โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติไปเป็นภรรยาชาวสวนของท่านบัณฑิต [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 16 ก.ค. 2566 เวลา 13.45 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2566 เวลา 13.45 น. • Jinovel
บล็อกเกอร์สาวจะทำอย่างไร? เมื่อต้องทะลุมิติมาเป็นนางร้ายชะตา(กำลังจะ)ขาด ในเมื่อไม่อยากตายตอนจบ งั้นนิยายเรื่องนี้ขอนางร้ายเปลี่ยนบทใหม่เองละกันนะทุกคน!

ข้อมูลเบื้องต้น

บล็อกเกอร์สาวจะทำอย่างไร? เมื่อต้องทะลุมิติมาเป็นนางร้ายชะตา(กำลังจะ)ขาด ในเมื่อไม่อยากตายตอนจบ งั้นนิยายเรื่องนี้ขอนางร้ายเปลี่ยนบทใหม่เองละกันนะทุกคน!

ประพันธ์โดย:秦喜儿 / แปลและเรียบเรียงโดย:RenasX

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ:Guangzhou Alibaba Literature lnformation TechnologY Co., Ltd / ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย: Glory Forever

--------------------------

สำหรับคุณท่านที่ติดตามตอนฟรี

สามารถติดตามอ่านตอนฟรีได้ที่นี่ทุกวันเจ้าค่ะ _

--------------------------

จะเกิดอะไรขึ้น ! เมื่อจู่ๆ บล็อกเกอร์สาวอาหารรสเลิศอย่าง “เซี่ยยวี่หลัว”

ต้องทะลุมิติมาเป็นนางร้ายสุดเหี้ยมในนิยายที่เธอเคยอ่าน

เป็นทั้งคนใจร้าย ปากร้าย เอาแต่ใจ แถมยังทุบตีเด็ก

ยัยคนนี้นี่มันปิศาจตัวไหนมาเกิดกันล่ะเนี่ย?

เป็นเพราะนางทำให้ครอบครัวที่อบอุ่น ต้องอยู่ไม่เป็นสุขถึงเพียงนี้

สามีทรมานใจ น้องสามีก็หวาดกลัว

ถึงเวลาต้องเปลี่ยนนางร้ายผู้นี้เสียใหม่เซี่ยยวี่หลัวจะเป็นคนดีแล้ว!

และจะดูแลเลี้ยงน้องของสามีให้ดีที่สุดด้วย แต่ขอร้องเถอะสามี อย่าหย่ากับข้าเลยนะ!

ทำอาหารเหรอ? "ข้าทำได้"

ปลูกผักทำสวน ? "ข้าทำได้"

คัดตำรา ? "ข้าก็ทำได้"

[ เซี่ยยวี่หลัวTalk ]
"ที่ทำทุกอย่างนี้เพราะอยากมีชีวิตอยู่จนจบเรื่องหรอกนะ ไม่ได้คิดจะขโมยบทนางเอกเสียหน่อย" xoxo


บอกต่อความอินกับ 'ทะลุมิติไปเป็นภรรยาชาวสวนของท่านบัณฑิต '

รับชมรีวิวนิยายน่ารักๆ ได้ที่นี่เลยเจ้าค่ะ~

[ขอขอบคุณรีวิวดีๆจากทาง Kawebook ด้วยนะเจ้าคะ <3]

ติดตามได้ก่อนใคร และร่วมให้กำลังใจ นักเขียน นักแปลได้ที่นี่ เลยค่า~ >/\<

> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม<

----------------------------------

คุณท่านสามารถสนับสนุนนิยายลิขสิทธิ์ถูกต้อง ผ่านเว็บไซต์ Dek-D.com ได้ในราคาเล่มละ 90 บาทเจ้าค่ะ (เมื่อเทียบประมาณกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม หรือประมาณ 200-250 หน้า A5 เจ้าค่ะ) (ทั้งนี้ทางตำหนัก Jinovel จะทยอยปล่อยตอนฟรีเรื่อยๆ สำหรับคุณท่านที่เป็นกำลังใจและร่วมติดตามกันค่ะ _ )

ทั้งนี้หากคุณท่านเป็นคนอ่านเร็ว และชอบการอ่านแบบบุฟเฟ่ห์ คุณท่านสามารถเหมาอ่านนิยายเรื่องนี้ รวมถึงเรื่องอื่นๆทุกเรื่อง ทุกตอน ของ Jinovel ได้ในราคาโปรโมชั่น พิเศษเฉพาะช่วงนี้เพียง 99 บาท/เดือน เสี่ยวเอ้อร์แนะนำที่นี่เลยเจ้าค่ะ >> https://bit.ly/3wyM1Iu


ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3

บทที่ 1 ข้ามมิติมาเป็นนางร้ายในนิยาย

ลมหนาวเย็นยะเยือกถึงกระดูกพัดผ่านเข้ามาทางบานหน้าต่างที่เปิดไว้ พัดมาตกกระทบบนใบหน้างามไร้ที่ติดุจหยกบนเตียง

เซี่ยยวี่หลัวที่หลับสบายมาตลอดขดตัวทีหนึ่ง ก่อนพลิกตัวด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย พร้อมบ่นพึมพำ “ลมมาจากไหนกัน”

ลม?

จู่ๆเซี่ยยวี่หลัวก็นึกขึ้นได้ ว่าเมื่อคืนตัวเองปิดหน้าต่างสนิทแล้ว ลมพัดเข้ามาไม่ได้!

ยิ่งไปกว่านั้น ลมยังเย็นถึงเพียงนี้ หนาวจนเย็นยะเยือกถึงกระดูก

ตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อน จะมีลมเย็นถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

เซี่ยยวี่หลัวลืมตาอย่างฉับพลัน ดวงตาสีดำคู่โตดูมีชีวิตชีวาและสดใส นางกรอกตาวนไปมาหนึ่งรอบ

เมื่อสายตาคุ้นชินกับความมืด แม้ว่าภาพเบื้องหน้าจะดูพร่ามัว แต่ก็พอจะมองเห็นได้บ้าง

หลังคาเหนือศีรษะเป็นสีดำสนิท เซี่ยยวี่หลัวนิ่งอึ้งเล็กน้อย

หรือว่าเมื่อคืนนางอ่านหนังสือจนล้าเกินไป ใช้สายตามากเกินไปจนตาพร่ามัว?

