โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ วินัยการคลังสะเทือน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ต.ค. 2566 เวลา 09.06 น. • เผยแพร่ 17 ต.ค. 2566 เวลา 02.05 น.

SCB EIC ชี้ เศรษฐกิจไทย อยู่ในช่วงขาขึ้นมองทำนโยบายกระตุ้นระยะยาวได้ผลดีกว่าระยะสั้น เสนอ 4 แนวทางปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้โตอย่างยั่งยืน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน เผยดอกเบี้ยขึ้น-ค่าเงินบาทอ่อน สัญญาณเตือนภาระหนี้พุ่งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ กังวลกระทบวินัยการคลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ นโยบาย Quick Win กับวินัยการคลัง ต้องบริหารให้สมดุล

ปรับจีดีพี ปี 66 เหลือ 3.1%

เศรษฐกิจจีนชะลอ-ส่งออกลด

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2566 เหลือ 3.1% จากเดิม 3.9% เนื่องจากข้อมูลจริงไตรมาส 2 ที่ต่ำกว่าคาดมาก และการส่งออกสินค้าที่หดตัวแรงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงหนุนหลักจากการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว

สำหรับมุมมองปี 2567 คาดว่า เศรษฐกิจไทย จะเติบโตเพิ่มขึ้นที่ 3.5% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องเป็น 37.7 ล้านคน การลงทุนภาคเอกชนที่จะขยายตัวดีขึ้นตามแนวโน้มการอนุมัติการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment : BOI) และการส่งออกที่จะกลับมาฟื้นตัว

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะมีแนวโน้มเร่งขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ แต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายอยู่ที่ 1.7% และ 2% ในปี 2566 และปี 2567 ตามลำดับ เนื่องจากราคาพลังงานและอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะทรงตัวที่ 1.4% ในปี 2566 และ 1.5% ในปี 2567

อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทย ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูง (Uncertain) จากแรงกดดันสำคัญ เช่น

  • เศรษฐกิจจีนเติบโตชะลอลงกระทบการส่งออกไทยบางกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดจีนสูง และเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain จีน รวมถึงผลกระทบต่อ FDI จากจีนอาจชะลอลงบ้างและอาจกระทบกำลังซื้อจากจีนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยบาง Segments
  • วิกฤติภัยแล้ง ในกรณีฐานภัยแล้งจะเกิดรุนแรงที่สุดในรอบ 41 ปีในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าวนาปรังและอ้อยมีแนวโน้มปรับลดลงค่อนข้างมาก อย่างไรก็ดี รายได้เกษตรกรในปี 2567 มีแนวโน้มทรงตัวจากราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยชดเชยผลกระทบจากผลผลิตที่ลดลงได้ส่วนหนึ่ง

ทั้งนี้ ประเมินว่าภัยแล้งในกรณีฐานจะทำให้ GDP ไทยลดลง -0.14% ในปี 2566 และ -0.36% ในปี 2567 และเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.18% ในปี 2566 และ 0.45% ในปี 2567

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลหากออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายครั้งใหญ่ เช่น Digital Wallet หรือกระเป๋าเงินดิจิทัล โดยเศรษฐกิจไทยปีหน้าอาจขยายตัวได้เกิน 5% ชั่วคราวแต่ต้องแลกด้วยต้นทุนการคลังในระยะยาว

ขณะที่การใช้เม็ดเงินภาครัฐจำนวนมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจะบั่นทอนความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว ส่งผลให้หนี้สาธารณะสูงเกินเพดานหนี้ที่ 70%ของ GDP เร็วขึ้นประมาณ 2 ปี ซึ่งอาจจะกระทบพื้นที่การคลังเพื่อรองรับความไม่แน่นอนข้างหน้าและเสถียรภาพการคลังของประเทศได้

กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

ไม่สำคัญเท่าปรับโครงสร้างระยะยาว

ดร.สมประวิณกล่าวว่า ในส่วนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในทิศทางที่ฟื้นตัวแล้ว ดังนั้น ความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจมีความจำเป็นลดลง โดย SCB EIC ได้ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จากชุดนโยบายระยะสั้นของรัฐบาลใหม่ไว้ดังนี้

1.กระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐแจกเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลให้คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป คนละ 10,000 บาท ในเดือน ก.พ. 2567 ระยะเวลาใช้จ่าย 6 เดือน กำหนดให้ใช้จ่ายภายในรัศมีใกล้ที่อยู่อาศัยแต่ไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการออนไลน์หรือแลกเป็นเงินสดได้ โดยใช้วงเงินรวม 560,000 ล้านบาท

โดยนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลหากออกมาในช่วง ก.พ. 2567 จะเข้ามาช่วยกระตุ้นการบริโภคและคาดว่าจะทำให้ GDP ปี 2567 โตขึ้น 2-3%

2.บริหารจัดการราคาพลังงาน โดยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน ปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน โดยสมมติฐาน

(1) กรณีลดค่า Ft ลงเหลือหน่วยละ 3.99 บาท อาจใช้งบประมาณรัฐบาลราว 2-3 หมื่นล้านบาท หากรัฐบาลเลือกชำระภาระต้นทุนคงค้างของ EGAT ที่เกิดขึ้นจากการลดค่าไฟฟ้าในช่วงปี 2564-2565 ให้ หรือไม่ใช้งบประมาณรัฐบาล หากลดหรือเลื่อนชำระภาระต้นทุนคงค้าง (AF) ที่ EGAT รับไว้อยู่ในปัจจุบันราว 1.2-1.3 แสนล้านบาท (และอาจมีความเสี่ยงที่ AF เพิ่มขึ้น หากต้นทุนราคาก๊าซสูงกว่า กกพ. คาด)

(2) กรณีลดราคาดีเซลเหลือลิตรละ 30 บาท ผ่านกองทุนน้ำมันทำให้ภาระหนี้เพิ่ม 4,200 ล้านบาท/เดือน และยังมีหนี้เก่าอีกราว 1 แสนล้านบาท

โดยคาดว่านโยบายการบริหารจัดการราคาพลังงานจะช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยคาดว่าจะทำให้เงินเฟ้อลดลง 0.3% ในปี 2566

3.ผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยว โดยฟรีวีซ่าให้กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ปรับปรุงขั้นตอนการขอวีซ่า จัดทำ Fast Track VISA สำหรับผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ (MICE) ร่วมมือภาคธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า/เทศกาลระดับโลก พัฒนาสนามบินทั่วประเทศ ปราบปรามการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และยกระดับ Passport ไทย

โดยหากออกมาตรการฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวเป้าหมาย เช่น จีนและอินเดีย ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2566 จะช่วยเพิ่มรายได้การท่องเที่ยว และทำให้ GDP เพิ่มขึ้น 0.1%

4.ค่าจ้างขั้นต่ำ โดยปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600 บาท/วัน ภายในปี 2570 ซึ่งหากทยอยปรับขึ้นในอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) เท่ากันทุกปีตั้งแต่ปี 2567-2570(ราวปีละ 15-16%) ทำให้ค่าแรงทั้งระบบเพิ่ม 8-9% ต่อปี และจะทำให้เงินเฟ้อรวมเพิ่มขึ้น 1.5%

ดร.สมประวิณกล่าวว่า ที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่จะเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นก่อนทำนโยบายในระยะยาว แต่วันนี้บริบทของประเทศไทยเปลี่ยนไป เนื่องจากคนที่กำลังฟื้นจะมองเรื่องในระยะยาวมากกว่าในระยะสั้น

“วันนี้ถ้าให้เลือกระหว่างแจกเงินกับทำให้หนี้ลด เชื่อว่าคนอยากทำให้หนี้ลดมากกว่า ซึ่งการทำให้หนี้ลดเป็นเรื่องระยะยาว วันนี้อาจจะต้องลองออกชุดนโยบายทั้งระยะสั้นและระยะยาวแล้วสังคมจะบอกเองว่าอยากได้แบบไหน เชื่อว่าภายใต้ทรัพยากรของประเทศเรา ไทยเป็นประเทศที่สามารถหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ แต่เราต้องทำเรื่องในระยะยาวมากขึ้น ยิ่งทำเรื่องสั้นซ้ำๆ ข้อจำกัดของเราจะยิ่งมากขึ้น ทรัพยากรที่เหลืออยู่ก็ยิ่งน้อยลง”

อย่างไรก็ตาม นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเป็นเรื่องที่ยังมีความจำเป็น แต่อาจเปลี่ยนวิธีการใหม่ เช่น

  • นโยบายแจกเงิน 10,000 บาท อาจเปลี่ยนจากการแจกให้ประชาชนโดยตรง เป็นการนำไปช่วยผู้ประกอบการให้เพิ่ม หรือสนับสนุนการจ้างงาน เพื่อให้คนขยันทำงานมากขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่า
  • นโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยว อาจทำเป็นลักษณะของการสนับสนุนนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม โดยอาจทำแบบเดียวกับฮ่องกง เช่น ให้ตั๋วเครื่องบินฟรี โดยหากใช้เงิน 100,000 ล้านบาท จะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 7.5% และจะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นได้ 0.5%

