นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ วินัยการคลังสะเทือน
SCB EIC ชี้ เศรษฐกิจไทย อยู่ในช่วงขาขึ้นมองทำนโยบายกระตุ้นระยะยาวได้ผลดีกว่าระยะสั้น เสนอ 4 แนวทางปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้โตอย่างยั่งยืน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน เผยดอกเบี้ยขึ้น-ค่าเงินบาทอ่อน สัญญาณเตือนภาระหนี้พุ่งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ กังวลกระทบวินัยการคลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ นโยบาย Quick Win กับวินัยการคลัง ต้องบริหารให้สมดุล
ปรับจีดีพี ปี 66 เหลือ 3.1%
เศรษฐกิจจีนชะลอ-ส่งออกลด
ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2566 เหลือ 3.1% จากเดิม 3.9% เนื่องจากข้อมูลจริงไตรมาส 2 ที่ต่ำกว่าคาดมาก และการส่งออกสินค้าที่หดตัวแรงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงหนุนหลักจากการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว
สำหรับมุมมองปี 2567 คาดว่า เศรษฐกิจไทย จะเติบโตเพิ่มขึ้นที่ 3.5% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องเป็น 37.7 ล้านคน การลงทุนภาคเอกชนที่จะขยายตัวดีขึ้นตามแนวโน้มการอนุมัติการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment : BOI) และการส่งออกที่จะกลับมาฟื้นตัว
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะมีแนวโน้มเร่งขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ แต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายอยู่ที่ 1.7% และ 2% ในปี 2566 และปี 2567 ตามลำดับ เนื่องจากราคาพลังงานและอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะทรงตัวที่ 1.4% ในปี 2566 และ 1.5% ในปี 2567
อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทย ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูง (Uncertain) จากแรงกดดันสำคัญ เช่น
- เศรษฐกิจจีนเติบโตชะลอลงกระทบการส่งออกไทยบางกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดจีนสูง และเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain จีน รวมถึงผลกระทบต่อ FDI จากจีนอาจชะลอลงบ้างและอาจกระทบกำลังซื้อจากจีนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยบาง Segments
- วิกฤติภัยแล้ง ในกรณีฐานภัยแล้งจะเกิดรุนแรงที่สุดในรอบ 41 ปีในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าวนาปรังและอ้อยมีแนวโน้มปรับลดลงค่อนข้างมาก อย่างไรก็ดี รายได้เกษตรกรในปี 2567 มีแนวโน้มทรงตัวจากราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยชดเชยผลกระทบจากผลผลิตที่ลดลงได้ส่วนหนึ่ง
ทั้งนี้ ประเมินว่าภัยแล้งในกรณีฐานจะทำให้ GDP ไทยลดลง -0.14% ในปี 2566 และ -0.36% ในปี 2567 และเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.18% ในปี 2566 และ 0.45% ในปี 2567
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลหากออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายครั้งใหญ่ เช่น Digital Wallet หรือกระเป๋าเงินดิจิทัล โดยเศรษฐกิจไทยปีหน้าอาจขยายตัวได้เกิน 5% ชั่วคราวแต่ต้องแลกด้วยต้นทุนการคลังในระยะยาว
ขณะที่การใช้เม็ดเงินภาครัฐจำนวนมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจะบั่นทอนความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว ส่งผลให้หนี้สาธารณะสูงเกินเพดานหนี้ที่ 70%ของ GDP เร็วขึ้นประมาณ 2 ปี ซึ่งอาจจะกระทบพื้นที่การคลังเพื่อรองรับความไม่แน่นอนข้างหน้าและเสถียรภาพการคลังของประเทศได้
กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น
ไม่สำคัญเท่าปรับโครงสร้างระยะยาว
ดร.สมประวิณกล่าวว่า ในส่วนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในทิศทางที่ฟื้นตัวแล้ว ดังนั้น ความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจมีความจำเป็นลดลง โดย SCB EIC ได้ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จากชุดนโยบายระยะสั้นของรัฐบาลใหม่ไว้ดังนี้
