปลอมที่กำลังจะถูกซิงอันโหวทอดทิ้ง
อันที่จริงเรื่องราวไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย ด้วยเหตุผลบางอย่างในตอนนั้น ภรรยาเอกของซิงอันโหวไม่มีทางเลือกจึงต้องหาบ้านนาใกล้ๆ เพื่อคลอดลูก แต่บังเอิญว่าบ้านนาหลังนั้นมีหญิงสาวกำลังคลอดลูกอยู่เช่นกัน เด็กทั้งสองคนเกิดในเวลาไล่เลี่ยกันและก็เป็นเด็กผู้หญิงทั้งคู่
เพราะภรรยาเอกคลอดลูกยากเลยทำให้ลูกสาวเสียชีวิต สิ่งที่รถม้าลากเอากลับมามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งแล้วก็ศพอีกศพหนึ่ง
เด็กผู้หญิงคนนี้ก็คือเจ้าของร่างเดิม
เจ้าของร่างเดิมอาศัยอยู่ในจวนโหวมาสิบกว่าปี ในตอนที่กำลังจะหาคู่ครอง จู่ๆ ก็มีหญิงชราคนหนึ่งพาเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาที่จวนโหว
หญิงชราคนนั้นบอกว่าตัวเองคือหมอตำแยที่ทำคลอดให้กับภรรยาเอกของซิงอันโหวและหญิงบ้านนา หญิงชรากล่าวว่าหญิงบ้านนาเห็นว่าภรรยาเอกของซิงอันโหวแต่งตัวหรูหราเลยรู้ว่านางมีฐานะไม่ธรรมดา ใจบังเกิดความคิดชั่วร้ายจึงนำตัวเด็กทารกทั้งสองคนสลับกัน
ดังนั้นเจ้าของร่างเดิมก็คือลูกสาวของหญิงบ้านนาคนนั้น ส่วนเด็กหญิงที่มาในวันนี้ต่างหากคือลูกสาวแท้ๆ ของฉินอวี่ ลูกสาวคนที่สามของจวนปั๋วฝู่ตัวจริง
พวกนางยังนำกุญแจอายุยืนที่ตอนนั้นซิงอันโหวเตรียมเอาไว้ให้กับลูกที่กำลังจะเกิดมาอีกด้วย
มีพยานบุคคลและพยานวัตถุครบ และเด็กหญิงคนนั้นก็มีใบหน้าเหมือนภรรยาเอกของซิงอันโหว ทันใดนั้นในจวนโหวก็เกิดความวุ่นวายขึ้นมา
แต่ซิงอันโหวไปออกรบยังไม่กลับมา ไท่ฟูเหริน[1]ไม่สามารถตัดสินว่าจริงหรือเท็จจึงให้เด็กหญิงและหญิงชราอยู่ในจวนไปก่อน
เมื่อเจ้าของร่างเดิมรู้เรื่องก็กระวนกระวายตื่นกลัว จากบุตรสาวของจวนโหวกลายเป็นบุตรสาวของหญิงบ้านนา เจ้าของร่างเดิมไม่สามารถยอมรับความจริงนี้ได้ แค่นึกถึงชื่อเสียงเงินทองและผ้าไหมอันงดงามที่กำลังจะจากนางไป เจ้าของร่างเดิมก็คิดว่านางต้องหาสามีให้ตัวเองสักคน ก่อนที่สถานะบุตรสาวแห่งจวนโหวจะหายไป
โอกาสมาถึงเร็วมาก ในงานเลี้ยงร้อยพฤกษาประจำปี องค์รัชทายาทหลี่เช่อของราชวงศ์ปัจจุบันก็เข้าร่วมด้วย
หลี่เช่อมีนิสัยอ่อนโยน ปฏิบัติกับทุกคนอย่างมีมารยาท แม้จะมีบุตรของขุนนางชั้นผู้น้อยที่ไม่มีชื่อเสียงมาขอดื่มเหล้าคารวะก็ไม่ปฏิเสธ ถึงราชวงศ์ปัจจุบันจะมีการรักษาระยะห่างระหว่างชายหญิง แต่งานเลี้ยงร้อยพฤกษาเป็นวันที่ให้ชายหนุ่มและหญิงสาวมารวมตัวกัน และก็มีหญิงสาวไม่น้อยที่ใจกล้ามาเชิญหลี่เช่อดื่มสุรา
เจ้าของร่างเดิมก็เป็นหนึ่งในนั้น
แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าของร่างเดิมใจกล้ากว่าทุกคน นางยกกาสุราที่เติมสุราแล้วเทให้หลี่เช่อ เมื่อเห็นว่าเขาดื่มเข้าไปแล้ว นางก็บังคับให้สาวใช้ล่อหลอกคนรับใช้ขององค์รัชทายาทออกไป จากนั้นก็เข้าไปในห้องพักผ่อนที่หลี่เช่อเข้าไปพักหลังดื่มเหล้าเมาแล้ว
หลังจากนั้นก็คือเหตุการณ์ในตอนนี้
เมื่อรับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเสร็จ ฉินวานก็ลงมาจากร่างกายอันร้อนระอุอย่างสงบนิ่ง นางรวบเสื้อตัวบางที่เหลืออยู่บนตัวเพียงชิ้นเดียว