4 ข้อเสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

แนะทำเป็นแพ็กเกจดันจีดีพีโต 5%

ดร.สมประวิณกล่าวว่า SCB EIC มองว่านโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าควรให้ความสำคัญกับการปรับนโยบายที่กระตุ้นให้เศรษฐกิจให้เติบโตได้ในระยะยาว

“การกระตุ้นเศรษฐกิจเราต้องการกระตุ้นตอนที่เศรษฐกิจแย่ แต่วันนี้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นแล้ว การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงมีความจำเป็นน้อยลง โดยปัจจุบันสิ่งที่ประเทศไทยต้องแก้ไขคือเรื่องการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งมีงานวิจัยบอกว่าการปฏิรูปประเทศจะมีโอกาสสำเร็จมากตอนที่เศรษฐกิจอยู่ในขาขึ้น ดังนั้น ตอนนี้เราควรทำนโยบายที่เกี่ยวกับการทำให้เศรษฐกิจเติบโตระยะยาวมากกว่า”

โดยปัจจุบันปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เท่าเทียมทางโอกาส เนื่องจากโอกาสจะนำมาซึ่งรายได้หรือความมั่งคั่งที่เท่ากันได้ โดยความเหลื่อมล้ำของโอกาสมี 3 มิติ ได้แก่ (1) ความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงทรัพยากร เช่น ความรู้ เงินทุน (2) ความเหลื่อมล้ำของการเข้าสู่ตลาดทั้งในไทยและตลาดโลก (3) ความเท่าเทียมของการแข่งขัน

ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ปรับแรงจูงใจของคนให้เห็นว่าหากเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตของประเทศแล้วจะได้รับความมั่งคั่งในที่สุด ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

โดย SCB EIC มีข้อเสนอในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ดังนี้

  • Regulatory Guillotine ทำให้กฎเกณฑ์และระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันง่ายขึ้น เพื่อทำให้ผู้ประกอบการเห็นว่า หากเข้ามาเป็นผู้ประกอบการในระบบมีความสำคัญ เพราะจะมีส่วนช่วยทำให้เข้าถึงแหล่งทุนและสวัสดิการของรัฐได้
  • ส่งเสริมการแข่งขัน การเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันทางการค้าไม่จำเป็นต้องมีผู้ประกอบการหลายรายแต่ผู้ประกอบการน้อยรายควรแข่งขันกันด้วยคุณภาพ
  • เข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยการเจรจาความร่วมมือทางการค้าไม่จำเป็นเท่าการเข้าไปร่วมกับ OECD ซึ่งมีข้อตกลงที่ทำให้ประเทศไทยปฏิรูปการค้าได้เพราะเป็นการเอากฎสากลเข้ามาปรับใช้ในประเทศเพื่อทำให้คนมีส่วนร่วมในการผลิตมากขึ้น
  • การปรับโครงสร้างภาษี โดยควรเก็บภาษีบนทรัพย์สินมากกว่าเก็บบนรายได้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนทำงานให้อยากทำงานหารายได้

“ถ้าประเทศไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการ Regulatory Guillotine ส่งเสริมการแข่งขัน เข้าร่วมกับ OECD และปฏิรูปภาษี มั่นใตว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 5% อย่างแน่นอน ตอนนี้ประเทศไทยต้องใช้นโยบายที่ส่งผลในระยะยาวมากกว่าในระยะสั้น เพราะจะส่งผลดีกว่าเนื่องจากเศรษฐกิจกำลังฟื้น”

ดร.สมประวิณกล่าวว่า อยากให้รัฐบาลปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้ง 4 เรื่องดังกล่าวพร้อมกันโดยประกาศเป็นแพ็กเกจ เนื่องจากจะทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศยิ่งให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

ดร.สมประวิณ ยังได้มีข้อเสนอต่อนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ว่า ปัจจุบันไทยมีความพร้อมที่จะดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยควรจับมือกับประเทศในภูมิภาคเพื่อแบ่งกันผลิตส่วนประกอบสินค้าชนิดเดียวกันเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น การผลิตรถยนต์หนึ่งคันไม่จำเป็นว่าต้องเป็นไทยที่ผลิตทั้งคัน แต่ทุกประเทศในภูมิภาคควรแบ่งกันผลิตแต่ละชิ้นส่วนเพื่อนำมาประกอบเป็นรถคันเดียวกันจะเป็นประโยชน์มากกว่า ตอนนี้การแย่งกันไม่มีประโยชน์เพราะถ้าเรารวยคนเดียวก็ไม่มีใครมาซื้อของเรา ต้องให้เพื่อนรวยด้วย ควรจับมือกันแล้วไปเจรจานอกภูมิภาค”