1.กระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐแจกเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลให้คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป คนละ 10,000 บาท ในเดือน ก.พ. 2567 ระยะเวลาใช้จ่าย 6 เดือน กำหนดให้ใช้จ่ายภายในรัศมีใกล้ที่อยู่อาศัยแต่ไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการออนไลน์หรือแลกเป็นเงินสดได้ โดยใช้วงเงินรวม 560,000 ล้านบาท
โดยนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลหากออกมาในช่วง ก.พ. 2567 จะเข้ามาช่วยกระตุ้นการบริโภคและคาดว่าจะทำให้ GDP ปี 2567 โตขึ้น 2-3%
2.บริหารจัดการราคาพลังงาน โดยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน ปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน โดยสมมติฐาน
(1) กรณีลดค่า Ft ลงเหลือหน่วยละ 3.99 บาท อาจใช้งบประมาณรัฐบาลราว 2-3 หมื่นล้านบาท หากรัฐบาลเลือกชำระภาระต้นทุนคงค้างของ EGAT ที่เกิดขึ้นจากการลดค่าไฟฟ้าในช่วงปี 2564-2565 ให้ หรือไม่ใช้งบประมาณรัฐบาล หากลดหรือเลื่อนชำระภาระต้นทุนคงค้าง (AF) ที่ EGAT รับไว้อยู่ในปัจจุบันราว 1.2-1.3 แสนล้านบาท (และอาจมีความเสี่ยงที่ AF เพิ่มขึ้น หากต้นทุนราคาก๊าซสูงกว่า กกพ. คาด)
(2) กรณีลดราคาดีเซลเหลือลิตรละ 30 บาท ผ่านกองทุนน้ำมันทำให้ภาระหนี้เพิ่ม 4,200 ล้านบาท/เดือน และยังมีหนี้เก่าอีกราว 1 แสนล้านบาท
โดยคาดว่านโยบายการบริหารจัดการราคาพลังงานจะช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยคาดว่าจะทำให้เงินเฟ้อลดลง 0.3% ในปี 2566
3.ผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยว โดยฟรีวีซ่าให้กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ปรับปรุงขั้นตอนการขอวีซ่า จัดทำ Fast Track VISA สำหรับผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ (MICE) ร่วมมือภาคธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า/เทศกาลระดับโลก พัฒนาสนามบินทั่วประเทศ ปราบปรามการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และยกระดับ Passport ไทย
โดยหากออกมาตรการฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวเป้าหมาย เช่น จีนและอินเดีย ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2566 จะช่วยเพิ่มรายได้การท่องเที่ยว และทำให้ GDP เพิ่มขึ้น 0.1%
4.ค่าจ้างขั้นต่ำ โดยปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600 บาท/วัน ภายในปี 2570 ซึ่งหากทยอยปรับขึ้นในอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) เท่ากันทุกปีตั้งแต่ปี 2567-2570(ราวปีละ 15-16%) ทำให้ค่าแรงทั้งระบบเพิ่ม 8-9% ต่อปี และจะทำให้เงินเฟ้อรวมเพิ่มขึ้น 1.5%
ดร.สมประวิณกล่าวว่า ที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่จะเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นก่อนทำนโยบายในระยะยาว แต่วันนี้บริบทของประเทศไทยเปลี่ยนไป เนื่องจากคนที่กำลังฟื้นจะมองเรื่องในระยะยาวมากกว่าในระยะสั้น
“วันนี้ถ้าให้เลือกระหว่างแจกเงินกับทำให้หนี้ลด เชื่อว่าคนอยากทำให้หนี้ลดมากกว่า ซึ่งการทำให้หนี้ลดเป็นเรื่องระยะยาว วันนี้อาจจะต้องลองออกชุดนโยบายทั้งระยะสั้นและระยะยาวแล้วสังคมจะบอกเองว่าอยากได้แบบไหน เชื่อว่าภายใต้ทรัพยากรของประเทศเรา ไทยเป็นประเทศที่สามารถหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ แต่เราต้องทำเรื่องในระยะยาวมากขึ้น ยิ่งทำเรื่องสั้นซ้ำๆ ข้อจำกัดของเราจะยิ่งมากขึ้น ทรัพยากรที่เหลืออยู่ก็ยิ่งน้อยลง”
อย่างไรก็ตาม นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเป็นเรื่องที่ยังมีความจำเป็น แต่อาจเปลี่ยนวิธีการใหม่ เช่น
- นโยบายแจกเงิน 10,000 บาท อาจเปลี่ยนจากการแจกให้ประชาชนโดยตรง เป็นการนำไปช่วยผู้ประกอบการให้เพิ่ม หรือสนับสนุนการจ้างงาน เพื่อให้คนขยันทำงานมากขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่า
- นโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยว อาจทำเป็นลักษณะของการสนับสนุนนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม โดยอาจทำแบบเดียวกับฮ่องกง เช่น ให้ตั๋วเครื่องบินฟรี โดยหากใช้เงิน 100,000 ล้านบาท จะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 7.5% และจะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นได้ 0.5%