เพดานห้องของนางควรจะเป็นสีชมพูอ่อน นางเป็นคนทาสีเอง ทั้งยังแขวนโคมไฟระย้าไว้เหนือศีรษะ นางเป็นคนเลือกเอง เมื่อลืมตาจะเห็นโคมไฟระย้าขาวบริสุทธิ์ดุจหยกและเพดานสีชมพู จะทำให้อารมณ์ดีเป็นพิเศษไปทั้งวัน

เซี่ยยวี่หลัวคิดว่าตัวเองนอนจนสับสนมึนงง จึงหลับตาอีกครั้ง สูดลมหายใจเข้าลึกสองครั้ง ก่อนลืมตาใหม่…

ภาพเบื้องหน้ายังคงเหมือนกับที่เห็นเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน!

สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นชินทำให้เซี่ยยวี่หลัวตกใจจนลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

สวรรค์ นี่นางไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม

ทำไมหลับไปหนึ่งตื่น ถึงย้ายจากห้องตัวเองมาอยู่ในสถานที่บ้านี่ได้

ที่นี่มันที่ไหนกัน!

เมื่อออกจากผ้านวมแสนอบอุ่นก็รู้สึกหนาวจนตัวสั่น เซี่ยยวี่หลัวดึงผ้านวมมาห่มบนตัว สายตาสอดส่องมองไปรอบๆ จ้องมองสภาพแวดล้อมแปลกตาด้วยความรู้สึกตื่นตระหนก ภายในดวงตาสีดำแจ่มชัดเต็มไปด้วยความตื่นกลัวและตกใจ

ห้องนี้ไม่ใหญ่นัก เครื่องเรือนภายในก็เรียบง่าย

โต๊ะสี่เหลี่ยมหนึ่งตัว ตู้เสื้อผ้าหนึ่งตู้ โต๊ะตัวเล็กกับตู้เป็นแบบธรรมดาที่สุด ทำจากไม้ธรรมดา ไม่ได้ทาสีด้วยซ้ำ ส่วนผ้านวมที่ตนเองห่มอยู่ ด้านนอกเป็นผ้าฝ้ายสีฟ้าลายดอกไม้สีขาว นางยื่นมือไปลองบีบดู นั่นไม่ใช่ผ้านวมไหมอ่อนนุ่มเบาบางระบายอากาศได้ดีที่นางใช้ตามปกติ แต่เป็นผ้านวมฝ้ายแบบหนา

ภายในห้องไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่มีกระทั่งหลอดไฟธรรมดา บนโต๊ะมีเพียงตะเกียงน้ำมันหนึ่งอัน ในห้องเหมือนมีกลิ่นน้ำมันเผาไหม้ด้วย

เซี่ยยวี่หลัวตกใจจนเบิกตากว้าง ความคิดหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวพลันผุดขึ้นในใจ

ตัวเองนอนอยู่ในบ้าน โดนพวกค้ามนุษย์ลักพาตัวมาขายยังพื้นที่ห่างไกลที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง?

พอเซี่ยยวี่หลัวคิดว่าตัวเองโดนลักพาตัวมาขาย ก็ตกใจจนรู้สึกหนาวสะท้าน

หลังจากรู้สึกตื่นตกใจครู่หนึ่ง นางจึงสงบสติ รู้สึกว่าตัวเองคิดมากเกินไป

ห้องพักที่ตัวเองอาศัยอยู่เป็นห้องพักเดี่ยวระดับสูงที่ทางสถาบันเตรียมไว้ให้คณาจารย์ที่โดดเด่นโดยเฉพาะ หนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องโถง หนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องน้ำ

ประตูทางเข้ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิบัติหน้าที่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง จะเข้าออกพื้นที่ต้องมีบัตรผ่าน ขึ้นลิฟต์ยังต้องยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือ ประตูห้องของตัวเองมีระบบรักษาความปลอดภัยสองชั้นที่ต้องใช้ลายนิ้วมือกับกุญแจ พวกค้ามนุษย์แบบไหนกัน ที่จะสามารถผ่านระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา หลบเลี่ยงกล้องวงจรปิด ทั้งยังไม่ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรู้ตัว ลักพาตัวนางที่กำลังหลับสนิทออกจากห้องพักมาได้?

เซี่ยยวี่หลัวตรวจดูเครื่องเรือนต่างๆภายในห้องอีกครั้ง

ตู้เสื้อผ้า โต๊ะ ตะเกียงน้ำมัน ปลอกผ้านวมสีฟ้าลายดอกไม้สีขาว ผ้านวมฝ้าย การตกแต่งภายในห้องดูเก่าและโทรม นางรู้สึกเหมือนจะเคยเห็นมาก่อน

สมองครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว จู่ๆก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ นางหันขวับไปมองด้านหลังตัวเองอย่างฉับพลัน

บนเตียงมีโต๊ะเตี้ยหนึ่งตัว บนโต๊ะมีกระจกทองแดงหนึ่งอัน ด้านล่างกระจกมีกล่องเครื่องสำอางที่ดูราคาถูกวางอยู่จำนวนหนึ่ง ข้างกล่องมีกระดาษหนึ่งแผ่น

แปลกพิกล แต่กลับรู้สึกว่าทุกสิ่งช่างดูคุ้นตานัก

เซี่ยยวี่หลัวหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาด้วยอาการสั่นเทิ้ม หลังจากอ่านจบก็คอตกด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยว

ในที่สุดนางก็รู้แล้วว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

เมื่อวานเป็นวันหยุดของสถาบัน หลังจากนางทำการทดลองในห้องทดลองเสร็จจึงกลับห้องพัก ทำอาหารรสเลิศมื้อหนึ่ง อัพโหลดขึ้นบนเว็บเวยป๋อ สนทนากับแฟนคลับสักครู่ก็รู้สึกเบื่อ จึงหานิยายเล่มหนึ่งมาอ่าน