เมื่อมองหลี่เช่อซึ่งถูกวางยาอยู่บนเตียงที่มีสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ฉินวานก็กระแอมไอเบาๆ คราหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นเอาผมที่ยุ่งเหยิงทัดไว้หลังหูด้วยท่าทางสติเลือนราง “ปวดหัวยิ่งนัก ไม่นึกเลยว่าจะเมาจนฝันไป”
ผิวกายหลี่เช่อเปลี่ยนเป็นสีชมพูไปทั้งตัว ริมฝีปากบนใบหน้าหล่อเหลาเม้มเล็กน้อย แม้สีหน้าจะดูเลอะเลือน แต่ในแววตากลับเผยความเย็นชาออกมา น่าเสียดายที่ตอนนี้ฉินวานคิดแค่ว่าจะออกไปอย่างไรจึงไม่ทันสังเกตเห็น
ตอนนี้ในหัวนางคิดไตร่ตรองอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้หลี่เช่อมีผู้ติดตามมาด้วยไม่มาก ข้างกายมีแค่คนรับใช้คนเดียว และก็ถูกสาวใช้ของนางหลอกล่อไปแล้ว น่าจะไม่กลับมาอีกสักพักหนึ่ง
นั่นคือขอแค่นางสามารถออกไปจากที่นี่ได้ และด้วยสติที่เลอะเลือนของหลี่เช่อในตอนนี้ เขาก็จะไม่รู้ว่าหญิงสาวที่ถวายตัวให้เป็นใคร เช่นนั้นนางก็จะหลีกหนีเรื่องนี้พ้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินวานก็ก้มหน้ามองหลี่เช่อที่อยู่บนเตียงแวบหนึ่ง ปลายคิ้วงอน ดวงตาเป็นประกาย จมูกโด่งเป็นสัน แม้จะอยู่ในวงการบันเทิง แต่ผู้ชายที่หล่อเหลาระดับนี้ก็หาได้ยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงดวงตาที่พร่ามัวและหน้าแดงๆ ในตอนนี้ของเขาเลย รูปร่างหน้าตาแบบนี้จะเลือกใครก็ได้ทั้งนั้น
เฮ้อ น่าเสียดาย
นี่เป็นบุรุษที่ไม่อาจเอื้อม
ฉินวานคันไม้คันมือ นางลูบใบหน้าของเขาอย่างอดใจไม่ไหว หลังจากนั้นก็ยิ้มด้วยดวงตาที่พร่ามัวแล้วพูดว่า “องค์รัชทายาทผู้นี้หล่อเหลายิ่งนัก เหตุใดจึงปรากฏตัวในฝันของข้ากันนะ”
หลี่เช่อที่อยู่บนเตียงไม่มีการตอบสนองใดๆ แค่พ่นลมร้อนออกมาทางลมหายใจอย่างทนไม่ไหวพลางหอบเล็กน้อย
น่าสงสารจริงๆ
ฉินวานใจกล้ามาก นางยื่นนิ้วมืออันเรียวยาวไปดันคางของเขาขึ้น หลังจากนั้นก็เอาหน้าเข้าไปใกล้แล้วถามเบาๆ “องค์รัชทายาททรงรู้หรือไม่ว่าหม่อมฉันคือใคร”
หลี่เช่อพยายามลืมตาที่พร่าเลือนขึ้น แต่ยังคงงงงวย “ข้า…ข้ารู้สึกไม่สบายตัว…”
ไม่รู้จักนาง อืม ดีมาก
ฉินวานวางใจแล้ว นางลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าและกำลังจะออกไป ทว่าทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงที่ทนความเจ็บปวดไม่ไหวของหลี่เช่อ
ฉินวานหยุดชะงัก ก่อนจะหันตัวเดินกลับมาที่กระโจมอีกครั้ง นางมองบุรุษที่นอนเจ็บปวดจนเหงื่อท่วมตัวอยู่บนเตียงแล้วก็รู้สึกกระวนกระวาย
เรื่องที่เจ้าของร่างเดิมทำมีช่องโหว่เต็มไปหมด หลี่เช่อเป็นองค์รัชทายาท หากได้รับบาดเจ็บเพราะเรื่องนี้ หัวของนางคงได้หลุดจากบ่าแน่ แต่ถ้าเขารู้สึกโล่งแล้ว ด้วยนิสัยอ่อนโยน มีเมตตาและใจกว้างของเขา บางทีอาจจะไม่สืบสวนอะไรเลยก็ได้
ฉินวานเลิกคิ้ว นางเงยหน้ามองหลี่เช่อแล้วยิ้มเล็กน้อย หลังจากนั้นก็โน้มตัวลงพูดข้างหูเขาเบาๆ ว่า “เชื่อหม่อมฉัน ไม่นานหรอกเพคะ”
เมื่อพูดจบก็ไม่รอให้เขาตอบสนอง นางลุกขึ้น จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกมา…
ทันใดนั้นฉินวานก็พลันรู้สึกเจ็บคอ ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง หลี่เช่อก็หลับตาไปแล้ว สีหน้าที่เจ็บปวดจนทนไม่ไหวนั้นราวกับคนที่ทำให้นางเจ็บคอไม่ใช่เขา
ฉินวานกะพริบตา ทันใดนั้นก็เข้าใจแล้ว นางยิ้มให้เขาพลางพูดเบาๆ ว่า “วางใจเถิดน้องชาย ความบริสุทธิ์ของเจ้าจะยังอยู่”