เปิดเทรนด์ธุรกิจปี 2567
กลุ่มเกาะกระแสบริโภคยังโตดี

ดร.สมประวิณ กล่าวว่า จากการประเมินแนวโน้มภาวะธุรกิจในปี 2567 และ medium-term ยังมีปัจจัยเสี่ยงซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตในระยะสั้น ขณะเดียวกันผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และ Mega Trend ต่างๆ จะเข้ามา Disrupt ธุรกิจในระยะกลาง

โดยภาวะธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตในลักษณะไม่ทั่วถึง หรือ Uneven โดยบางธุรกิจยังเติบโตได้ดี อาทิ กลุ่มที่ตอบโจทย์การฟื้นตัวการบริโภคหรือสอดรับกับเทรนด์ต่างๆ ขณะที่บางธุรกิจยังมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบในระยะสั้น หรือบางธุรกิจยังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เข้ามา Disrupt ธุรกิจในระยะยาว

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเป็นกลุ่มที่สอดรับกับการฟื้นตัวของการบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่แม้ผลผลิตสินค้าเกษตรหลักจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง แต่ได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับตัวสูง และนโยบายส่งออกของคู่แข่ง และกระแส ESG ส่งผลดีต่อธุรกิจที่สอดรับกับเทรนด์สิ่งแวดล้อม เช่น กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ร้านอาหาร Healthcare โรงแรม

ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่อาจเติบโตได้ไม่ดีนักในระยะสั้นแต่ยังเติบโตได้ดีในระยะยาว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงยังมีความเสี่ยงจาก Supply Chain Disruption หนี้ครัวเรือนยังสูง ดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง และการลงทุนภาครัฐยังมีความเสี่ยงของการอนุมัติงบประมาณล่าช้าและอาจปรับลดงบลงทุนบางส่วนเพื่อไปกระตุ้นการบริโภคก่อน เช่น กลุ่ม Electronic และ ธุรกิจบริการ

สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันจากเทรนด์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาครัฐในการปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน ภาวะ Oversupply ในบางอุตสาหกรรม อาทิ Real Estate บางประเภทที่มี อุปทานใหม่เข้ามามาก การขยายกำลังการผลิตใหม่ของปิโตรเคมี ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ส่งผลให้เติบโตต่ำ เช่น Telecom สายการบิน

ดอกเบี้ยขึ้น-บาทอ่อน

สัญญาณเตือนกังวลหนี้เพิ่ม

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า การมีรัฐบาลใหม่ช่วยสร้างความมั่นใจมากขึ้น โดยคนให้ความหวังค่อนข้างมากว่าเมื่อมีรัฐบาลได้แล้วจะเห็นทิศทางว่าจะนำพาประเทศไปทางไหน จะขับเคลื่อนนโยบายอย่างไร

ซึ่งนโยบายที่เริ่มออกมาเน้นเป้าหมายระยะสั้นคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อให้เศรษฐกิจหมุนรอบมากขึ้น แต่นโยบายเหล่านี้ตามมาด้วยต้นทุนที่ต้องจ่ายในภายหลัง เพราะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ทำให้เกิดความกังวลตามมาว่ารัฐบาลอาจจะต้องหาเงินเพิ่ม

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ความกังวลนี้สะท้อนผ่านอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่ขยับสูงขึ้น โดย 1 เดือนนับจากกลางเดือนสิงหาคม 2566 มาจนถึงปัจจุบันพบว่า อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปี ปรับขึ้นจาก 2.6% เป็นมากกว่า 3% แม้จะสอดคล้องกับทิศทางของสหรัฐที่ขยับขึ้นเช่นกัน แต่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของไทยขยับขึ้นอย่างมีนัย

เช่นเดียวกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็ว แม้ว่าจะเป็นการอ่อนค่าตามเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น แต่บาทอ่อนค่ามากกว่าการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าราว 1% แต่ค่าเงินบาทอ่อนค่าไปราว 2 % และเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าสุดในภูมิภาค

“เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความกังวลเรื่องภาระหนี้ที่จะสูงขึ้นและเรื่องของปริมาณพันธบัตรรัฐบาลที่อาจจะต้องออกมามากขึ้น ภาพที่เกิดตามมาจากการประกาศใช้นโยบายกระตุ้นสะท้อนว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เมื่อใช้เงินเยอะขึ้นก็ต้องยืมมาจากใครสักคน และการจะยืมได้ก็สะท้อนด้วยดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพราะไม่มีทรัพยากรใดที่ฟรีและนำมาใช้ได้อย่างไม่มีจำกัด ก็หวังว่ารัฐบาลจะมีการตอบรับความกังวลเหล่านี้”