นิยายถูกแต่งอย่างส่งเดชไม่มีสาระ เซี่ยยวี่หลัวเพียงคิดว่าจะอ่านฆ่าเวลา แค่เพราะนางร้ายในเรื่องมีชื่อเหมือนตัวเอง จึงเปิดดูคร่าวๆ เมื่ออ่านถึงตอนที่นางร้ายตายอย่างอนาถ ก็เลิกอ่านแล้ว

ยังไม่ได้อ่านตอนจบด้วยซ้ำ ทว่า ใช้เส้นผมคิดยังรู้เลย ว่าเนื้อเรื่องหลังจากนั้น ตอนจบพระเอกและนางเอกต้องต่างฝ่ายต่างรักมั่น มีความสุขไปชั่วชีวิตแน่นอน

น่าสงสารที่นางร้ายผู้มีชื่อแซ่เหมือนนาง ต้องตายอย่างน่าเวทนา แต่ก็ถือว่าสมเหตุสมผล หญิงเนรคุณชั่วช้าเช่นนี้ สมควรจะโดนสวรรค์ลงทัณฑ์

ดีจริงๆ!

นางทะลุมิติมากลายเป็นนางร้ายในนิยายที่สมควรตายผู้นั้น!

เซี่ยยวี่หลัวเปิดดูกระดาษในมืออีกครั้ง ตัวหนังสือที่เขียนด้วยหมึกสีดำถูกขีดเขียนบนกระดาษสีขาว ลายมือหวัดแต่กลับดูทรงพลัง เขียนแรงจนหมึกทะลุถึงด้านหลังกระดาษ พอจะดูออกว่าขณะนั้นบุคคลที่เขียนจดหมายฉบับนี้ถูกเซี่ยยวี่หลัวทำให้โมโหถึงขีดสุด

ในหนังสือนิยาย ภายหลังเซียวยวี่ประสบความสำเร็จก็กลายเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิต เหลี่ยมจัดเลือดเย็น ดูจากตัวหนังสือเหล่านี้ ในภายภาคหน้าเขาต้องกลายเป็นคนแบบนั้นแน่นอน

จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนจากด้านขวาไปด้านซ้าย ตัวอักษรสามตัวฝั่งขวาสุดช่างดูสะดุดตายิ่งนัก

'หนัง สือ หย่า'

นี่น่าจะเป็นหนังสือหย่าตามที่เขียนไว้ในนิยาย นางร้ายร่ำไห้โวยวายทั้งคืน ในที่สุดก็ได้หนังสือหย่ามาจากพระเอก และยังเป็นหนังสือหย่าแบบมีเงื่อนไขด้วย

หากพระเอกสอบเป็นซิ่วไฉไม่ได้ หนังสือหย่าฉบับนี้ก็จะมีผล แต่หากสอบติด…

นี่คือเล่ห์เหลี่ยมของนางร้าย หากสอบติด ยังจะหย่าทำไมอีก ย่อมต้องเป็นฮูหยินซิ่วไฉต่อไป

หนังสือหย่าลงวันที่เป็นปีจิ่งเซวียนที่ห้าเดือนสอง หากเซี่ยยวี่หลัวจำไม่ผิด ปีที่พระเอกสอบติดซิ่วไฉจนชะตาพลิกผัน ความจริงเป็นปีจิ่งเซวียนที่หก

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปีนี้พระเอกสอบเป็นซิ่วไฉไม่สำเร็จแน่นอน และหนังสือหย่าฉบับนี้ อีกไม่นานก็กำลังจะมีผลแล้ว

เซี่ยยวี่หลัวตื่นตกใจจนแทบจะแยกทิศเหนือใต้ออกตกไม่ได้

เรื่องราวในนิยาย นางเคยอ่านแล้ว และยังจดจำได้อย่างแม่นยำ ภายหลังนางร้ายแยกจากพระเอกก็เหมือนโดนคุณไสยอย่างไรอย่างนั้น พบพานแต่โชคร้าย ชะตาน่าอนาถเกินจะบรรยาย ผ่านไปไม่กี่ปีก็ชะตาขาด

หรือว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่นานแล้ว?

นางไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นโดยละเอียด เพียงเปิดอ่านแบบข้ามๆ แค่อ่านเรื่องราวของนางร้ายที่มีชื่อแซ่เหมือนตัวเอง ที่สุดท้ายก็ตายอย่างอนาถ

ดั่งคำกล่าวที่ว่า ผู้ที่ริอ่านเป็นปรปักษ์กับพระ-นาง ล้วนแล้วแต่มีชีวิตอยู่ไม่ถึงตอนจบ

หากเรื่องราวดำเนินไปตามที่เขียนไว้ในหนังสือ หนทางเดียวที่จะแก้ไขได้ก็คือ ห้ามล่วงเกินพระเอก ห้าม! เด็ด! ขาด!

แม้ไม่อาจได้ใจมาครอง ก็อย่าได้ทำร้ายกัน เมื่อมีสหายเพิ่มหนึ่งคน นั้นย่อมหมายถึงทางรอดที่มีเพิ่มขึ้น เมื่ออริคู่แค้นลดลงหนึ่งคน นั้นย่อมหมายถึงทางตันก็จะลดลงเช่นกัน หากไม่ล่วงเกินพระเอก ก็อาจรอดพ้นจากอันตรายได้

ข้อดีของการเป็นผู้มีสติปัญญาสูงคือ สามารถสงบจิตใจได้ในทุดที่ทุกสถานการณ์ ปรับตัวตามสภาพการณ์ที่เหลือเชื่อได้ทุกเมื่อ เซี่ยยวี่หลัวปรับสภาวะจิตใจตัวเองได้อย่างรวดเร็ว คิดวิธีแก้ไขออกแล้ว

ท้องฟ้าด้านนอกยังมีหมอกปกคลุม น้ำหมึกบนหนังสือหย่ายังไม่แห้งสนิทดี น่าจะเพิ่งเขียนเมื่อคืน เซี่ยยวี่หลัวรู้ว่า เช้าวันนี้พระเอกจะเข้าไปในตัวเมือง ต้องสอบจนถึงเดือนห้าจึงจะสามารถกลับมาได้