หลี่เช่อที่นอนหลับตาอยู่บนเตียงลืมตาโดยพลัน เขามองฉินวานที่ก้มหน้าลงมาด้วยดวงตาอันงดงามมืดดำราวกับบ่อน้ำลึก
เมื่อระยะเวลาหนึ่งก้านธูป[2]ผ่านไป ฉินวานก็ลุกขึ้นแล้วหยิบเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่บนเตียงขึ้นมาเช็ดมือ หลังจากนั้นก็ยิ้มให้หลี่เช่อที่คล้ายจะหลับไปแล้ว นางหันตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ
เมื่อนางออกไป หลี่เช่อที่อยู่บนเตียงก็ลืมตาขึ้นมาทันทีด้วยสีหน้ามืดมน
ฝ่ามือของเขาก่อนหน้านี้สามารถทำให้ชายวัยกลางคนที่ไม่มีทักษะการต่อสู้สามารถสลบได้ แต่ฉินวานกลับไม่เป็นอะไรเลยสักนิด
หลี่เช่อลุกขึ้นนั่ง เมื่อเห็นสิ่งสกปรกบนเสื้อผ้าที่ถูกโยนทิ้งข้างๆ สีหน้าก็มืดมนทันที เขาสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คนรับใช้ เปลี่ยนเสื้อผ้า”
เมื่อพูดจบก็มีคนสองคนออกมาจากที่มืดนอกหน้าต่างอย่างเงียบๆ พวกเขายื่นเสื้อผ้าที่เตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วให้หลี่เช่ออย่างนอบน้อม
เมื่อฉินวานกลับไป นางก็เลิกคิดเรื่องของหลี่เช่อ เพราะเรื่องสำคัญเร่งด่วนในตอนนี้คือต้องจัดการปัญหาที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งเอาไว้
โทษฐานของการวางยาองค์รัชทายาท หากไม่ถึงตายก็ต้องถูกถลกหนัง และกาสุราที่ใส่สุรามานับเป็นหลักฐานยืนยันความผิดที่ดีที่สุด
โชคดีที่เจ้าของร่างเดิมไม่ได้โง่เขลาขนาดนั้น สุราในกาเหล้าถูกเททิ้งหมดแล้วและกาก็ถูกซ่อนไว้ในพุ่มไม้
ฉินวานอาศัยความทรงจำมายังพุ่มไม้เล็กๆ แห่งนั้น กาหยกมีขนาดไม่ใหญ่และงดงามมาก ตอนนี้มันวางอยู่ตรงนั้นอย่างดี
ฉินวานโล่งอก ขณะที่นางหยิบกาหยกขึ้นมาแล้วกำลังจะซ่อนเอาไว้ในแขนเสื้อก็มีเสียงที่อ่อนเยาว์แฝงไปด้วยแววถากถางดังขึ้น “อย่างไรกัน กลัวว่าตัวเองจะไม่เหลืออะไรรึ นึกไม่ถึงว่าแม้แต่กาหยกที่คนอื่นทิ้งแล้วก็ยังเก็บ”
[1]ไท่ฟูเหริน คือตำแหน่งของแม่จวนโหว
[2]เวลาหนึ่งก้านธูป เท่ากับสิบห้านาทีถึงหนึ่งชั่วโมง
บทที่ 2 นี่อย่างไร ข้าให้พวกเจ้าแล้ว
คนผู้นั้นคือเฉินซินลูกสาวของซินหนิงปั๋ว ปกติไม่ค่อยถูกกันกับเจ้าของร่างเดิม แต่น่าเสียดายที่สถานะของนางต่ำกว่าเจ้าของร่างเดิมเล็กน้อย กอปรกับนิสัยอวดดีของเจ้าของร่างเดิม ทำให้ทุกครั้งที่ทั้งสองคนปะทะกัน เฉินซินต้องแพ้ตลอด
เรื่องที่เจ้าของร่างเดิมอาจจะไม่ใช่ลูกสาวของซิงอันโหว แม้จะยังไม่ได้ติดสิน แต่ก็มีข่าวลือแพร่ออกมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ตระกูลขุนนางในเมืองหลวงจะรู้เรื่องนี้
ฉินวานไม่ได้ทะเลาะกับนาง เพียงเก็บกาหยกขึ้น หลังจากนั้นก็เงยหน้าพูดอย่างเฉยชาว่า “เจ้าพูดถูก ข้ากำลังเก็บกาหยกของผู้อื่นอยู่จริงๆ ”
เมื่อพูดจบ ฉินวานก็หันตัวเดินจากไป
“หยุดนะ!” เฉินซินเห็นสีหน้าที่เฉยชาของฉินวานก็โมโหอย่างยิ่ง แท้จริงอีกฝ่ายเป็นแค่ลูกของหญิงบ้านนา แต่กลับได้ใช้ชีวิตอย่างบุตรสาวของจวนโหวเสียอย่างนั้น ดูสิว่าจะอวดดีได้อีกนานแค่ไหน!
เฉินซินรีบเดินไปข้างหน้าเพื่อขวางฉินวานเอาไว้ นางมองฉินวานด้วยสายตาเย็นชาพลางกล่าวว่า “แม้กาหยกใบนี้จะมีราคาไม่เท่าไร แต่ก็เป็นทรัพย์สินของจวนลู่กั๋วกง เจ้าเอาไปโดยไม่ไถ่ถามใครเช่นนี้ก็นับว่าเป็นการขโมย!”