4 ข้อเสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
แนะทำเป็นแพ็กเกจดันจีดีพีโต 5%
ดร.สมประวิณกล่าวว่า SCB EIC มองว่านโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าควรให้ความสำคัญกับการปรับนโยบายที่กระตุ้นให้เศรษฐกิจให้เติบโตได้ในระยะยาว
“การกระตุ้นเศรษฐกิจเราต้องการกระตุ้นตอนที่เศรษฐกิจแย่ แต่วันนี้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นแล้ว การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงมีความจำเป็นน้อยลง โดยปัจจุบันสิ่งที่ประเทศไทยต้องแก้ไขคือเรื่องการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งมีงานวิจัยบอกว่าการปฏิรูปประเทศจะมีโอกาสสำเร็จมากตอนที่เศรษฐกิจอยู่ในขาขึ้น ดังนั้น ตอนนี้เราควรทำนโยบายที่เกี่ยวกับการทำให้เศรษฐกิจเติบโตระยะยาวมากกว่า”
โดยปัจจุบันปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เท่าเทียมทางโอกาส เนื่องจากโอกาสจะนำมาซึ่งรายได้หรือความมั่งคั่งที่เท่ากันได้ โดยความเหลื่อมล้ำของโอกาสมี 3 มิติ ได้แก่ (1) ความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงทรัพยากร เช่น ความรู้ เงินทุน (2) ความเหลื่อมล้ำของการเข้าสู่ตลาดทั้งในไทยและตลาดโลก (3) ความเท่าเทียมของการแข่งขัน
ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ปรับแรงจูงใจของคนให้เห็นว่าหากเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตของประเทศแล้วจะได้รับความมั่งคั่งในที่สุด ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจได้ในระยะยาว
โดย SCB EIC มีข้อเสนอในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ดังนี้
- Regulatory Guillotine ทำให้กฎเกณฑ์และระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันง่ายขึ้น เพื่อทำให้ผู้ประกอบการเห็นว่า หากเข้ามาเป็นผู้ประกอบการในระบบมีความสำคัญ เพราะจะมีส่วนช่วยทำให้เข้าถึงแหล่งทุนและสวัสดิการของรัฐได้
- ส่งเสริมการแข่งขัน การเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันทางการค้าไม่จำเป็นต้องมีผู้ประกอบการหลายรายแต่ผู้ประกอบการน้อยรายควรแข่งขันกันด้วยคุณภาพ
- เข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยการเจรจาความร่วมมือทางการค้าไม่จำเป็นเท่าการเข้าไปร่วมกับ OECD ซึ่งมีข้อตกลงที่ทำให้ประเทศไทยปฏิรูปการค้าได้เพราะเป็นการเอากฎสากลเข้ามาปรับใช้ในประเทศเพื่อทำให้คนมีส่วนร่วมในการผลิตมากขึ้น
- การปรับโครงสร้างภาษี โดยควรเก็บภาษีบนทรัพย์สินมากกว่าเก็บบนรายได้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนทำงานให้อยากทำงานหารายได้
“ถ้าประเทศไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการ Regulatory Guillotine ส่งเสริมการแข่งขัน เข้าร่วมกับ OECD และปฏิรูปภาษี มั่นใตว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 5% อย่างแน่นอน ตอนนี้ประเทศไทยต้องใช้นโยบายที่ส่งผลในระยะยาวมากกว่าในระยะสั้น เพราะจะส่งผลดีกว่าเนื่องจากเศรษฐกิจกำลังฟื้น”
ดร.สมประวิณกล่าวว่า อยากให้รัฐบาลปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้ง 4 เรื่องดังกล่าวพร้อมกันโดยประกาศเป็นแพ็กเกจ เนื่องจากจะทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศยิ่งให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
ดร.สมประวิณ ยังได้มีข้อเสนอต่อนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ว่า ปัจจุบันไทยมีความพร้อมที่จะดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยควรจับมือกับประเทศในภูมิภาคเพื่อแบ่งกันผลิตส่วนประกอบสินค้าชนิดเดียวกันเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น การผลิตรถยนต์หนึ่งคันไม่จำเป็นว่าต้องเป็นไทยที่ผลิตทั้งคัน แต่ทุกประเทศในภูมิภาคควรแบ่งกันผลิตแต่ละชิ้นส่วนเพื่อนำมาประกอบเป็นรถคันเดียวกันจะเป็นประโยชน์มากกว่า ตอนนี้การแย่งกันไม่มีประโยชน์เพราะถ้าเรารวยคนเดียวก็ไม่มีใครมาซื้อของเรา ต้องให้เพื่อนรวยด้วย ควรจับมือกันแล้วไปเจรจานอกภูมิภาค”