เมื่อวานโวยวายทั้งคืน คาดว่าพระเอกคงโมโหจนแทบคลั่ง หากตอนนี้ยังไม่โผล่หน้าไปทำตัวเป็นภรรยาผู้อ่อนโยนและรู้ความอีก เกรงว่าพระเอกกลับมาคงไล่ตนออกจากบ้านเป็นแน่

เซี่ยยวี่หลัวรีบลุกขึ้น เปิดตู้เสื้อผ้า

ภายในตู้มีเสื้อผ้าค่อนข้างเยอะ นางหยิบเสื้อนวมสองชั้นลายดอกไม้สีฟ้ามาสวม ไม่ทันรวบผมด้วยซ้ำ ก็สาวเท้าพุ่งออกไปทันที

สายลมหนาวเย็นโบกพัดเข้ามา เซี่ยยวี่หลัวหนาวจนตัวสั่น

นางวิ่งไปถึงหน้าห้องเซียวยวี่ เคาะประตู ไม่มีคนตอบ หลังจากผลักเปิดประตูห้องเข้าไป จึงเห็นว่าผ้านวมถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูท่าเขาคงไปแล้ว

ภายในห้องน้องชายน้องสาวของพระเอกก็ไม่มีคนอยู่เช่นกัน น่าจะไปส่งพี่ชายของพวกเขา

ตื่นสายเกินไป คนไปกันหมดแล้ว

เซี่ยยวี่หลัวร้อนใจจนกระทืบเท้า หรี่ตาทีหนึ่ง ยกกระโปรงขึ้น ก่อนสาวเท้าก้าวใหญ่วิ่งไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว

* ซิ่วไฉ คือผู้สอบผ่านบัณฑิตระดับท้องถิ่น (ตำบล/อำเภอ/จังหวัด)


หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม

เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<

> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <

บทที่ 2 เซียวยวี่ ข้าจะรอเจ้ากลับมา

ต้นฤดูใบไม้ผลิในเดือนสอง เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวไม่แน่นอน อากาศยังคงหนาวเย็น

เซี่ยยวี่หลัวได้แต่วิ่งไป ลมหนาวเย็นเยียบ นางวิ่งจนมีเหงื่อซึมชื้นทั่วตัว วิ่งไปถึงปากทางเข้าหมู่บ้านในคราเดียว แต่กลับมองไม่เห็นแม้แต่เงา

น่าจะเดินทางไปไกลแล้ว

เซี่ยยวี่หลัวยังคงคาดหวังจะได้พบหน้าสักครั้ง เมื่อวานตัวเองหาเรื่องโวยวาย เกรงว่าภายในใจเซียวยวี่คงแค้นจนอยากถลกหนังเฉือนเอ็นนางออกมาต้มกินเสีย

ไปครานี้ใช้เวลานานถึงสี่เดือนกว่า หากปล่อยให้มีความทรงจำเลวร้ายแบบนี้ แค่คิดก็ทำให้โมโหจนกระอักเลือดได้ ไม่ดีเสียเลย!

เซี่ยยวี่หลัวที่มีความปรารถนาจะอยู่รอดอย่างแรงกล้าวิ่งออกไปนอกหมู่บ้านต่อ ไม่รู้ว่าวิ่งไปนานแค่ไหน ในที่สุดก็ได้ยินเสียงคนกำลังสนทนากัน

“พี่รอง ท่านว่าครั้งนี้พี่ใหญ่จะสอบติดไหม?” เป็นเสียงของเด็กผู้หญิง น้ำเสียงเบาบาง แฝงเร้นด้วยความกังวลใจ

“เราต้องเชื่อพี่ใหญ่ พี่ใหญ่พยายามถึงเพียงนี้ เขาต้องสอบติดแน่นอน!” นั่นเป็นเสียงเด็กผู้ชายอีกหนึ่งคน

เซี่ยยวี่หลัวฟังออกว่านั่นน่าจะเป็นน้องชายน้องสาวของเซียวยวี่ผู้เป็นพระเอก

ท้องฟ้ายังไม่สว่าง มองเห็นไม่ค่อยชัดเจน เซี่ยยวี่หลัววิ่งไปจนถึงตรงหน้าเด็กสองคนนั้น เอ่ยถามต่อหน้า “พี่ชายเจ้าละ?”

น้ำเสียงของนางเดิมทีมีเสน่ห์เย้ายวน แต่ก็แฝงเร้นด้วยความหยิ่งทะนง แต่ครานี้เพราะนางกำลังร้อนรนจิตใจ เมื่อเอ่ยวาจาจึงเหมือนเป็นการไต่ถามด้วยน้ำเสียงเดือดดาล

เซียวจื่อเมิ่งกลัวจนรีบหลบอยู่ด้านหลังเซียวจื่อเซวียน ความหวาดกลัวที่มีต่อเซี่ยยวี่หลัวฉายชัดอยู่ในดวงตาสีดำ ไร้ซึ่งความมีชีวิตชีวาและน่าเอ็นดูแบบที่เด็กผู้หญิงในวัยนี้ควรจะมี

เซียวจื่อเซวียนเหยียดแผ่นหลังจนตรงดุจด้ามพู่กัน ปกป้องเซียวจื่อเมิ่งที่อยู่ด้านหลัง “พี่ใหญ่ไปแล้ว!”

“โอ้ย! ทำไมถึงวิ่งเร็วนัก!” นางบ่นเชิงตำหนิทีหนึ่งไปด้วย กระทืบเท้าไปด้วย ก่อนสาวเท้าวิ่งไปด้านหน้าต่อ

วิ่งไปหลายเมตรแล้วจึงหันกลับมากำชับเด็กสองคน “รีบกลับบ้านไป”

เมื่อเห็นว่านางวิ่งไปไกลแล้ว เซียวจื่อเมิ่งจึงเดินออกจากด้านหลังเซียวจื่อเซวียน เอ่ยถามพี่ชายด้วยท่าทีสงสัย “พี่รอง นางเป็นอะไรไป?”