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ของไทยปรับขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องของการใช้นโยบายกึ่งการคลังวงเงิน 560,000 ล้านบาท ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้น เป็นจำนวนเงินที่สูง แต่ยังไม่มีความแน่ชัดว่ารัฐบาลจะใช้เงินจากส่วนไหน โดยมีแนวคิดว่าเป็นการใช้เงินจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ หากเป็นกรณีนี้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐซึ่งเป็นธนาคารที่ระดมเงินฝากก็อาจจะทำให้สภาพคล่องของประเทศได้รับผลกระทบ

ส่วนมาตรการด้านการลดค่าไฟ หรือราคาน้ำมัน ที่แม้จะระบุว่าใช้เงินจากกองทุนน้ำมันในการอุดหนุน แต่หากต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันมากขึ้นจนก่อหนี้สูงเกินไป รัฐบาลอาจจะต้องเข้ามาดูแล ซึ่งก็กลายเป็นภาระรัฐบาลในที่สุด หรือในเรื่องค่าไฟ ที่ให้การไฟฟ้าฯ สนับสนุนไปก่อน แต่การไฟฟ้าฯก็มีหนี้เดิมสูงกว่าแสนล้านบาทอยู่แล้ว หากจะสร้างหนี้ใหม่เพิ่มก็อาจกระทบรายได้ และที่สุดก็จะทำให้เงินส่งสมทบกลับเข้ารัฐน้อยลง ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นกระทบด้านการคลังที่มองไม่เห็น

อย่างไรก็ดี ความท้าทายของประเทศไทยมีหลายมิติที่รออยู่ในอนาคต ทั้งเรื่องโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย เรื่องเทคโนโลยี การศึกษา และยังมีประเด็นเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งประเด็นเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณสูงมาก ซึ่งวงเงินงบประมาณ 560,000 ล้านบาท สามารถทำโครงการที่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ได้เป็นจำนวนมาก การเลือกใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน ดูเหมือนเป็นการไม่ได้ชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการใช้จ่ายเรื่องอื่นๆ โดยที่ต้นทุนที่แท้จริงอาจจะไม่ใช่แค่วงเงิน 560,000 ล้านบาท แต่ต้นทุนจริงๆ คือโอกาสที่หายไปของการใช้งบประมาณในเรื่องอื่นที่เหมาะสมกว่า

“ในอนาคต อีก 2-3 ปี หากหนี้สาธารณะไปค้างอยู่ในระดับ 70% จะทำให้ไม่สามารถกู้เพิ่มได้อีก หากมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในตอนที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ทำให้การจัดเก็บภาษีได้น้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาลสำหรับคนเกษียณมากขึ้น ภาระของรัฐจะตึงตัวมากกว่าปัจจุบัน ซึ่งค่อนข้างน่าเป็นห่วง”

ทุ่มงบฯ กระตุ้นการใช้จ่าย

หวั่นกระทบวินัยการคลัง

ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดี แม้วินัยการคลังของไทยของไทยจะยังดี แต่น่าเป็นห่วงมากขึ้น หากพิจารณากรอบวินัยการคลังหลักๆ เช่น กรอบการขาดดุล ใน พ.ร.บ.วิธีงบประมาณ พ.ศ.2505 มาตรา 9 ทวิ ระบุว่า ไม่ให้ขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณ บวก 80% ของการใช้คืนต้นเงินกู้ ดังนั้น จะขาดดุลได้ไม่เกิน 3.5% ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบันเต็มกรอบนี้ไปแล้ว

หรือกรอบวินัยการคลังตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังที่กำหนดเพดานหนี้ไม่เกิน 32% ของจีดีพี ซึ่งจากเดิมเคยอยู่ที่ 30% แต่มีการขยายเป็น 35% ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนจะลงมาในระดับ 32% โดยเคยมีนโยบายจะกลับไปที่ 30% แต่รัฐบาลมีแผนจะยกกลับขึ้นมาอยู่ในระดับสูงอีกครั้ง

“การใช้แนวทางกึ่งการคลังให้หน่วยงานอื่นออกงบไปก่อนแล้วรัฐบาลจะตั้งชดเชยทีหลัง ประเด็นเหล่านี้ไม่อยู่ในหนี้สาธารณะ แต่ก็อาจจะเป็นภาพที่มองว่าพยายามที่จะหลุดออกจากกรอบวินัยการคลังได้เช่นกัน”

ขณะที่เรื่องของหนี้สาธารณะนั้น ก่อนโควิดอยู่ที่ 60% ของจีดีพี แต่ในช่วงหลังโควิด-19 หนี้สาธารณะขยับเป็น 61% จึงมีการขยับเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70% และคาดว่าจะอยู่สูงสุดที่ระดับ 61% แต่มติคณะรัฐมนตรีออกมาระบุว่า ระดับสูงสุดของหนี้สาธารณะจะใกล้ 65% และยังไม่แน่ชัดว่าได้ใส่เรื่องนโยบายดิจิทัลวอลเลตไปในการคำนวณแล้วหรือไม่