ฉินวานขมวดคิ้ว “เจ้าต้องการอะไร”
เฉินซินเผยสีหน้าลำพองใจ เชิดคางขึ้นอย่างอวดดี “ก็ต้องให้เจ้าส่งมันมาอยู่แล้ว!”
แค่กาหยกใบเดียว อย่าว่าแต่จวนลู่กั๋วกงไม่ได้สนใจเลย กระทั่งฉินวานเองก็ไม่ได้ใส่ใจเช่นกัน ถึงอย่างไรตอนนี้นางก็เป็นบุตรสาวของจวนโหว ของอะไรสักอย่างหนึ่งบนตัวนางก็มีค่ามากกว่ากาหยกใบนี้แล้ว
แต่น่าเสียดายที่กาหยกใบนี้คือหลักฐานยืนยันความผิดของเจ้าของร่างเดิม ฉินวานย่อมให้นางไม่ได้
ฉินวานมองไปรอบๆ บริเวณนี้ถือเป็นสถานที่ที่เงียบสงบ นอกจากนางกับเฉินซินและสาวใช้ข้างกายก็ไม่มีใครอีกแล้ว
ฉินวานกล่าวด้วยอาการเฉยชาว่า “ถ้าข้าไม่ให้เล่า จะเป็นอย่างไร”
เฉินซินส่งเสียงแสดงความไม่พอใจออกมา “ถ้าเจ้าไม่ให้ ข้าก็จะเอาเรื่องที่เจ้าขโมยกาหยกไปบอกทุกคน ให้ทุกคนเห็นว่าบุตรสาวตัวปลอมของจวนโหวคนนี้ต่ำช้าเพียงใด!”
“อ้อ” แม้แต่หน้า ฉินวานก็ขี้เกียจเงยขึ้นมา นางพูดอย่างเฉยชา “เช่นนั้นเจ้าก็ไปบอกเลย”
“เจ้า!”
เฉินซินไม่คิดว่านางจะหน้าด้านเช่นนี้ หากเป็นตามปกติ อย่าว่าแต่ถูกหาว่าเป็นขโมยเลย แค่พูดอะไรไม่ดีเพียงนิด ฉินวานก็มีโทสะแล้ว
ท่าทางเฉยชาของฉินวานทำให้เฉินซินโมโหอย่างยิ่ง นางยื่นมือออกมาหมายจะแย่งกาหยกในแขนเสื้อของฉินวาน แต่กลับถูกฉินวานพลิกตัวหลบได้
“ยังจะยืนนิ่งอยู่ทำไม” เฉินซินพูดกับสาวใช้ข้างกายด้วยน้ำเสียงโมโห “ยังไม่รีบช่วยข้าแย่งกาหยกมาอีกรึ?!”
สาวใช้ได้ยินก็เดินขึ้นหน้าไปทันทีเพื่อช่วยเฉินซินแย่งกาหยกในแขนเสื้อของฉินวาน
ฉินวานหลบอย่างต่อเนื่อง ในช่วงจังหวะที่ทั้งสองคนกำลังแย่งชิง ฉินวานก็อาศัยโอกาสหยิบกาหยกออกมาอย่างรวดเร็วแล้วโยนลงบนพื้น
เพล้ง!
กาหยกหล่นลงกับพื้น แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่บนทางเดินหินกรวด
เฉินซินและสาวใช้ตกใจกับการกระทำของฉินวาน พวกนางมองเศษกาหยกบนพื้นด้วยความตะลึง
ฉินวานทัดผมที่ยุ่งเหยิงเข้าที่ข้างหู มองสองคนตรงหน้า “พวกเจ้าอยากได้มิใช่รึ นี่อย่างไรเล่า ข้าให้พวกเจ้าแล้ว”
“เจ้า!”
เฉินซินโมโหอย่างยิ่ง แท้จริงการที่ฉินวานจะโมโหจนโยนกาหยกลงกับพื้นเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้เหตุและผล แต่เฉินซินรับไม่ได้จริงๆ การกระทำของอีกฝ่ายเหมือนกับการบริจาคเศษกาหยกเหล่านั้นให้นางอย่างไรอย่างนั้น
เฉินซินมองท่าทางเฉยชาของฉินวาน นางโมโหจนกระทืบเท้า “ข้าจะเอาเรื่องที่เจ้าขโมยกาหยกไปบอกกั๋วกงฮูหยิน!”