ผมเผ้าไม่ได้หวี ยุ่งเหยิงเสียยิ่งกว่าอะไร วิ่งจนเหนื่อยหอบหายใจแทบไม่ทัน ไม่เหลือภาพลักษณ์เดิมแม้แต่น้อย

เมื่อครู่ยังกำชับให้พวกเขารีบกลับบ้าน เพราะกลัวว่าพวกเขาจะก่อเรื่องข้างนอกหรือ?

“ใครจะไปรู้ พวกเรากลับกันเถอะ!” เซียวจื่อเซวียนหันมองเซี่ยยวี่หลัวที่หายไปท่ามกลางหมอกที่ปกคลุมแวบหนึ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เพียงจูงมือเซียวจื่อเมิ่งกลับบ้านไป

เซี่ยยวี่หลัววิ่งไปนานก็ยังไม่พบคน คาดว่าเขาคงนั่งเกวียนออกไปไกลแล้ว มีเส้นทางหลายสาย ไม่รู้ว่าเขาไปเส้นทางใด ตัวเองมีขาเพียงสองข้าง วิ่งให้ขาขาดก็ไล่ตามไม่ทัน

เมื่อไม่ได้พบ เซี่ยยวี่หลัวจึงรู้สึกผิดหวังยิ่ง

นางรู้สึกกลัดกลุ้มนัก คิดถึงจุดจบของนางร้ายในนิยาย เรียกได้ว่าน่าอนาถเสียยิ่งกว่าอะไร ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดที่ทำไมตัวเองถึงไม่ทะลุมิติมาให้เร็วกว่านี้อีกนิด

พระเอกไปแล้ว ไม่ทันการณ์เสียแล้ว

จู่ๆเซี่ยยวี่หลัวก็นึกอะไรบางอย่างออก นางสาวเท้าวิ่งไปทางภูเขาเล็กลูกหนึ่ง

แม้จะเรียกว่าภูเขา แต่เป็นเพียงเนินดินที่มีหญ้าขึ้นเต็ม จึงปีนขึ้นไปได้ง่ายมาก

เกวียนเทียมวัวเคลื่อนที่ไปด้านหน้าช้าๆ เซียวยวี่นั่งอยู่บนเกวียน เขามีรูปลักษณ์หล่อเหลา ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย ดวงตาทั้งคู่มองตรงไปเบื้องหน้า ต้นฤดูใบไม้ผลิอากาศยังคงหนาวเย็น ลมหนาวโบกพัด ไม่สามารถหลบได้เลย

คนขับเกวียนคือท่านลุงสี่จากหมู่บ้านเดียวกัน เขากำลังจะไปขายของในตัวเมือง จึงให้เซียวยวี่นั่งเกวียนไปด้วย

ระหว่างที่ท่านลุงสี่กำลังขับเกวียน ก็หาเรื่องสนทนากับเซียวยวี่ไปพลาง ทันใดนั้น เขาก็หยุดเกวียน หันกลับมาถามเซียวยวี่ “อายวี่ เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่?”

เซียวยวี่หนาวจนใบหน้าเย็นเหมือนก้อนน้ำแข็ง แม้แต่ประสาทรับรู้ยังเกิดอาการชา ยิ่งไปกว่านั้น ภายในใจเขากำลังครุ่นคิดเรื่องต่างๆมาตลอด จึงไม่ได้ยิน “อะไรนะขอรับ?”

น้ำเสียงของเขาแหบแห้งเล็กน้อย

เมื่อคืน หญิงผู้นั้นอาละวาดจนเขาไม่ได้พักมาทั้งคืน

ท่านลุงสี่ไม่ได้เอ่ยตอบ ตั้งใจฟังอย่างละเอียด จากนั้นจึงหันไปมองเซียวยวี่ “อายวี่ เหมือนข้าจะได้ยินเสียงคนกำลังเรียกเจ้าอยู่!”

เรียกตนเองอยู่?

เซียวยวี่เงยหน้าอย่างฉับพลัน ดวงตาคู่ดำสนิทดุจน้ำหมึก แฝงเร้นด้วยความอ่อนล้าที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน รวมถึงอารมณ์ซับซ้อนที่ไม่ควรปรากฏในแววตาของชายหนุ่มวัยนี้

สายลมในเดือนสองหนาวเย็นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในยามเช้าตรู่ หนาวเหน็บจนแทบจะแทรกซึมเข้าถึงกระดูก

และวาจาบางอย่าง ก็โบกพัดมาตามสายลมเข้ามาในโสตประสาท แม้ฟังดูเลือนราง แต่ก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน

“เซียวยวี่ ข้าจะรอเจ้ากลับมา เซียวยวี่ ข้าจะรอเจ้ากลับมา เซียวยวี่…”

เซียวยวี่ได้ยินอย่างแจ่มชัด เมื่อฟังออกว่านั่นเป็นเสียงของผู้ใด เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น

นางจะมาหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับตนอีกหรือ?

ใบหน้าหล่อเหลาของเขาพลันปรากฏร่องรอยเย็นเยียบ

คราวนี้ท่านลุงสี่เองก็ได้ยินอย่างแจ่มชัด รู้ว่านั่นเป็นเสียงภรรยาคนงามของเซียวยวี่ จึงหัวเราะพร้อมกล่าว “ข้าบอกแล้วว่ามีคนกำลังเรียกเจ้า ฟังจากเสียง ภรรยาของเจ้ากำลังเรียกเจ้าอยู่!”

เซียวยวี่ย่อมรู้ว่าใครกำลังเรียกตนเองอยู่

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย หันมองไปทางต้นเสียง เม้มริมฝีปากแน่น แววตาไม่มีความอบอุ่นปรากฏเลยแม้แต่น้อย

เสียงเรียกยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังเข้าไปถึงจิตใจ

ท่านลุงสี่หัวเราะพร้อมกล่าว “อายวี่ ตอบกลับบ้างสิ พวกเราได้ยินเสียงของนาง หากเจ้าตอบกลับ นางเองก็ต้องได้ยินแน่นอน!”