เปิดเทรนด์ธุรกิจปี 2567
กลุ่มเกาะกระแสบริโภคยังโตดี
ดร.สมประวิณ กล่าวว่า จากการประเมินแนวโน้มภาวะธุรกิจในปี 2567 และ medium-term ยังมีปัจจัยเสี่ยงซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตในระยะสั้น ขณะเดียวกันผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และ Mega Trend ต่างๆ จะเข้ามา Disrupt ธุรกิจในระยะกลาง
โดยภาวะธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตในลักษณะไม่ทั่วถึง หรือ Uneven โดยบางธุรกิจยังเติบโตได้ดี อาทิ กลุ่มที่ตอบโจทย์การฟื้นตัวการบริโภคหรือสอดรับกับเทรนด์ต่างๆ ขณะที่บางธุรกิจยังมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบในระยะสั้น หรือบางธุรกิจยังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เข้ามา Disrupt ธุรกิจในระยะยาว
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเป็นกลุ่มที่สอดรับกับการฟื้นตัวของการบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่แม้ผลผลิตสินค้าเกษตรหลักจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง แต่ได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับตัวสูง และนโยบายส่งออกของคู่แข่ง และกระแส ESG ส่งผลดีต่อธุรกิจที่สอดรับกับเทรนด์สิ่งแวดล้อม เช่น กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ร้านอาหาร Healthcare โรงแรม
ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่อาจเติบโตได้ไม่ดีนักในระยะสั้นแต่ยังเติบโตได้ดีในระยะยาว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงยังมีความเสี่ยงจาก Supply Chain Disruption หนี้ครัวเรือนยังสูง ดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง และการลงทุนภาครัฐยังมีความเสี่ยงของการอนุมัติงบประมาณล่าช้าและอาจปรับลดงบลงทุนบางส่วนเพื่อไปกระตุ้นการบริโภคก่อน เช่น กลุ่ม Electronic และ ธุรกิจบริการ
สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันจากเทรนด์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาครัฐในการปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน ภาวะ Oversupply ในบางอุตสาหกรรม อาทิ Real Estate บางประเภทที่มี อุปทานใหม่เข้ามามาก การขยายกำลังการผลิตใหม่ของปิโตรเคมี ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ส่งผลให้เติบโตต่ำ เช่น Telecom สายการบิน
ดอกเบี้ยขึ้น-บาทอ่อน
สัญญาณเตือนกังวลหนี้เพิ่ม
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า การมีรัฐบาลใหม่ช่วยสร้างความมั่นใจมากขึ้น โดยคนให้ความหวังค่อนข้างมากว่าเมื่อมีรัฐบาลได้แล้วจะเห็นทิศทางว่าจะนำพาประเทศไปทางไหน จะขับเคลื่อนนโยบายอย่างไร
ซึ่งนโยบายที่เริ่มออกมาเน้นเป้าหมายระยะสั้นคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อให้เศรษฐกิจหมุนรอบมากขึ้น แต่นโยบายเหล่านี้ตามมาด้วยต้นทุนที่ต้องจ่ายในภายหลัง เพราะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ทำให้เกิดความกังวลตามมาว่ารัฐบาลอาจจะต้องหาเงินเพิ่ม
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ความกังวลนี้สะท้อนผ่านอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่ขยับสูงขึ้น โดย 1 เดือนนับจากกลางเดือนสิงหาคม 2566 มาจนถึงปัจจุบันพบว่า อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปี ปรับขึ้นจาก 2.6% เป็นมากกว่า 3% แม้จะสอดคล้องกับทิศทางของสหรัฐที่ขยับขึ้นเช่นกัน แต่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของไทยขยับขึ้นอย่างมีนัย
เช่นเดียวกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็ว แม้ว่าจะเป็นการอ่อนค่าตามเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น แต่บาทอ่อนค่ามากกว่าการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าราว 1% แต่ค่าเงินบาทอ่อนค่าไปราว 2 % และเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าสุดในภูมิภาค
“เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความกังวลเรื่องภาระหนี้ที่จะสูงขึ้นและเรื่องของปริมาณพันธบัตรรัฐบาลที่อาจจะต้องออกมามากขึ้น ภาพที่เกิดตามมาจากการประกาศใช้นโยบายกระตุ้นสะท้อนว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เมื่อใช้เงินเยอะขึ้นก็ต้องยืมมาจากใครสักคน และการจะยืมได้ก็สะท้อนด้วยดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพราะไม่มีทรัพยากรใดที่ฟรีและนำมาใช้ได้อย่างไม่มีจำกัด ก็หวังว่ารัฐบาลจะมีการตอบรับความกังวลเหล่านี้”
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ของไทยปรับขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องของการใช้นโยบายกึ่งการคลังวงเงิน 560,000 ล้านบาท ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้น เป็นจำนวนเงินที่สูง แต่ยังไม่มีความแน่ชัดว่ารัฐบาลจะใช้เงินจากส่วนไหน โดยมีแนวคิดว่าเป็นการใช้เงินจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ หากเป็นกรณีนี้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐซึ่งเป็นธนาคารที่ระดมเงินฝากก็อาจจะทำให้สภาพคล่องของประเทศได้รับผลกระทบ
ส่วนมาตรการด้านการลดค่าไฟ หรือราคาน้ำมัน ที่แม้จะระบุว่าใช้เงินจากกองทุนน้ำมันในการอุดหนุน แต่หากต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันมากขึ้นจนก่อหนี้สูงเกินไป รัฐบาลอาจจะต้องเข้ามาดูแล ซึ่งก็กลายเป็นภาระรัฐบาลในที่สุด หรือในเรื่องค่าไฟ ที่ให้การไฟฟ้าฯ สนับสนุนไปก่อน แต่การไฟฟ้าฯก็มีหนี้เดิมสูงกว่าแสนล้านบาทอยู่แล้ว หากจะสร้างหนี้ใหม่เพิ่มก็อาจกระทบรายได้ และที่สุดก็จะทำให้เงินส่งสมทบกลับเข้ารัฐน้อยลง ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นกระทบด้านการคลังที่มองไม่เห็น
อย่างไรก็ดี ความท้าทายของประเทศไทยมีหลายมิติที่รออยู่ในอนาคต ทั้งเรื่องโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย เรื่องเทคโนโลยี การศึกษา และยังมีประเด็นเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งประเด็นเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณสูงมาก ซึ่งวงเงินงบประมาณ 560,000 ล้านบาท สามารถทำโครงการที่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ได้เป็นจำนวนมาก การเลือกใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน ดูเหมือนเป็นการไม่ได้ชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการใช้จ่ายเรื่องอื่นๆ โดยที่ต้นทุนที่แท้จริงอาจจะไม่ใช่แค่วงเงิน 560,000 ล้านบาท แต่ต้นทุนจริงๆ คือโอกาสที่หายไปของการใช้งบประมาณในเรื่องอื่นที่เหมาะสมกว่า
“ในอนาคต อีก 2-3 ปี หากหนี้สาธารณะไปค้างอยู่ในระดับ 70% จะทำให้ไม่สามารถกู้เพิ่มได้อีก หากมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในตอนที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ทำให้การจัดเก็บภาษีได้น้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาลสำหรับคนเกษียณมากขึ้น ภาระของรัฐจะตึงตัวมากกว่าปัจจุบัน ซึ่งค่อนข้างน่าเป็นห่วง”
ทุ่มงบฯ กระตุ้นการใช้จ่าย
หวั่นกระทบวินัยการคลัง
ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดี แม้วินัยการคลังของไทยของไทยจะยังดี แต่น่าเป็นห่วงมากขึ้น หากพิจารณากรอบวินัยการคลังหลักๆ เช่น กรอบการขาดดุล ใน พ.ร.บ.วิธีงบประมาณ พ.ศ.2505 มาตรา 9 ทวิ ระบุว่า ไม่ให้ขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณ บวก 80% ของการใช้คืนต้นเงินกู้ ดังนั้น จะขาดดุลได้ไม่เกิน 3.5% ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบันเต็มกรอบนี้ไปแล้ว
หรือกรอบวินัยการคลังตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังที่กำหนดเพดานหนี้ไม่เกิน 32% ของจีดีพี ซึ่งจากเดิมเคยอยู่ที่ 30% แต่มีการขยายเป็น 35% ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนจะลงมาในระดับ 32% โดยเคยมีนโยบายจะกลับไปที่ 30% แต่รัฐบาลมีแผนจะยกกลับขึ้นมาอยู่ในระดับสูงอีกครั้ง
“การใช้แนวทางกึ่งการคลังให้หน่วยงานอื่นออกงบไปก่อนแล้วรัฐบาลจะตั้งชดเชยทีหลัง ประเด็นเหล่านี้ไม่อยู่ในหนี้สาธารณะ แต่ก็อาจจะเป็นภาพที่มองว่าพยายามที่จะหลุดออกจากกรอบวินัยการคลังได้เช่นกัน”