“เหมือนที่ Mark Carney บอกว่า การที่รัฐบาลพึ่งพา ‘kindness of the strangers’ ต้องหวังว่าเจ้าหนี้ที่เอาเงินมาให้รัฐบาลกู้ จะยังคงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลยังคงมีวินัยและมีเงินมาคืนให้ได้ แม้ไทยอาจจะยังไม่มีปัญหา แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าอย่ากดดันข้อจำกัดที่มีมากเกินไป”

แนะไม่แจกหว่าน

กระตุ้นเฉพาะจุด

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ปัญหาของ เศรษฐกิจไทย เรื่องแรกคือ มีการลงทุนน้อย มีแต่การบริโภค ภาครัฐมีแต่งบประมาณประจำปี เรื่องที่สองคือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ภาระของภาครัฐสูงขึ้น เพราะประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นในขณะที่ฐานรายได้ลดลงในอนาคต เรื่องที่สาม ระดับรายได้ต่อจีดีพีของรัฐบาลไทยนับว่าต่ำมากมีเพียง 16-17% ต่อจีดีพี

“หากมีงบขาดดุล 3% ของจีดีพีไปเรื่อยๆ ยังไม่รวมรายได้ที่จะลดลง แม้ไม่ทำอะไรเลยภาระของรัฐบาลก็สูงอยู่แล้ว ซึ่งโจทย์ของรัฐบาลคือการหารายได้เพื่อนำรายได้มาใช้มากขึ้น”

สำหรับนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ แต่จะต้องดูว่าเศรษฐกิจไทยเป็นแบบไหน ซึ่งเศรษฐกิจไทยโตช้าและมีแผลเป็น ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังไม่กลับไปเท่ากับในช่วงก่อนโควิด19 ขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ก็ยังมีอยู่

ดังนั้น หากถามว่า ความจำเป็นในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจควรมีหรือไม่ ก็อาจจะมีได้แต่ไม่ควรใช้วิธีแจกหว่าน มาตรการกระตุ้นเพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับไปช่วงก่อนโควิด-19 สามารถมีได้ แต่ขนาดและวิธีการต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม เพราะหากมีปัญหาเรื่องวินัยการคลังจะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น

“โจทย์ของเศรษฐกิจและการคลัง คือ เรายังไม่รู้จักคนของเราดีพอ อย่างที่เห็นจากมาตรการที่ผ่านมา การแจกหว่านจะได้คนละนิดคนละหน่อย คนที่ไม่ควรได้ก็ได้ คนที่ควรจะได้ก็ตกหล่น หากดูในสิงคโปร์หรืออเมริกาประชากรกว่า 90% อยู่ในระบบประกันสังคม ทันทีที่ตกงานรัฐบาลของเขาจะช่วยได้ทันที แต่ประเทศไทยมีแค่ 1 ใน 3 ของประชากรที่อยู่ในประกันสังคม เมื่อกลุ่มที่อยู่นอกระบบประกันสังคมเดือดร้อน รัฐบาลก็ไม่สามารถรู้และช่วยเหลือได้ทันการณ์”

ขณะที่มาตรการเงินโอน เช่น ดิจิทัลวอลเล็ตก็อาจจะไม่ได้หมุนเศรษฐกิจตามที่คาดหวังไว้ เพราะเป็นการนำ Demand จากอนาคตมาใช้ก่อน ไม่ได้ทำให้เกิด Demand ใหม่ และมาตรการเงินโอนจากภาครัฐมีผลต่อการหมุนของเศรษฐกิจต่ำที่สุดหากเทียบกับนโยบายอื่น เช่น การลงทุนที่จะมีการหมุนของเศรษฐกิจได้ 0.8-1 เท่า แต่นโยบายเงินโอนของภาครัฐจะมีผลต่อการหมุนของเศรษฐกิจได้แค่ 0.4 เท่า เช่น ใส่เงิน 100 บาท จะเพิ่มจีดีพีขึ้นได้ 40 บาท

สัญญาณเตือน

Twin Deficit

ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า ต้องระวังไม่ให้การดำเนินโยบายไปกระทบความเสี่ยง เช่น การเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันในช่วงที่ราคาตลาดโลกขยับขึ้น ทำให้ต้องมีการนำเข้าน้ำมันมากขึ้นอาจจะส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัด โดยมีปัญหาในประเทศเกิดใหม่ที่ตามมาจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและขาดดุลการคลังควบคู่กันไปที่เรียกว่า “Twin Deficit”