สามีภรรยาหนุ่มสาวคู่นี้รักใคร่กันดีจริง แยกจากกันเพียงครู่เดียวก็ทนไม่ไหวแล้ว

เซียวยวี่เม้มริมฝีปากแน่น ขมวดคิ้วมุ่น หันมองไปตามทิศที่เสียงดังขึ้น แววตาฉายประกายดิ้นรนเป็นบางครั้งเกลียดชังเป็นบางคราว สุดท้ายเขาก็ละสายตา แววตากลับมาเย็นเยียบเหมือนเดิม กล่าวกับท่านลุงสี่ “ท่านลุงสี่ สายแล้ว เรารีบไปกันเถอะ!”

ดูท่าเขาไม่คิดจะตอบกลับ!

ท่านลุงสี่ขานตอบ หันมองไปทางต้นเสียงอีกครั้ง เมื่อเห็นสีหน้าของเซียวยวี่ไม่ดีนัก ก็ไม่ได้กล่าวอะไร ยกแส้ขึ้นเฆี่ยนวัวทีหนึ่ง วัวจึงออกเดินต่อ

เสียงตะโกนเรียกยังคงดังแว่วมาตามสายลม เสียงเบาลงเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดก็ไม่ได้ยินแม้แต่คำเดียว

เซียวยวี่ที่ฟังมาตลอดทาง จนกระทั่งถึงจุดที่ไม่ได้ยินเสียงแม้แต่น้อยแล้ว เขาจึงหันกลับไปอีกครั้ง มองดูเส้นทางที่ตัวเองผ่านมาด้วยแววตาซับซ้อน

สีหน้าของเขาเย็นเยียบ ไม่มีความอบอุ่นแม้เพียงเสี้ยวเดียว ปากบางเม้มแน่น ไม่นานก็เผยรอยยิ้มเย้ยหยัน

รอเขากลับมาหรือ?

นางก็สมควรจะรอเขากลับมา

เมื่อเขากลับมา นางก็ควรไปได้แล้ว!

นางอยากให้เขารีบกลับมาเสียยิ่งกว่าอะไร เพราะยิ่งกลับมาได้เร็วเท่าไหร่ นางก็จะได้ไปเร็วขึ้นเท่านั้น

นางอยากออกจากบ้านนี้มากเพียงใดกัน ถึงขนาดรอเพียงช่วงคืนวันเหล่านี้ยังทนไม่ไหว

ช่างเป็นคนเลือดเย็นไร้จิตใจเสียจริง!

สองพี่น้องที่กำลังจะเดินถึงทางเข้าหมู่บ้านได้ยินเสียงตะโกน ต่างก็หันกลับไปมอง เซียวจื่อเมิ่งมองเซียวจื่อเซวียน แม้เจ้าของเสียงจะไม่อยู่ เซียวจื่อเมิ่งก็ยังคงกลัวเล็กน้อย “พี่รอง นาง… นางเป็นอะไรไป?”

เสียงเรียกเซียวยวี่นั่น เหมือนจะเต็มไปด้วยความอาวรณ์รัก แต่สิ่งที่ซ่อนเร้นเป็นน้ำผึ้งหรือยาพิษ เซียวจื่อเมิ่งไม่รู้ แต่เซียวจื่อเซวียนกลับรู้แจ้ง

เขาจับมือเซียวจื่อเมิ่งไว้แน่นพร้อมกล่าว “ไม่รู้ เรากลับกันเถอะ!”

เซี่ยยวี่หลัวตะโกนจนคอแหบแห้ง ก็ยังไม่ได้ยินคนตอบกลับนาง ทำให้เวลานี้นางรู้สึกท้อแท้ยิ่งนัก

หากไม่ได้ยินก็แล้วไป แต่หากได้ยินแล้วยังไม่ตอบกลับนางสักคำ แบบนั้นถึงจะเรียกว่าน่ากลัว!

เกรงว่าการอาละวาดอย่างไร้เหตุผลของนางคงหยั่งรากลึกลงไปภายในใจเซียวยวี่เสียแล้ว เขาจึงคร้านจะสนใจนาง


หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม

เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<

> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <

บทที่ 3 รูปโฉมที่ทำให้คนอยากล่วงละเมิด

เซี่ยยวี่หลัวนั่งอยู่บนยอดเขา มองเห็นภูเขาเขียวที่อยู่ห่างไกลออกไป แม่น้ำสายเล็กคดเคี้ยวไหลผ่านหมู่บ้าน ขอบฟ้าสีขาวอ่อนๆ ทั้งหมู่บ้านถูกเขาเขียวน้ำใสห้อมล้อม นางสูดลมหายใจเข้าลึก ในจมูกเหมือนยังมีกลิ่นอายธรรมชาติเบาบางลอยวนเวียน

ทิวทัศน์งดงามยิ่งนัก เหมือนธรรมชาติที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นใหม่ก็มิปาน

เซี่ยยวี่หลัวลุกขึ้นยืน สะบัดน้ำค้างบนกาย ก่อนเดินลงจากเขา

ในเมื่อทะลุมิิติมาแล้ว ก็สงบใจอยู่ต่อไปแล้วกัน ชาติก่อนเซี่ยยวี่หลัวผู้นี้ต้องตายอย่างอนาถ ชาตินี้ดีที่ยังไม่สายเกินไป

กลับถึงหมู่บ้าน ผู้คนในหมู่บ้านก็ทยอยกันตื่นแล้ว มีคนซักเสื้อผ้า มีคนทำอาหารเช้า บางส่วนก็ไปทำงานในไร่นา เมื่อเห็นเซี่ยยวี่หลัว บางคนมองตามร่างนางจนไม่อยากละสายตา แต่บางคน เมื่อเห็นเซี่ยยวี่หลัว แววตากลับฉายประกายดูหมิ่นเหยียดหยามและริษยา

บางคนเอ่ยวาจาเสียดสี คำพูดเหล่านั้นย่อมไม่น่าอภิรมย์ “อัยยะ พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรืออย่างไร ดอกไม้ของหมู่บ้านเราวันนี้ยังไม่ทันจะแต่งตัวก็ออกจากบ้านมาแล้ว! เพิ่งลุกจากเตียงสินะ แต่งแบบนี้ให้ใครดูกัน! ”

“นั่นสิ ทำเหมือนกลัวคนอื่นไม่รู้ว่าเส้นผมของนางงดงามแค่ไหน!”