ฉินวานหัวเราะเยาะ “เจ้าจงรีบไปเถิด หากกั๋วกงฮูหยินสนใจสิ่งที่เจ้าพูดสักนิดก็ถือว่าข้าแพ้”
แค่กาหยกใบเดียว ถ้ากั๋วกงฮูหยินสนใจเรื่องนี้จริงๆ ก็เท่ากับยอมลดตัวลงมา
เรื่องนี้เฉินซินย่อมรู้ดีเช่นกัน นางโมโหฉินวานจนหายใจหอบ ยกนิ้วชี้หน้าฉินวานพลางพูดว่า “เจ้า! เจ้า…”
“อย่าเอาแต่พูดว่าเจ้าๆ ๆ ” ฉินวานเอ่ยแทรก “หากผู้อื่นได้ยินเข้าคงคิดว่าบุตรสาวของซินหนิงปั๋วผู้สง่างามเป็นคนพูดติดอ่าง”
เฉินซินหมดคำจะพูด นางไม่รู้ฉินวานที่เป็นคนใจร้อนไร้มารยาทมาตลอด เหตุใดจู่ๆ ถึงกลายเป็นคนปากคอเราะร้ายเช่นนี้ได้
นิ้วที่ชี้หน้าฉินวานสั่นเทาไปด้วยความโมโห สาวใช้ที่อยู่ด้านข้างเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็รีบพูดขึ้นว่า “คุณหนู ทำไมคุณหนูต้องไปยุ่งกับนางด้วยเล่าเจ้าคะ ถึงอย่างไรตัวตนที่แท้จริงของนางก็จะถูกเปิดเผยอยู่แล้ว คุณหนูไม่จำเป็นต้องลดตัวลงไปทะเลาะกับนางหรอกเจ้าค่ะ”
คำพูดนี้เตือนสติเฉินซิน นางเก็บมือกลับแล้วแสยะยิ้มออกมา “เจ้าพูดถูก ทำไมข้าจะต้องลดตัวลงไปทะเลาะกับบุตรสาวของหญิงบ้านนาด้วย”
นางเงยหน้าขึ้นมองฉินวานอย่างเหยียดหยาม “ข้าจะรอวันที่จวนโหวไล่เจ้าออกจากตระกูล”
เมื่อพูดจบ เฉินซินก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินเชิดคางจากไปอย่างอวดดี
ฉินวานมองอีกฝ่ายจากด้านหลังพลางถอนหายใจยาว นางต้องขอบคุณเฉินซินที่ทำให้นางสามารถจัดการกับกาหยกใบนี้ได้อย่างเปิดเผย แม้หลี่เช่อจะตรวจสอบเรื่องการวางยาแล้วเจอกาหยกที่นี่ นางก็มีข้ออ้างที่สมเหตุสมผล
ฉินวานนั่งยองลงไปเก็บเศษกาหยกที่อยู่บนพื้น นางใช้แขนเสื้อที่มีขนาดใหญ่ห่อเอาไว้ หลังจากนั้นก็มาที่ริมทะเลสาบ เอาเศษกาหยกที่แตกเหล่านี้ทิ้งลงไปในทะเลสาบทั้งหมด
เพิ่งจะจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น หงเสาสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ที่น่าสงสารข้างกายของเจ้าของร่างเดิมก็เดินมาหา
ครั้นหงเสาเห็นฉินวานก็แอบโล่งใจ แม้นางจะไม่เข้าใจว่าทำไมฉินวานถึงอยู่ตรงนี้ แทนที่จะเป็นในห้องพักขององค์รัชทายาทก็ตาม แต่นางคิดว่าเรื่องที่คุณหนูวางยาองค์รัชทายาทแล้วลอบเข้าห้องไปเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง
ฉินวานเห็นสาวใช้มีท่าทางโล่งอกก็รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ ทันใดนั้นจึงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องกลัว ก่อนหน้านี้ข้าเพียงเล่นสนุกเท่านั้น ไม่ได้ใจกล้าทำอะไรไม่ยั้งคิดเช่นนั้นจริงๆ ”
ไม่ได้ทำจนถึงขั้นตอนสุดท้ายก็นับว่าเล่นสนุกๆ ได้กระมัง
ครั้นหงเสาได้ยินคำพูดนี้ก็ไม่รู้จะกล่าวอย่างไรดี ถ้านางไม่ได้เห็นคุณหนูวางยาองค์รัชทายาทกับตาตัวเองก็อาจจะเชื่อคำพูดนี้จริงๆ ก็ได้
ฉินวานรู้ว่าหงเสาไม่เชื่อ แต่เรื่องที่มีโทษถึงขั้นโทษตัดหัวเช่นนี้รีบจัดการให้ชัดเจนจะดีกว่า ดังนั้นนางจึงถามเบาๆ ว่า “ข้ายังไม่เคยถามเจ้าเลย เจ้าเอายานั้นมาจากที่ใด”
หงเสามองไปรอบๆ แล้วถึงตอบเสียงเบาว่า “เอามาจากในห้องสาวใช้ของซื่อจื่อเจ้าค่ะ”
ฉินวานได้ยินก็เลิกคิ้ว คำพูดนี้เป็นข้อมูลที่สำคัญมาก
แต่พอคิดดูแล้ว ตอนนี้พี่ใหญ่ที่ชอบเอารัดเอาเปรียบของเจ้าของร่างเดิมก็อายุสิบแปดปีแล้ว อีกทั้งยังมีความเป็นสุภาพบุรุษที่มีคุณธรรมอยู่บ้าง หากสาวใช้ข้างกายเตรียมพร้อมที่จะลงมือก็สมควรแล้ว
ไม่ได้ซื้อยามาจากนอกจวนก็ดี เช่นนี้ก็ไม่มีทางสืบได้
ฉินวานวางใจแล้ว หลังจากนั้นจึงเริ่มล้างสมองหงเสา “ก่อนหน้านี้ข้าตื่นเต้นมากเกินไป ทำให้ยาหกไปมากกว่าครึ่ง หลังจากเจ้าล่อหลอกคนรับใช้ออกไป ข้าเห็นว่าองค์รัชทายาทไม่ได้ทรงมีความผิดปกติอันใดจึงไม่ได้เข้าไปในห้อง เจ้ากับข้าต้องเก็บเรื่องนี้เอาไว้และไม่พูดถึงมันอีก!”