สำหรับประเทศไทยมีการขาดดุลการคลังมาโดยตลอด แต่ไม่ได้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมานานแล้ว โดยในช่วงก่อนโควิด-19 ไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมากเพราะมีภาคการท่องเที่ยวเข้ามาช่วย จนมาขาดดุลในช่วงโควิด-19 ซึ่งเป็นการขาดดุลในบางช่วงและตลาดเชื่อว่าจะกลับไปดีขึ้น

โดยที่ผ่านมา การที่อัตราดอกเบี้ยของไทยไม่สูงไปมากกว่านี้ เพราะตลาดเชื่อว่าไทยจะสามารถกลับไปเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอีกครั้งจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าได้ ตลาดจึงไม่เทขายพันธบัตรไทยเพราะมองว่าเงินบาทจะแข็งค่า

แต่ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่าประเทศไทยมีดุลการค้าขาดดุลมากขึ้น ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังไม่กลับมาได้มากเท่าเดิม แม้ไทยจะยังไม่มีปัญหาเรื่อง Twin Deficit จนน่ากังวล แต่สถานการณ์ปัจจุบันเริ่มมีแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยที่จะยิ่งสูงขึ้น

หากกระตุ้นการบริโภคในประเทศมากขึ้น ผลที่ตามมาจะไม่ได้ส่งผลต่อการส่งออก แต่จะส่งผลต่อการนำเข้าให้สูงขึ้นก็จะทำให้ยิ่งขาดดุลสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องเข้าไปอุดหนุนราคาที่สวนทางกับราคาในตลาดโลกจะทำให้เป็นภาระด้านการคลังเพิ่มมากขึ้น

“จุดเริ่มต้นของไทยคือไม่ได้ขาดดุล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนคาดว่าจะเกินดุลแต่การเกินดุลยังไม่มาตามนัด ถามว่า ตอนนี้เป็น Twin Deficit หรือไม่ก็อาจจะมีสัญญาณ แต่ปัญหายังไม่ได้รุนแรงมาก เป็นสัญญาณเตือนว่าควรจะต้องระวังเอาไว้ และอย่ากดดันประเด็นเหล่านี้มากเกินไป”

ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า เมื่อเกิดปัญหา Twin Deficit จะทำให้การระดมทุนของรัฐทำได้ยากขึ้น กระทบต่อสภาพคล่อง เพราะดอกเบี้ยที่ควรจะต่ำก็จะปรับขึ้นไปอยู่ในระดับสูง ซึ่งเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นต้นทุนทางการคลังก็จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาระการคลังสูงขึ้น ซึ่งดอกเบี้ยในแต่ละประเทศจะเป็น Benchmarks ของการกู้เงิน เมื่อเกิดปัญหาภาคการคลังจนกระทบตลาดพันธบัตรที่มีต้นทุนแพงขึ้น ก็จะทำให้ธุรกิจต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงและธุรกิจอาจจะขาดสภาพคล่องตามมา ซึ่งเป็นการลามจากปัญหาของรัฐกลายเป็นปัญหาของเอกชนได้

อย่างไรก็ตาม ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2566 ว่า “เรื่องของ Twin Deficit นั้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะมีผลกระทบเมื่อภาครัฐจะต้องใช้การระดมเงินจากต่างชาติเพราะเงินในประเทศไม่เพียงพอ แต่ความเปราะบางของประเทศไทยในมุมการระดมเงินจากต่างชาติยังไม่ค่อยสูง เพราะหนี้ต่างประเทศของไทยไม่ได้สูง ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกได้ในปี 2566 และหากการท่องเที่ยวกลับมาได้ก็มีโอกาสที่ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลได้ในปีต่อๆ ไป ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่น่ากังวล”

นโยบาย Quick Win

กับวินัยการคลัง

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และChief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดเปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าคาด โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2566 ลงมาอยู่ที่ 3.0% จาก 3.7% จากการที่เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนยังชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มองว่าจะเข้ามาเพียง 27.6 ล้านคนในปี 2566 และการส่งออกสินค้าที่จะหดตัว 2.5% มากกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ -1%

นายบุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับนโยบายของรัฐบาลที่ออกมาเป็นมาตรการที่เรียกว่า Quick Win ซึ่งมีผลบวกค่อนข้างจำกัดในปี 2566 เพราะเน้นเรื่องลดค่าครองชีพ ลดค่าไฟ การพักหนี้ และกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวด้วยการยกเว้นวีซ่าให้จีนและคาซัคสถาน แต่คาดว่าจะเห็นผลบวกชัดขึ้นในช่วงต้นปี 2567