วาจากระแนะกระแหน แต่ดวงตาทั้งคู่กลับคอยจับจ้องเส้นผมสีดำขลับเงางามนั่น ราวกับว่าแค่จ้องมองก็สามารถดูออกว่าเซี่ยยวี่หลัวใช้อะไรในการสระผมอย่างไรอย่างนั้น

เซี่ยยวี่หลัวไม่แม้แต่จะชายมองพวกนาง สองขาบอบบางเพียงพาเจ้าของร่างเดินตรงไปด้านหน้า

แม้ว่าการกระทำของนางร้ายในหนังสือจะน่ากลัว แต่มีจุดหนึ่งที่ดีมากทีเดียว นั่นคือนางหน้าตาดีมาก รวมถึงสภาวะจิตใจก็แข็งแกร่งเป็นพิเศษ

บางทีอาจเพราะนางงดงามตั้งแต่เล็กจนโต ถูกคนจ้องมองและกล่าววาจาเสียดสีมามาก เมื่อเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน ตัวนางก็เหมือนดวงดาราที่สูงส่งและเจิดจรัสที่สุดดวงนั้น ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เปล่งประกายที่สุด นางจึงไม่มีความประหม่าแม้แต่น้อย

ถ้าจะพูดให้น่าฟังก็เรียกว่าใจกล้า พูดไม่น่าฟังก็เรียกว่าหนังหน้าหนา หากพูดให้ไม่น่าฟังยิ่งกว่านี้ ก็เรียกว่าไม่เห็นใครอยู่ในสายตา หยิ่งยโส คิดว่าไม่มีใครคู่ควรกับตนเอง

ที่ว่าไม่มีใครคู่ควรกับตนเอง หมายรวมถึงพระเอกเซียวยวี่ เซียวจื่อเซวียนและเซียวจื่อเมิ่ง รวมทั้งชายหนุ่มหญิงสาวคนชราและเด็กเล็กทั้งหมดในหมู่บ้านสกุลเซียวด้วย

แต่งมาอยู่ที่หมู่บ้านสกุลเซียวจวนจะสี่ถึงห้าเดือนแล้ว แต่นางกลับไม่มีสหายที่นี่สักคน แม้แต่เซียวยวี่สามีของนางก็โกรธแค้นนางแทบตาย เซียวจื่อเซวียนและเซียวจื่อเมิ่งกลัวนางเสียยิ่งกว่าอะไร แม้แต่คนในครอบครัวยังเป็นเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงคนรอบตัวคนอื่นๆ

ตอนที่เซี่ยยวี่หลัวอ่านหนังสือก็รู้สึกประหลาดใจ นางเป็นคนเช่นไรกัน ทั้งที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อย เป็นหญิงบ้านนาที่เติบโตในชนบท เหตุใดถึงหยิ่งยโส คิดว่าตัวเองเป็นผู้สูงส่ง?

จริงๆเลย ทั้งที่ไม่มีชะตาจะได้เป็นองค์หญิง แต่กลับมีโรคองค์หญิงเสียได้!

คิดมาตลอดทาง เพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ว่าเซี่ยยวี่หลัวเปลี่ยนไป นางจึงยังคงทำสีหน้าเหมือนเคย ดวงหน้าเย็นชาท่าทางสูงส่ง เชิดหน้าขึ้นสูง เดินผ่านผู้คนด้วยท่าทีหยิ่งทะนง

เสียงหายใจเฮือกด้วยความตกใจยังคงดังขึ้นเป็นระลอกจากด้านหลัง จากนั้นจึงเป็นเสียงก่นด่าของผู้หญิง “ตาแก่นี่ ยังจะมองอยู่ได้ ถ้ามองอีก มารดาจะควักลูกตาเจ้าออกมาซะ…”

จากนั้นจึงมีเสียงตกใจของผู้ชายดังขึ้น

ในที่สุดก็ถึงบ้าน

เซี่ยยวี่หลัวผ่อนลมหายใจทีหนึ่ง ผลักเปิดประตูใหญ่เข้าไปในบ้าน

นางเป็นคนในยุคปัจจุบัน เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนั้น ก็รู้สึกประหม่าเหมือนกัน! นางร้ายผู้นี้ มีหัวใจที่แข็งแกร่งเพียงใดกัน

ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

ภายในลานบ้านเงียบกริบ เซี่ยยวี่หลัวตักน้ำขันหนึ่งกลับไปในห้องตัวเอง

หลังจากล้างหน้าบ้วนปาก เซี่ยยวี่หลัวก็มานั่งอยู่หน้ากระจก

กระจกทองแดงเล็กมาก ส่องเห็นใบหน้าเพียงครึ่งซีก แต่ยังสามารถเห็นใบหน้างดงามดุจหยกจากกระจกได้

ดวงหน้ารูปไข่ ผิวพรรณเนียนนุ่มขาวผ่องดุจหิมะ เกลี้ยงเกลาราวกับไข่ไก่ที่กระเทาะเปลือกออกแล้ว คิ้วทรงใบหลิวเรียวเล็ก ดวงตาคู่โตหยาดเยิ้ม ทุกการไหวคิ้วกระพริบตาเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน ทั้งยังแฝงเร้นด้วยความสูงสง่าและหยิ่งทะนงที่ไม่อาจพรรณนาได้

สันจมูกโด่ง ริมฝีปากทรงเชอร์รี่งามอ่อนนุ่ม เมื่อก้มหน้า ก็เห็นช่วงเอวเล็กบอบบางจนสามารถโอบได้ด้วยมือเดียว ใต้ช่วงอกเห็นเพียงท่อนขา รูปร่างหน้าตานี่มันช่าง…

กำไรแล้ว!