ฉินวานไม่ได้วางแผนเหมือนกับเจ้าของร่างเดิม ที่จะมอบทั้งกายทั้งใจให้กับองค์รัชทายาท เมื่อนางปรากฏตัวขึ้นที่นี่ หงเสาก็เชื่อคำพูดของนาง พยักหน้ารับรัวๆ “คุณหนูวางใจได้เจ้าค่ะ หงเสาเข้าใจแล้ว”
เรื่องมาถึงตรงนี้แล้ว สำหรับฉินวาน นางสามารถลืมเรื่องทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
นางกล่าวกับหงเสาว่า “ไปกัน กลับกันเถอะ”
หงเสาได้ยินก็ตกตะลึงแล้วถามขึ้นเบาๆ “คุณหนูไม่อยากดูคุณชายจากตระกูลอื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
“ไม่แล้ว”
ฉินวานไม่ใช่คนเดิม ย่อมไม่ได้สนใจเรื่องการแต่งงานเลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับนาง ชายหนุ่มอายุสิบกว่าปีก็เป็นเพียงแค่น้องชายที่ขนตรงนั้นยังขึ้นไม่ครบด้วยซ้ำ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินวานก็อดนึกถึงใบหน้าที่หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อผุดพรายซึ่งอยู่บนเตียงก่อนหน้านี้ไม่ได้
อืม คนผู้นั้นถือว่าขนตรงนั้นขึ้นหมดแล้ว
หูของฉินวานแดงเล็กน้อย จากนั้นก็เลิกคิดทันที นางหาเหตุผลกล่าวอ้าง “เมื่อครู่นี้ข้าพบเฉินซิน เรื่องที่ข้าอาจจะไม่ใช่บุตรสาวของจวนโหว ลูกหลานของตระกูลขุนนางอื่นรู้เรื่องกันหมดแล้ว หากข้าอยู่ที่นี่ต่อไปก็เป็นจำอวดให้พวกเขาหัวเราะเปล่าๆ กลับกันเถอะ”
บทที่ 3 นี่คือความลับ
หงเสาพูดด้วยน้ำเสียงโมโห “คุณหนูจะใช่บุตรสาวของจวนโหวหรือไม่ เรื่องยังไม่แน่ชัด แต่คนเหล่านี้กลับเริ่มทำร้ายคุณหนูแล้ว ช่างน่าโมโหจริงๆ เลยเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยิน ฉินวานก็ยิ้มออกมาทันที นางยื่นมือไปหยิกแก้มของหงเสาเบาๆ “คงมีแต่เจ้าที่หวังให้ข้าเป็นบุตรสาวตัวจริง ตอนนี้ไม่ว่าจะนอกหรือในจวน ใครๆ ก็คิดว่าเรื่องนี้แน่นอนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้ว แค่รอให้ท่านพ่อกลับมาประกาศคำตัดสินก็เท่านั้น”
หงเสายืนอึ้งนิ่งงันอยู่ที่เดิม แก้มที่ถูกหยิกแดงเรื่อ
ฉินวานกะพริบตา กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ทำไม ตะลึงรึ”
ใบหน้าของหงเสาแดงขึ้นมา ดวงตาดูชุ่มชื้นกว่าปกติ นางมองฉินวานด้วยความระมัดระวัง ก่อนพูดเสียงเบาว่า “ข้าแค่รู้สึกว่าคุณหนูเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้แค่พูดถึงเรื่องนี้ คุณหนูก็ยังไม่อนุญาตเลยเจ้าค่ะ”
“งั้นรึ” ฉินวานมองนางด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าการที่ข้าเปลี่ยนไป ดีหรือไม่ดี”
“ก็ต้องดีอยู่แล้วเจ้าค่ะ!” หงเสาตอบทันที “คุณหนูคิดได้แล้ว ไท่ฟูเหรินจะได้ไม่ต้องเป็นกังวล”
ซิงอันโหวไม่เคยแต่งงานใหม่ ไท่ฟูเหรินอินซื่อเลี้ยงดูเจ้าของร่างเดิมมาจนโตจึงผูกพันกันมาก
แม้จะรู้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เจ้าของร่างเดิมจะไม่ใช่สายเลือดของจวนโหว แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเด็กที่เลี้ยงดูมาจนเติบโต อินซื่อยังคงรักนางจากใจจริง
ฉินวานพยักหน้า “เจ้าพูดถูก ก่อนหน้านี้ข้าคิดน้อยไป แต่เจ้าวางใจเถอะ ต่อไปข้าจะไม่เสียเวลาแก้ปัญหาที่แก้ไม่ได้อีกแล้วอย่างแน่นอน”
หงเสาส่งเสียงตอบรับพร้อมกับเผยสีหน้าดีใจ ฉินวานอดรู้สึกว่าน่าขันไม่ได้ ตั้งแต่ข่าวลือเรื่องเจ้าของร่างเดิมไม่ใช่บุตรสาวของจวนโหวแพร่กระจายออกไป ท่าทีของคนทั้งจวนโหวก็เปลี่ยนไปไม่น้อย