ขณะที่เรื่องของหนี้สาธารณะนั้น ก่อนโควิดอยู่ที่ 60% ของจีดีพี แต่ในช่วงหลังโควิด-19 หนี้สาธารณะขยับเป็น 61% จึงมีการขยับเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70% และคาดว่าจะอยู่สูงสุดที่ระดับ 61% แต่มติคณะรัฐมนตรีออกมาระบุว่า ระดับสูงสุดของหนี้สาธารณะจะใกล้ 65% และยังไม่แน่ชัดว่าได้ใส่เรื่องนโยบายดิจิทัลวอลเลตไปในการคำนวณแล้วหรือไม่
“เหมือนที่ Mark Carney บอกว่า การที่รัฐบาลพึ่งพา ‘kindness of the strangers’ ต้องหวังว่าเจ้าหนี้ที่เอาเงินมาให้รัฐบาลกู้ จะยังคงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลยังคงมีวินัยและมีเงินมาคืนให้ได้ แม้ไทยอาจจะยังไม่มีปัญหา แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าอย่ากดดันข้อจำกัดที่มีมากเกินไป”
แนะไม่แจกหว่าน
กระตุ้นเฉพาะจุด
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ปัญหาของ เศรษฐกิจไทย เรื่องแรกคือ มีการลงทุนน้อย มีแต่การบริโภค ภาครัฐมีแต่งบประมาณประจำปี เรื่องที่สองคือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ภาระของภาครัฐสูงขึ้น เพราะประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นในขณะที่ฐานรายได้ลดลงในอนาคต เรื่องที่สาม ระดับรายได้ต่อจีดีพีของรัฐบาลไทยนับว่าต่ำมากมีเพียง 16-17% ต่อจีดีพี
“หากมีงบขาดดุล 3% ของจีดีพีไปเรื่อยๆ ยังไม่รวมรายได้ที่จะลดลง แม้ไม่ทำอะไรเลยภาระของรัฐบาลก็สูงอยู่แล้ว ซึ่งโจทย์ของรัฐบาลคือการหารายได้เพื่อนำรายได้มาใช้มากขึ้น”
สำหรับนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ แต่จะต้องดูว่าเศรษฐกิจไทยเป็นแบบไหน ซึ่งเศรษฐกิจไทยโตช้าและมีแผลเป็น ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังไม่กลับไปเท่ากับในช่วงก่อนโควิด19 ขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ก็ยังมีอยู่
ดังนั้น หากถามว่า ความจำเป็นในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจควรมีหรือไม่ ก็อาจจะมีได้แต่ไม่ควรใช้วิธีแจกหว่าน มาตรการกระตุ้นเพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับไปช่วงก่อนโควิด-19 สามารถมีได้ แต่ขนาดและวิธีการต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม เพราะหากมีปัญหาเรื่องวินัยการคลังจะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น
“โจทย์ของเศรษฐกิจและการคลัง คือ เรายังไม่รู้จักคนของเราดีพอ อย่างที่เห็นจากมาตรการที่ผ่านมา การแจกหว่านจะได้คนละนิดคนละหน่อย คนที่ไม่ควรได้ก็ได้ คนที่ควรจะได้ก็ตกหล่น หากดูในสิงคโปร์หรืออเมริกาประชากรกว่า 90% อยู่ในระบบประกันสังคม ทันทีที่ตกงานรัฐบาลของเขาจะช่วยได้ทันที แต่ประเทศไทยมีแค่ 1 ใน 3 ของประชากรที่อยู่ในประกันสังคม เมื่อกลุ่มที่อยู่นอกระบบประกันสังคมเดือดร้อน รัฐบาลก็ไม่สามารถรู้และช่วยเหลือได้ทันการณ์”
ขณะที่มาตรการเงินโอน เช่น ดิจิทัลวอลเล็ตก็อาจจะไม่ได้หมุนเศรษฐกิจตามที่คาดหวังไว้ เพราะเป็นการนำ Demand จากอนาคตมาใช้ก่อน ไม่ได้ทำให้เกิด Demand ใหม่ และมาตรการเงินโอนจากภาครัฐมีผลต่อการหมุนของเศรษฐกิจต่ำที่สุดหากเทียบกับนโยบายอื่น เช่น การลงทุนที่จะมีการหมุนของเศรษฐกิจได้ 0.8-1 เท่า แต่นโยบายเงินโอนของภาครัฐจะมีผลต่อการหมุนของเศรษฐกิจได้แค่ 0.4 เท่า เช่น ใส่เงิน 100 บาท จะเพิ่มจีดีพีขึ้นได้ 40 บาท
สัญญาณเตือน
Twin Deficit
ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า ต้องระวังไม่ให้การดำเนินโยบายไปกระทบความเสี่ยง เช่น การเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันในช่วงที่ราคาตลาดโลกขยับขึ้น ทำให้ต้องมีการนำเข้าน้ำมันมากขึ้นอาจจะส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัด โดยมีปัญหาในประเทศเกิดใหม่ที่ตามมาจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและขาดดุลการคลังควบคู่กันไปที่เรียกว่า “Twin Deficit”