เซี่ยยวี่หลัวเผยรอยยิ้ม ในหนังสือบรรยายไว้ถูกต้อง นางร้ายมีรูปโฉมและรูปร่างที่ทำให้คนอยากก่ออาชญากรรม

ทว่า ตามแบบฉบับของนิยาย นางเอกมักจะงดงามบริสุทธิ์ สูงส่งและสง่างาม นางร้ายมักมีเสน่ห์เย้ายวนไร้ยางอายอย่างไม่มีขีดจำกัด ตอนนี้ตัวเองมีรูปลักษณ์ทรงเสน่ห์ชวนหลงใหล นับตั้งแต่นี้ ต้องเก็บใบหน้านี้ไว้ให้ดี ห้ามทำหล่นหายเป็นอันขาด

หลังจากเซี่ยยวี่หลัวล้างหน้าแล้ว ก็รู้สึกหิว เปิดตู้เสื้อผ้า นำขนมที่นางร้ายแอบเก็บไว้ออกมา

สิ่งของที่นางร้ายแอบเก็บไว้มีหลายอย่างทีเดียว ขนมเค้กสองกล่อง ยังมีน้ำผึ้งโถใหญ่ เซี่ยยวี่หลัวชงน้ำผึ้งหนึ่งถ้วย กินขนมเค้กอีกไม่กี่ชิ้นก็อิ่มแล้ว

รูปร่างดีเกินไป กินแค่นี้ก็พอ

เซี่ยยวี่หลัวที่กินอิ่มแล้วย่อมต้องไปดูภายในตัวบ้าน บ้านหลังนี้ที่มีเขียนบรรยายไว้ในหนังสือ

เซียวยวี่เป็นบุตรชายคนโตของครอบครัวสกุลเซียว ปีนี้อายุสิบเจ็ด อายุมากกว่าเซี่ยยวี่หลัวสองปี

เขามีน้องชายกับน้องสาว คนโตคือเซียวจื่อเซวียน ปีนี้อายุแปดขวบ คนเล็กคือเซียวจื่อเมิ่ง ปีนี้อายุหกขวบ เมื่อหลายปีก่อน บิดามารดาของพวกเขาป่วยหนัก ใช้ทรัพย์สินแทบทั้งหมดที่มีเพื่อรักษา แต่สุดท้ายก็ยังจากโลกนี้ไป ตอนพวกเขาจากไป เซียวจื่อเมิ่งเพิ่งอายุสามขวบ สถานการณ์ของครอบครัวย่ำแย่ลงมาก เรือนหลังใหญ่กว้างขวางแต่เดิมก็กลายเป็นเรือนดินหลังเล็กในตอนนี้

ภายในตัวบ้านมีเพียงสามห้อง เซี่ยยวี่หลัวหนึ่งห้อง เซียวยวี่หนึ่งห้อง เซียวจื่อเซวียนและเซียวจื่อเมิ่งใช้ห้องร่วมกัน

เซี่ยยวี่หลัวเพิ่งเดินไปถึงหน้าประตูห้องของสองพี่น้อง บานประตูแง้มไว้เล็กน้อย มีเสียงกรอบแกรบดังมาจากภายใน มือของเซี่ยยวี่หลัวเพิ่งแตะโดนประตู ก็ได้ยินเสียงของเซียวจื่อเซวียนดังขึ้นจากด้านใน “เจ้าอย่าใจร้อน กินช้าๆ เดี๋ยวจะสำลัก!”

เพิ่งสิ้นเสียง เซียวจื่อเมิ่งก็ส่งเสียงไอสองสามที สำลักแล้วจริงๆ นางกดเสียงไอให้ต่ำ ไม่กล้าไอเสียงดังจนเกินไป ด้วยเกรงว่าคนอื่นจะได้ยิน

“มา ดื่มน้ำก่อน!”

เซี่ยยวี่หลัวแย้มรอยยิ้ม ที่แท้เด็กสองคนแอบกินอาหารอยู่ภายในห้องนี่เอง!

นางเคาะประตู จงใจกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อยู่ข้างในหรือไม่?”

“อ๊า…”

เสียงร้องของเซียวจื่อเมิ่งดังมาจากด้านใน เซี่ยยวี่หลัวเป็นห่วงเด็กคนนั้น เพียงบอกว่า “ข้าจะเข้าไปแล้ว” ก็ผลักเปิดประตูเข้าไป เซี่ยยวี่หลัวไม่ทันสังเกตว่าภายในห้องเป็นอย่างไร เพียงเห็นเด็กสองคนยืนตัวเกร็งอยู่ตรงนั้น ซ่อนมือทั้งคู่ไว้ด้านหลัง มองเซี่ยยวี่หลัวด้วยแววตาหวาดกลัว ราวกับว่าผู้ที่เดินเข้ามาเป็นภูตผีปีศาจร้าย

“เป็นอะไรไป?” เซี่ยยวี่หลัวยิ้มพร้อมกล่าว “ทำไมถึงมองข้าแบบนี้!”

เซียวจื่อเซวียนกัดริมฝีปาก ไม่กล้ากล่าวอะไร เซียวจื่อเมิ่งขอบตาขึ้นสีแดง คล้ายกับว่าจะหลั่งน้ำตาได้ทุกเมื่อ

เมื่อเซี่ยยวี่หลัวเห็นท่าทางหวาดกลัวของเด็กสองคน ก็คิดว่าตัวเองคงทำให้พวกเขาตกใจ จึงจงใจกระแอมสองที หมายจะทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง “ซ่อนอะไรไว้ในมืองั้นหรือ? ให้พี่สะใภ้ดูหน่อย!”

ใครจะรู้ว่าหลังจากนางกล่าวจบ สีหน้าของเด็กสองคนก็เปลี่ยนไปทันที

เซียวจื่อเซวียนคอตก เซียวจื่อเมิ่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ทั้งสองคนนำของออกมาจากด้านหลังด้วยอาการสั่นเทิ้ม เซียวจื่อเมิ่งส่งเสียงร่ำไห้ “สะใภ้ใหญ่ ต่อไปข้าจะไม่แอบกินของอีกแล้ว ขอร้องล่ะ อย่าตีข้าเลย ฮือๆ…”

เซียวจื่อเซวียนขวางอยู่ตรงหน้าเซียวจื่อเมิ่ง ยื่นมือออกมาพร้อมกล่าว “หากจะตีก็ตีข้า อย่าตีน้องสาวข้า!”

เซี่ยยวี่หลัว “…”

นางในอดีต น่ากลัวถึงเพียงนั้นเลยหรือ?


หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม

เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<

> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...