“เงินเยน-พันธบัตรเอเชีย-ทองคำ” พุ่ง นักลงทุนแห่หนีความเสี่ยงจากสงครามการค้า
"เงินเยน-พันธบัตรเอเชีย-ทองคำ" พุ่ง ขณะตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนหนัก หลังเกิดภาวะตึงเครียดจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนทวีความรุนแรง
วันที่ 9 เมษายน 2568 เวลา 10.57 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า การยกระดับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดทั่วโลก โดยนักลงทุนจำนวนมากพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและพันธบัตรรัฐบาลคุณภาพสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบทางเศรษฐกิจของนโยบายภาษีสหรัฐ
เมื่อช่วงเช้าวันพุธ (9 เม.ย.68) ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นดิ่งลงกว่า 3% สะท้อนความเคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อคืนก่อน ซึ่งพลิกกลับจากบวกเป็นลบ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนในอัตรา 104%
โฆษกทำเนียบขาว แคโรไลน์ ลีวิตต์ กล่าวว่า “จีนทำผิดพลาดที่เลือกตอบโต้ และเมื่ออเมริกาโดนชก ทรัมป์จะชกกลับแรงกว่าเดิม”
ข้อมูลจาก Dwyfor Evans หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์เศรษฐกิจ APAC แห่ง State Street Global Markets ระบุว่า เดือนที่ผ่านมา ความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนสถาบันลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนทยอยถอนเงินออกจากหุ้น และโยกเข้าสู่พันธบัตรและเงินสดในสัดส่วนใกล้เคียงกัน
ดัชนีของบริษัทแสดงให้เห็นว่า เงินลงทุนในหุ้นลดลง 0.75% ขณะที่เงินไหลเข้าสู่พันธบัตร 0.4% และเงินสด 0.35% ส่วนเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นกว่า 9% ตั้งแต่ต้นปี และพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนที่ 144.65 เยนต่อดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ขณะที่ราคาทองคำในตลาดล่วงหน้านิวยอร์กพุ่งทะลุ 3,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สัปดาห์ที่แล้ว ถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้จะปรับลงเล็กน้อยจากการขายทำกำไร แต่ยังคงเคลื่อนไหวบริเวณ 3,000 ดอลลาร์ ในอินเดีย ราคาทองคำพุ่งขึ้น 13.5% ตั้งแต่ต้นปี แตะ 8,287 รูปีต่อกรัม เมื่อวันจันทร์ ตามข้อมูลจาก World Gold Council (WGC)
ซาชิน เจน ซีอีโอภูมิภาคอินเดียของ WGC ระบุว่า ความต้องการทองคำ “แข็งแกร่งอย่างมาก” และได้ทำสถิติราคาสูงสุดใหม่ถึง 41 ครั้ง ภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา
Kranthi Bathini ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของ WealthMills Securities กล่าวว่า “ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทุกคนอยากมีทองคำไว้ในพอร์ต”
นอกจากทองคำแล้ว ราคาพันธบัตรรัฐบาลในเอเชียก็พุ่งขึ้นเช่นกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 1.250% เช้าวันพุธ โดยในสัปดาห์ก่อน ลดลงถึง 0.345% ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1999 (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเคลื่อนไหวสวนทางกับราคา) พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 2 ปี แตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ 0.54% หลังมีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ย
Shoki Omori จาก Mizuho Securities ระบุว่า “ท่ามกลางความผันผวนเช่นนี้ BOJ มีแนวโน้มชะลอการดำเนินนโยบายเพิ่มเติม และพันธบัตรอายุ 10 ปียังน่าถือครองต่อ”
อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของ เกาหลีใต้ แตะจุดต่ำสุดของปีเมื่อสัปดาห์ก่อน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ก็เห็นแนวโน้มเดียวกัน คืออัตราผลตอบแทนลดลงตั้งแต่ต้นปี
Kota Hirayama นักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่จาก SMBC Nikko Securities กล่าวว่าผลจากภาษีของทรัมป์จะทำให้ธนาคารกลางในประเทศต่าง ๆ เช่น ไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ “ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการลดดอกเบี้ยได้”
เขาเสริมว่า “ในเมื่อดอลลาร์สหรัฐคือศูนย์กลางของความปั่นป่วน เงินทุนจึงมุ่งหน้าเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ทองคำ เยน หรือยูโร เพราะในสถานการณ์ตอนนี้ ‘แทบไม่มีที่ให้เงินไปอยู่เลย’”
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs นำโดย แดนนี สุวรรณภูติ แนะนำให้ถือพันธบัตรรัฐบาลจีนระยะ 2 ปี (CGBs) โดยคาดว่าจีนจะออกมาตรการคู่ ทั้งผ่อนคลายนโยบายการเงิน และกระตุ้นการคลัง ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดและดันราคาพันธบัตรให้สูงขึ้นอีก นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีน (PBOC) อาจกลับมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้ภาครัฐ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อพันธบัตรระยะสั้น
อ้างอิง : asia.nikkei.com