ส่วนนโยบายหลักที่คนกำลังจับตาคือการแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเลต โดยทุกฝ่ายกำลังจับจ้องเรื่องที่มาของเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการและความโปร่งใสของโครงการ แต่มาตรการของภาครัฐที่ต้องใช้เงินในการเดินหน้าโครงการต่างๆ ที่อาจจะมีผลต่อวินัยการคลังนำมาซึ่งคำถามเกี่ยวกับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

ซึ่งหากพิจารณาในมุมหนี้ของรัฐบาลโดยรวมแล้ว พบว่า หนี้รัฐบาลยังไม่มากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคที่อยู่ในระดับเรตติ้งเดียวกัน แต่หนี้สาธารณะของไทยมีการขยับขึ้นจากระดับ 40% ต่อจีดีพี เป็น 60% เนื่องจากผลกระทบของโควิด-19 ที่ทำให้ต้องยกเพดานเป็น 70% แต่แนวโน้มในปีหน้าหนี้สาธารณะอาจจะขึ้นเป็น 65% ได้

ทั้งนี้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลักๆ ยังไม่ได้แสดงความกังวลจนต้องปรับลดอันดับเรตติ้งของไทย ณ ตอนนี้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับวินัยทางการคลังของรัฐบาลและภาพของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น ฐานของจีดีพีใหญ่ขึ้น รัฐมีรายได้เข้ามามากขึ้นความสามารถในการชำระหนี้ก็จะไม่น่ากังวล

“ความสำคัญของเรื่องการเดินนโยบายคือความโปร่งใส การขยายในมาตรา 28 จะเอาไปใช้อะไรบ้าง ตลาดกังวลว่าเงินที่นำมาใช้จะสามารถสร้างจีดีพีได้ตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ 5 % ต่อปี แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการเติบโตของเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยได้ 2.9% ซึ่งมีช่องว่างที่รัฐบาลต้องพยายามเพิ่ม หากทำได้ความกังวลในเรื่องวินัยทางการคลังก็จะน้อยลงไป”

อย่างไรก็ดี ทิศทางของดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้อาจจะดีขึ้นแต่ก็ต้องดูว่าจะกลับมาเป็นบวกได้หรือไม่เพราะการท่องเที่ยวยังไม่ได้กลับมาเท่าที่ควร ขณะที่ราคาน้ำมันเริ่มขยับสูงขึ้น ขณะที่การขาดดุลการคลังเป็นประเด็นที่กำลังเฝ้าดูจากการดำเนินนโยบายต่างๆ

ฝาก 4 โจทย์สำคัญ

รอรัฐบาลแก้ไข

นายบุรินทร์กล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้างต้องดำเนินการควบคู่กับไปทั้งนโยบายระยะสั้นและระยะยาว โดยประเด็นแรกคือ สังคมสูงวัย ในอีก 6 ปีข้างหน้าอัตราส่วนประชากรที่มีอายุเกิน 65 ปีจะมี 20% ซึ่งเป็นการเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ แต่รายได้ของประชากรสูงอายุจะมาจากไหนเพราะไทยมีปัญหาเรื่องแก่ก่อนรวย

ประเด็นที่ 2 คือ ไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง นับตั้งแต่โควิด-19 รายได้ต่อหัวปรับลดลง จากที่เคยสูงสุดที่ 7,628.58 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2562 แต่ในปี 2565 รายได้ต่อหัวอยู่ที่ 6,908.80 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเรื่องนี้เป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องพิจารณาว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ได้อย่างไรเพื่อให้สามารถหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้

ประเด็นที่ 3 แรงงานในภาคเกษตรสร้างรายได้เพียง 8.9% ของจีดีพี ทั้งที่ภาคเกษตรเป็นสัดส่วนใหญ่ถึง 31.5% ซึ่งรัฐบาลอาจจะต้องมีนโยบายในการเพิ่มประสิทธิภาพให้แรงงานในภาคเกษตรมากขึ้น หรืออาจจะหาทางย้ายแรงงานจากภาคเกษตรไปสู่ส่วนอื่น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องคิดว่าระหว่างที่มีมาตรการพักหนี้เกษตรกรนาน 3 ปี ว่าจะทำให้อย่างไรให้กลุ่มนี้มีรายได้มากขึ้นเพื่อให้ใน 3 ปีข้างหน้าแรงงานภาคเกษตรจะมีส่วนสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจได้มากกว่าเดิม

และประเด็นที่ 4 แรงจูงใจในการเข้ามาลงทุน การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลกำลังเดินหน้า โดยประเทศไทยต้องหาจุดขายของตัวเองให้ได้ ซึ่งเป็นโจทย์หนึ่งที่รัฐบาลคงต้องตระหนักและพยายามแก้ไขปัญหามากขึ้น

ติดตามอ่านคอลัมน์ Cover ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนตุลาคม 2566 ฉบับที่ 498 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...