สำหรับประเทศไทยมีการขาดดุลการคลังมาโดยตลอด แต่ไม่ได้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมานานแล้ว โดยในช่วงก่อนโควิด-19 ไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมากเพราะมีภาคการท่องเที่ยวเข้ามาช่วย จนมาขาดดุลในช่วงโควิด-19 ซึ่งเป็นการขาดดุลในบางช่วงและตลาดเชื่อว่าจะกลับไปดีขึ้น
โดยที่ผ่านมา การที่อัตราดอกเบี้ยของไทยไม่สูงไปมากกว่านี้ เพราะตลาดเชื่อว่าไทยจะสามารถกลับไปเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอีกครั้งจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าได้ ตลาดจึงไม่เทขายพันธบัตรไทยเพราะมองว่าเงินบาทจะแข็งค่า
แต่ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่าประเทศไทยมีดุลการค้าขาดดุลมากขึ้น ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังไม่กลับมาได้มากเท่าเดิม แม้ไทยจะยังไม่มีปัญหาเรื่อง Twin Deficit จนน่ากังวล แต่สถานการณ์ปัจจุบันเริ่มมีแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยที่จะยิ่งสูงขึ้น
หากกระตุ้นการบริโภคในประเทศมากขึ้น ผลที่ตามมาจะไม่ได้ส่งผลต่อการส่งออก แต่จะส่งผลต่อการนำเข้าให้สูงขึ้นก็จะทำให้ยิ่งขาดดุลสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องเข้าไปอุดหนุนราคาที่สวนทางกับราคาในตลาดโลกจะทำให้เป็นภาระด้านการคลังเพิ่มมากขึ้น
“จุดเริ่มต้นของไทยคือไม่ได้ขาดดุล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนคาดว่าจะเกินดุลแต่การเกินดุลยังไม่มาตามนัด ถามว่า ตอนนี้เป็น Twin Deficit หรือไม่ก็อาจจะมีสัญญาณ แต่ปัญหายังไม่ได้รุนแรงมาก เป็นสัญญาณเตือนว่าควรจะต้องระวังเอาไว้ และอย่ากดดันประเด็นเหล่านี้มากเกินไป”
ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า เมื่อเกิดปัญหา Twin Deficit จะทำให้การระดมทุนของรัฐทำได้ยากขึ้น กระทบต่อสภาพคล่อง เพราะดอกเบี้ยที่ควรจะต่ำก็จะปรับขึ้นไปอยู่ในระดับสูง ซึ่งเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นต้นทุนทางการคลังก็จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาระการคลังสูงขึ้น ซึ่งดอกเบี้ยในแต่ละประเทศจะเป็น Benchmarks ของการกู้เงิน เมื่อเกิดปัญหาภาคการคลังจนกระทบตลาดพันธบัตรที่มีต้นทุนแพงขึ้น ก็จะทำให้ธุรกิจต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงและธุรกิจอาจจะขาดสภาพคล่องตามมา ซึ่งเป็นการลามจากปัญหาของรัฐกลายเป็นปัญหาของเอกชนได้
อย่างไรก็ตาม ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2566 ว่า “เรื่องของ Twin Deficit นั้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะมีผลกระทบเมื่อภาครัฐจะต้องใช้การระดมเงินจากต่างชาติเพราะเงินในประเทศไม่เพียงพอ แต่ความเปราะบางของประเทศไทยในมุมการระดมเงินจากต่างชาติยังไม่ค่อยสูง เพราะหนี้ต่างประเทศของไทยไม่ได้สูง ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกได้ในปี 2566 และหากการท่องเที่ยวกลับมาได้ก็มีโอกาสที่ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลได้ในปีต่อๆ ไป ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่น่ากังวล”
นโยบาย Quick Win
กับวินัยการคลัง
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และChief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดเปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าคาด โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2566 ลงมาอยู่ที่ 3.0% จาก 3.7% จากการที่เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนยังชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มองว่าจะเข้ามาเพียง 27.6 ล้านคนในปี 2566 และการส่งออกสินค้าที่จะหดตัว 2.5% มากกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ -1%
นายบุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับนโยบายของรัฐบาลที่ออกมาเป็นมาตรการที่เรียกว่า Quick Win ซึ่งมีผลบวกค่อนข้างจำกัดในปี 2566 เพราะเน้นเรื่องลดค่าครองชีพ ลดค่าไฟ การพักหนี้ และกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวด้วยการยกเว้นวีซ่าให้จีนและคาซัคสถาน แต่คาดว่าจะเห็นผลบวกชัดขึ้นในช่วงต้นปี 2567