เดิมข้างกายเจ้าของร่างเดิมมีสาวใช้อยู่สี่คน ทว่าสามคนในนั้นเริ่มตีตัวออกห่างแล้ว พวกนางกลัวว่าเมื่อเจ้าของร่างเดิมถูกไล่ออกจากจวนโหว พวกนางก็จะถูกกำจัดตามไปด้วย
มีเพียงหงเสาที่ถูกเจ้าของร่างเดิมช่วยมาจากกลางหิมะที่ไม่เพียงแต่ไม่ออกห่าง ทว่ายังปรนนิบัติอย่างตั้งใจมากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเจ้าของร่างเดิมแล้ว แม้แต่เรื่องวางยาองค์รัชทายาทที่มีโทษถึงขั้นตัดหัว นางก็ยังช่วยทำ
ถึงจะโง่เขลา แต่ก็น่าประทับใจ
ฉินวานอดถอนหายใจอยู่ในใจไม่ได้ อาศัยอยู่ในยุคสมัยโบราณก็ดี บุญคุณช่วยชีวิตครั้งเดียวก็สามารถทำให้คนยอมตายด้วยความภักดีได้ ไม่เหมือนกับผู้ช่วยของนางในชาติก่อน นางช่วยชีวิตอีกฝ่าย ให้งานทำ ให้เงินเดือนสูงกว่าฐานเงินเดือนของสายงาน แต่สุดท้ายอีกฝ่ายกลับตอบแทนด้วยการเนรคุณ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินวานก็รู้สึกถูกชะตากับหงเสามากขึ้น
เมื่อไปบอกพ่อบ้านของจวนลู่กั๋วกงแล้ว ฉินวานก็ออกจากจวนไปขึ้นรถม้า
ตอนที่หงเสาประคองฉินวานขึ้นรถม้าก็เห็นข้อมือของนางโดยไม่ได้ตั้งใจ กระทั่งขึ้นรถม้าไปแล้ว หงเสาก็ยังจ้องที่ข้อมือของฉินวานตลอดเวลา ท่าทางเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ระงับไว้
ฉินวานมองตามสายตาของอีกฝ่าย จากนั้นก็ลูบกำไลหยกสีเลือดบนข้อมือ นี่คือกำไลที่ติดตัวนางมาตั้งแต่เกิดในชาติก่อน ไม่คิดว่ากระทั่งทะลุมิติมาแล้วก็ยังติดมาด้วย ก่อนหน้านี้ที่หลี่เช่อใช้ฝ่ามือสับเข้าที่คอของนาง ถ้าไม่มีกำไลหยกสีเลือดวงนี้ นางต้องสลบไปแน่นอน
ฉินวานคิดไตร่ตรอง ก่อนจะยื่นมือออกไปอย่างสง่างาม เผยให้เห็นกำไลหยกสีเลือดที่ข้อมือ นางพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “งามมากใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ!” หงเสาพยักหน้า แต่สีหน้ากลับเผยแววกังวล นางถามด้วยความระมัดระวังว่า “คุณหนูไปเอากำไลวงนี้มาจากไหนเจ้าคะ คงไม่ได้…”
ขโมย หงเสาไม่กล้าพูดคำนี้ออกมา แต่ตอนที่คุณหนูออกมาจากจวน ที่ข้อมือไม่มีเครื่องประดับอะไรเลย แต่ตอนนี้กลับมีกำไลหยกสีเลือดที่แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นของล้ำค่า เห็นได้ชัดว่าได้มาจากจวนลู่กั๋วกง
กำไลหยกล้ำค่าเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่ผู้สูงศักดิ์เป็นคนให้มา เช่นนั้นก็มีแต่คำว่าขโมยเท่านั้นที่จะสามารถอธิบายได้
ตอนนี้คุณหนูอยู่ในสถานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ผู้คนตีตัวออกห่าง แล้วจะให้สิ่งของล้ำค่าเช่นนี้กับนางได้อย่างไร
หงเสายิ่งคิดยิ่งร้อนใจ “คุณหนู แม้กำไลหยกสีเลือดวงนี้จะงามอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ของนอกกาย ไม่คุ้มที่จะ…”
“ไม่คุ้มที่จะอะไร” ฉินวานมองหงเสาที่มีท่าทางร้อนใจ ก่อนพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่คุ้มที่จะขโมยอย่างนั้นรึ”
หงเสาได้ยินก็ร้อนใจจนหน้าแดงทันที “คุณหนู ยังจะมีอารมณ์มาพูดเล่นอยู่อีกหรือเจ้าคะ กำไลหยกสีเลือดที่ล้ำค่าเช่นนี้ถูกขโมยไป ผู้อื่นต้องสืบหาอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”
เมื่อเห็นนางร้อนใจจริงๆ ฉินวานก็แข็งใจแกล้งนางต่อไปไม่ลงจึงรีบกล่าว “วางใจเถอะ กำไลวงนี้ข้าไม่ได้ขโมยมา แต่องค์รัชทายาทประทานให้ข้า!”
หงเสางุนงงเล็กน้อย ก่อนจะเผยสีหน้าไม่เชื่อ คุณหนูวางยาองค์รัชทายาท ทว่าไม่เพียงแต่ไม่ถูกตัดหัวตัดเอ็นถลกหนัง แต่กลับได้รับกำไลหยกสีเลือดเช่นนั้นรึ?
