“พันธบัตรออมทรัพย์” อีกทางเลือกการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจ
เมื่อนึกถึงการลงทุนระยะยาว ก็มักจะมีชื่อของ ‘พันธบัตรออมทรัพย์’ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เพราะนอกจากจะได้รับผลตอบแทนที่แน่นอนและสูงกว่าการลงทุนบางรูปแบบแล้ว ยังมีความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ที่ต่ำอีกด้วย ทำให้ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่เน้นผลตอบแทนแบบสม่ำเสมอมากกว่าความหวือหวา
ซึ่งในวันนี้ Wealthy Thai จะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับพันธบัตรออมทรัพย์ และสำรวจข้อดี-ข้อเสียของการลงทุนประเภทนี้กัน
พันธบัตรออมทรัพย์คืออะไร?
พันธบัตรออมทรัพย์ คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมของประชาชนทั่วไป และมักมีวงเงินจำกัดต่อรายและให้อัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจ โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาด ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ มีการระบุผลตอบแทนที่ชัดเจน และได้เงินต้นคืนเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนดสัญญา
พันธบัตรออมทรัพย์เหมาะกับใคร?
1.ผู้ที่ต้องการความมั่นคงและรับความเสี่ยงได้น้อย
2.ผู้ที่ต้องการใช้ตราสารหนี้เพื่อการบริหารเงินลงทุน (Portfolio Management) ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น
ข้อดีของพันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรออมทรัพย์เป็นทางเลือกการลงทุนที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงและรับความเสี่ยงได้น้อย ด้วยความน่าเชื่อถือในฐานะที่ออกโดยรัฐบาล จึงมีความเสี่ยงต่ำมากเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น อีกทั้งยังให้ผลตอบแทนที่แน่นอนและสม่ำเสมอในระยะเวลาที่กำหนด และที่สำคัญคือให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บออมเงินอย่างปลอดภัย พร้อมรับดอกเบี้ยที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว
ความเสี่ยงจากการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์
1.มีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจเสียโอกาสที่จะลงทุนในทางเลือกอื่น ๆ ที่มีผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตรออมทรัพย์โดยเฉพาะที่เป็นอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในอนาคตสูงขึ้นมากกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรออมทรัพย์
2.ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยหากเลือกลงทุนในพันธบัตรระยะยาวโดยปราศจากการวางแผน หากต้องการใช้เงินก่อนครบกำหนดอายุการลงทุน จนต้องนำไปขายที่ตลาดรอง อาจต้องขายขาดทุนหรือไม่ได้รับเงินตามที่ควรจะได้ถ้าถือต่อจนครบอายุ
ช่องทางการลงทุนในพันธบัตร
ตลาดซื้อขายพันธบัตร แบ่งเป็น 2 ตลาด เช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่น คือมีการซื้อขายในตลาดแรก (Primary Market) และในตลาดรอง (Secondary Market) ได้แก่
1.ตลาดแรก (Primary Market) คือ การซื้อขายพันธบัตรที่เปิดตัวครั้งแรก โดยเป็นการซื้อขายระหว่างสถาบันออกพันธบัตรกับนักลงทุน ราคาขายจะเป็นราคาหน้าตั๋ว หรือราคาที่ต่ำกว่า โดยขายให้กับนักลงทุน 2 ประเภทด้วยวิธีการตั้งราคาที่ต่างกัน คือ
1.) นักลงทุนรายย่อย หรือบุคคลทั่วไป โดยมีราคาขายเริ่มต้นที่ 1,000 บาท พันธบัตรบางประเภทจำกัดจำนวนเงินในการลงทุน แต่บางประเภทก็ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสถาบันที่ออกพันธบัตรนั้น สามารถซื้อได้ผ่านธนาคารพาณิชย์
และ 2.) นักลงทุนสถาบัน โดยราคาในการขายจะตั้งแบบประมูลซึ่งแบ่งเป็นการประมูลแบบแข่งราคา ราคาประมูลที่ต่ำสุด ได้สิทธิ์ในการซื้อก่อน กับการประมูลแบบไม่แข่งราคา จะขายที่ราคาถัวเฉลี่ยในการประมูลรอบเดียวกัน
2.ตลาดรอง (Secondary Market) คือ การซื้อขายพันธบัตรระหว่างนักลงทุนด้วยกันเองที่ไม่ได้ซื้อผ่านตลาดแรก หรือนักลงทุนที่ซื้อผ่านตลาดแรก แต่ต้องการขายพันธบัตรก่อนครบกำหนดสัญญา นักลงทุนต้องมาขายผ่านตลาดรอง การซื้อขายมีทั้งแบบซื้อขายแบบตกลงกันเอง และการซื้อขายในตลาดตราสารหนี้ (Bond Electronic Exchange, BEX) ซึ่งเป็นการซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ (Broker)
จากข้อมูลข้างต้นการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์แล้ว คงพอเป็นแนวทางให้กับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกสำหรับการลงทุนแบบระยะยาวอยู่ไม่มากก็น้อย แต่อย่างไรก็ดี ในทุก ๆ การลงทุนยังจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างรอบคอบและการเลือกรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้การลงทุนนั้นได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าและช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับผู้ลงทุน