ส่วนนโยบายหลักที่คนกำลังจับตาคือการแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเลต โดยทุกฝ่ายกำลังจับจ้องเรื่องที่มาของเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการและความโปร่งใสของโครงการ แต่มาตรการของภาครัฐที่ต้องใช้เงินในการเดินหน้าโครงการต่างๆ ที่อาจจะมีผลต่อวินัยการคลังนำมาซึ่งคำถามเกี่ยวกับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
ซึ่งหากพิจารณาในมุมหนี้ของรัฐบาลโดยรวมแล้ว พบว่า หนี้รัฐบาลยังไม่มากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคที่อยู่ในระดับเรตติ้งเดียวกัน แต่หนี้สาธารณะของไทยมีการขยับขึ้นจากระดับ 40% ต่อจีดีพี เป็น 60% เนื่องจากผลกระทบของโควิด-19 ที่ทำให้ต้องยกเพดานเป็น 70% แต่แนวโน้มในปีหน้าหนี้สาธารณะอาจจะขึ้นเป็น 65% ได้
ทั้งนี้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลักๆ ยังไม่ได้แสดงความกังวลจนต้องปรับลดอันดับเรตติ้งของไทย ณ ตอนนี้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับวินัยทางการคลังของรัฐบาลและภาพของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น ฐานของจีดีพีใหญ่ขึ้น รัฐมีรายได้เข้ามามากขึ้นความสามารถในการชำระหนี้ก็จะไม่น่ากังวล
“ความสำคัญของเรื่องการเดินนโยบายคือความโปร่งใส การขยายในมาตรา 28 จะเอาไปใช้อะไรบ้าง ตลาดกังวลว่าเงินที่นำมาใช้จะสามารถสร้างจีดีพีได้ตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ 5 % ต่อปี แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการเติบโตของเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยได้ 2.9% ซึ่งมีช่องว่างที่รัฐบาลต้องพยายามเพิ่ม หากทำได้ความกังวลในเรื่องวินัยทางการคลังก็จะน้อยลงไป”
อย่างไรก็ดี ทิศทางของดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้อาจจะดีขึ้นแต่ก็ต้องดูว่าจะกลับมาเป็นบวกได้หรือไม่เพราะการท่องเที่ยวยังไม่ได้กลับมาเท่าที่ควร ขณะที่ราคาน้ำมันเริ่มขยับสูงขึ้น ขณะที่การขาดดุลการคลังเป็นประเด็นที่กำลังเฝ้าดูจากการดำเนินนโยบายต่างๆ
ฝาก 4 โจทย์สำคัญ
รอรัฐบาลแก้ไข
นายบุรินทร์กล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้างต้องดำเนินการควบคู่กับไปทั้งนโยบายระยะสั้นและระยะยาว โดยประเด็นแรกคือ สังคมสูงวัย ในอีก 6 ปีข้างหน้าอัตราส่วนประชากรที่มีอายุเกิน 65 ปีจะมี 20% ซึ่งเป็นการเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ แต่รายได้ของประชากรสูงอายุจะมาจากไหนเพราะไทยมีปัญหาเรื่องแก่ก่อนรวย
ประเด็นที่ 2 คือ ไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง นับตั้งแต่โควิด-19 รายได้ต่อหัวปรับลดลง จากที่เคยสูงสุดที่ 7,628.58 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2562 แต่ในปี 2565 รายได้ต่อหัวอยู่ที่ 6,908.80 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเรื่องนี้เป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องพิจารณาว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ได้อย่างไรเพื่อให้สามารถหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้
ประเด็นที่ 3 แรงงานในภาคเกษตรสร้างรายได้เพียง 8.9% ของจีดีพี ทั้งที่ภาคเกษตรเป็นสัดส่วนใหญ่ถึง 31.5% ซึ่งรัฐบาลอาจจะต้องมีนโยบายในการเพิ่มประสิทธิภาพให้แรงงานในภาคเกษตรมากขึ้น หรืออาจจะหาทางย้ายแรงงานจากภาคเกษตรไปสู่ส่วนอื่น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องคิดว่าระหว่างที่มีมาตรการพักหนี้เกษตรกรนาน 3 ปี ว่าจะทำให้อย่างไรให้กลุ่มนี้มีรายได้มากขึ้นเพื่อให้ใน 3 ปีข้างหน้าแรงงานภาคเกษตรจะมีส่วนสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจได้มากกว่าเดิม
และประเด็นที่ 4 แรงจูงใจในการเข้ามาลงทุน การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลกำลังเดินหน้า โดยประเทศไทยต้องหาจุดขายของตัวเองให้ได้ ซึ่งเป็นโจทย์หนึ่งที่รัฐบาลคงต้องตระหนักและพยายามแก้ไขปัญหามากขึ้น
ติดตามอ่านคอลัมน์ Cover ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนตุลาคม 2566 ฉบับที่ 498 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/