แน่นอนว่าฉินวานรู้ว่าคำพูดนี้ไม่น่าเชื่อเท่าไร แต่นางจำเป็นต้องหาแหล่งที่มาของกำไลวงนี้ จะได้ไม่ถูกซักไซ้เรื่องแหล่งที่มา
พอคิดไปคิดมาก็มีแค่ชื่อของหลี่เช่อเท่านั้นที่น่าใช้ที่สุด
ดังนั้นนางจึงกระแอมแล้วพูดว่า “เรื่องเป็นเช่นนี้ หลังจากเจ้าลวงคนรับใช้ไปแล้ว องค์รัชทายาทก็ไม่มีใครคอยปรนนิบัติ ข้าเข้าไปรินชาให้องค์รัชทายาทพอดี พระองค์ตรัสขอบคุณที่ข้าช่วยเหลือ จากนั้นก็มอบกำไลหยกสีเลือดวงนี้ให้กับข้า”
หงเสาเบิกตาโต อึ้งตะลึงยิ่งกว่าเดิม “แค่…แค่รินชา องค์รัชทายาทก็ประทานกำไลให้คุณหนูแล้วหรือเจ้าคะ”
ฉินวานเผยสีหน้านิ่งเฉย พยักหน้าอย่างมั่นใจ “อืม”
หงเสาเห็นท่าทางสงบนิ่งของคุณหนูก็รู้สึกเชื่อขึ้นมาบ้างแล้ว นางพูดอย่างทอดถอนใจ “องค์รัชทายาททรงมีนิสัยดีมากจริงๆ นะเจ้าคะ แค่ชาถ้วยเดียวก็ประทานของล้ำค่าเช่นนี้ให้แล้ว”
ฉินวานพยักหน้าอย่างไม่ประหม่าเลยสักนิด “เป็นเช่นนั้น”
ทันใดนั้นหงเสาก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงหันมาถามว่า “เหตุใดองค์รัชทายาทถึงได้ทรงพกกำไลของหญิงสาวติดตัวไว้เล่าเจ้าคะ”
ฉินวานลูบจมูกพลางกระแอมเบาๆ “วันนี้เป็นงานเลี้ยงร้อยพฤกษามิใช่รึ บางทีองค์รัชทายาทอาจจะทรงพกกำไลหยกสีเลือดวงนี้ติดตัวไว้เพื่อประทานให้คนที่โปรดปราน แต่แค่บังเอิญมาตกอยู่ในมือของข้าก็เท่านั้น”
“มิใช่!” ทันใดนั้นหงเสาก็สีหน้าเคร่งขรึม “มิใช่เช่นนั้น!”
ฉินวานได้ยินก็รู้สึกประหม่า “มีอะไรมิใช่รึ ข้าว่าก็ดูเข้าที”
“การที่คุณหนูได้รับกำไลหยกสีเลือดวงนี้มาต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญอยู่แล้วเจ้าค่ะ แต่องค์รัชทายาทตั้งพระทัยประทานให้ท่าน!”
หงเสาปรบมือ “ใช่แล้ว! ต้องเป็นเช่นนี้แน่ๆ !”
นางยิ่งคิดยิ่งรู้สึกตื่นเต้นดีใจจนลืมตัว จับมือฉินวานไว้พลางพูดด้วยสีหน้าดีใจ “คุณหนู คุณหนูลองคิดดูสิเจ้าคะ แม้องค์รัชทายาทจะทรงนิสัยดีมาก แต่กำไลหยกสีเลือดที่เป็นของล้ำค่าเช่นนี้นั้นต้องเป็นของที่องค์รัชทายาทจะประทานให้หญิงสาวที่สนพระทัย แล้วจะให้คนอื่นเพียงเพราะชาถ้วยเดียวได้อย่างไร ต้องเป็นเพราะพระองค์ทรงสนพระทัยคุณหนูอยู่เป็นแน่ ถึงได้ประทานกำไลวงนี้ให้คุณหนูอย่างไรเล่าเจ้าคะ!”
ฉินวานตะลึงกับตรรกะความคิดของนาง “อย่าง…อย่างนั้นรึ”
“ต้องใช่แน่นอนเจ้าค่ะ!” หงเสาดีใจมากจนแทบจะร้องไห้ออกมา “ยินดีกับคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ ในที่สุดก็สมดังใจหวัง ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้วว่าวันข้างหน้าจะยากลำบาก!”
มุมปากของฉินวานกระตุก “เหอะ…เหอะ…”
องค์รัชทายาทคนนี้ แม้จะถูกแม่ทัพใหญ่เจิ้นกั๋วด่าว่าอ่อนแอไร้ความสามารถ ไม่คู่ควรเป็นองค์รัชทายาทของแคว้น เขาก็ยังยิ้มได้และพูดว่า ข้าขอให้ท่านแม่ทัพใหญ่ใจเย็นๆ ก่อน องค์รัชทายาทที่นิสัยดีมากเช่นนี้น่าจะไม่ถือสาที่นางกล่าวอ้างสร้างสถานการณ์เช่นนั้นขึ้นมากระมัง
เมื่อคิดแบบนี้ ฉินวานก็ปั้นเรื่องราวต่อไปได้อย่างสบายใจ นางพูดกับหงเสาว่า “ชู่ว นี่เป็นความลับ เข้าใจหรือไม่”
หงเสาพยักหน้าด้วยแววตาเปล่งประกาย “คุณหนูวางใจได้เจ้าค่ะ ข้าไม่มีทางพูดออกมาแน่นอน!”
รถม้าเคลื่อนตัวอยู่บนถนน ขณะผ่านซอยมืดมิด ทันใดนั้นใต้รถม้าก็มีเงามืดโผล่ออกมาแล้วหายไปในซอยมืดอย่างเงียบๆ