โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปัญหาลักลอบรักใคร่ได้เสียของ "สาวชาววัง" จนเป็นคดี และกรณีข้อยกเว้น

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 15 ธ.ค. 2565 เวลา 04.18 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2565 เวลา 04.13 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - สาวชาววังที่พระราชวังดุสิต (บุคคลในภาพไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาบทความ)

เรื่องรักใคร่ระหว่างชาย-หญิงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์โลก แต่เมื่อบรรดาสาวๆ เหล่านั้นอยู่ในวัง เรื่องความรักของพวกเธอจึงมีข้อจำกัดและความยุ่งยากเพิ่มขึ้น แล้วหลายครั้งก็กลายเป็นข้อพิพาทเรื่องชู้สาวที่มีการฟ้องร้องกัน ดังหลายๆ ตัวอย่างต่อไปนี้

กรณีอำแดงแจ่ม ข้าหลวงในพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าประภาพรรณพิไลย ที่เกิดขึ้นใน ปี 2437 อำแดงแจ่มหลบหนีออกจากวังไปอยู่กับชายคนรัก เธอให้การว่า

“ข้าพเจ้าอายุ 27 ปี เป็นข้าหลวงพระเจ้าลูกเธอ อยู่มาประมาณ 10 ปี ครั้น เดือนพฤศจิกายน 113 แนบพูดกับข้าพเจ้าว่านายรองพิจารณ์มีความเสน่หารักใคร่ข้าพเจ้าแลแนบได้พาข้าพเจ้าไปหานายรองพิจารณ์ที่เรือนหมื่นย่ายโรงวิเศษ 3 ครั้ง ทั้งเมื่อวันที่ 29 พฤศจายน 113 ครั้นรุ่งขึ้นข้าพเจ้ากับแนบก็พากันออกทางประตูอนงคศิลา พบนายรองพิจารณ์ที่น่าประตูอนงคศิลา นายรองพิจารณ์ได้พาแจ่มไปกินอยู่กินอยู่หลับนอนในที่ต่างๆ หลายแห่งหลายตำบล ครั้น ณ วันที่ 18 มกราคม 113 ข้าหลวงพระลูกเธอ จับตัวข้าพเจ้าได้ที่ริมวัดจักรวัติราชาวาศ”

กรณีของหม่อมราชวงศ์สั้น ข้าหลวงในสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เมื่อปี 2449 หม่อมราชวงศ์หญิงสั้นติดต่ออำแดงบุญ ซึ่งเป็นโขลนวังสวนดุสิต ให้ช่วยหาผู้ชายที่มีฐานชาติตระกูลเสมอกัน อำแดงบุญให้การว่า

“…หม่อมราชวงศ์หญิงสั้นให้หนูเผื่อนมาเรียกข้าพเจ้าขึ้นไปแล้วท่านพูดว่า แกเห็นผู้ชายที่ไหนบ้างที่รูปร่างดีๆ แลเปนคนตระกูลเหมือนอย่างฉัน ขอให้หาให้สักคนหนึ่งข้าพเจ้าก็ตอบว่า เห็นมีสมอยู่ก็แต่หม่อมเจ้าประสบพูลเกษมคนเดียวเท่านั้นที่สมกันเมื่อข้าพจ้าพูดดังนี้ท่านก็ชอบใจ แล้วสั่งให้ข้าพเจ้าไปพูดกับท่านชายประสบพูลเกษม”

กรณีหม่อมราชวงศ์สอิ้ง วัย 21 ปี (ธิดาพระองค์เจ้าอลังการ) กับ นายเลียบ วัน 29 ปี เสมียนในสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ในจดหมายของหม่อมราชวงศ์สอิ้งถึงนายเลียบตอนหนึ่งว่า

“ฉันมีความรักใคร่สงสารนายเปนที่สุด เพราะที่เห็นความซื่อตรงและความประพฤติของนาย…เพราะฉนั้นสมควรที่ฉันจะมอบตนฝากตัวต่อไปในภายน่าแลจะให้สัตยไว้ต่อนายเปนสำคัญ ขึ้นชื่อว่าบุรุษนอกจากนายในโลกนี้แล้ว ฉันไม่ขอสามัคคีกับผู้ใด จะสู้รักษาตัวอยู่กว่าจะเปนที่สุดของการ นายใจเปนหนึ่งต่อฉันแล้ว ฉันต้องเปนหนึ่งต่อนายเหมือนกัน แม้ไม่ได้รับอนุญาตต่อท่านที่มีอำนาจแล้วจะสู้ทนความรักอยู่ในใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย”

กรณีของตุ่นแก้ว ข้าหลวงอายุ 20 ปี จากตำหนักเจ้าดารารัศมี ที่หลบหนีออกจากวังไปตามคำชักชวนของอำแดงแจ่ม และอำแดงระไวย ที่บอกกับตุ่นแก้วว่ามีชายสูงศักดิ์ไปต้องการเธอไปเป็นหม่อม ปรากฏคำพูดสำคัญในคำปฤกษาโทษว่า “การซึ่งอำแดงแจ่ม ระไวย ร่วมคิดกันมาเกลี้ยกล่อมลักหาคนในพระบรมมหาราชวังไปดังนี้ อำแดงแจ่ม ระไวย มีใจกำเริบทนงองอาจเหลือเกินอยู่ ฝ่ายตุ่นแก้วนั้นก็พลอยเป็นใจไปด้วย หาได้คิดว่าตัวอยู่ในปกครองแห่งเจ้านายไม่”

กรณีตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สังคมไทยในขณะนั้นยังมีค่านิยมให้ผู้หญิงชาววังและผู้หญิงราชนิกุลอยู่ภายใต้อํานาจของผู้ปกครอง โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ชาย-หญิงต้องได้รับการ “ยินยอม” จากผู้ปกครองฝ่ายหญิง มิใช่เพียงการยินยอมของผู้หญิงเท่านั้น หากชายหญิงหนีตามกันไป จะถือเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายเมื่อกลับมาขอขมาและต้องได้รับความยินยอมจากพ่อแม่ของฝ่ายหญิง หากพ่อแม่หญิงนั้นไม่ยินยอมก็สามารถฟ้องร้องว่าชายลักพาบุตรสาวตนไปได้

ขณะที่ระบบกฎหมายสมัยใหม่นั้นให้ความสําคัญกับการยินยอมผู้หญิง ดังจะเห็นได้จากในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่มีการประกาศพระราชบัญญัติลักพา พ.ศ. 2408 และ พ.ศ. 2411 ซึ่งมีสาระสําคัญคือ ให้ผู้หญิงที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปมีสิทธิในการเลือกคู่ของตนเอง หากแต่ผู้หญิงที่เกิดในครอบครัวชั้นสูง (บิดามารดามีศักดิ์สูงเกิน 400 ขึ้นไป) กลับยังคงไม่ได้รับสิทธินี้

คดีความลักลอบรักกัน ในกรณีของหญิงราชนิกุลกับชายสามัญนั้น บิดาของฝ่ายหญิงที่เป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ ถือเป็นหัวหน้าผู้มีอำนาจปกครองสมาชิกในครอบครัวทุกคน และเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องติดตามคดีต่อตัวหญิงสาวที่เป็นบุตร ในกรณีทำผิดยังถือเป็นการกระทำความผิดต่อราชตระกูล ซึ่งถือเป็นผู้ปกครองเหนือบรรดาเจ้าทั้งหมดในเวลาเดียวกัน

ดังคำพิพากษาคดี กรณีของหม่อมราชวงศ์สอิ้ง-นายเลียบ ที่ว่า “หม่อมราชวงษ์สอิ้งเป็นคนมีบรรดาศักดิ์ไม่รักษาตระกูลของตนลอบรักสังวาศด้วยชายต่ำศักดิ์” รัชกาลที่ 5 มีพระราชกระแสรับสั่งตอนหนึ่งว่า “ส่วนลูกเธอนั้นมีความผิดที่เป็นผู้ดีไม่รักชาติรักตระกูลไปคบค้าสมาคมกับไพร่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติยศ” พระองค์เจ้าอลังการเองก็รับสั่งว่า “การภายน่าต่อไป…ข้าพระพุทธเจ้าจะปกครองบุตรภรรยามิให้มีเหตุการให้เป็นที่ขุ่นเคืองใต้ฝ่า ลอองธุลีพระบาทได้”

หรือกรณีของหม่อมราชวงศ์ไปล่ เมื่อหม่อมราชวงศ์ไปล่ลักลอบได้เสียกับนายเล็กคนขับรถ ซึ่งคําพิพากษาระบุว่าหม่อมราชวงศ์ไปล่มีความผิดฐานที่ “เป็นคนมีบรรดาศักดิ์ไม่รักษาตระกูลของตนลอบรักสังวาศด้วยชายต่ำศักดิ์”

แต่ทุกเรื่องย่อมข้อยกเว้น เรื่องนี้ก็เช่นกัน กรณีนางสาวผ่องศรี-พระศรีวิกรมาทิตย์ ในฎีกาของคุณหญิงทองคํา ไกรสี ร้องกล่าวโทษพระศรีวิกรมาทิตย์ลักพานางสาวผ่องศรีบุตรสาวตนไป คุณหญิงทองคํากล่าวอ้างในฎีกาว่า นางสาวผ่องศรีอยู่ในการปกครองของสมเด็จพระพันปีหลวงและสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้า นางสาวผ่องศรีจึงอยู่ใต้กฎของราชสํานักและตัวของคุณหญิงทองคําซึ่งเป็นผู้ปกครองบุตรหลังจากสามีตาย พระศรีวิกรมาทิตย์ลักพานางสาวผ่องศรีไปจึงมีความผิด เพราะเป็นการละเมิดอํานาจของผู้ปกครอง

หากรัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชกระแสต่อเรื่องนี้กับคุณหญิงทองคํา ไกรสี ว่า“ปลงใจยกนางสาว ผ่องศรี เวภาระ ให้แก่พระศรีวิกรมาทิตย์ เพราะเห็นว่าทั้งสองมีความเสน่ห์หารักใคร่กันจริง”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก

ภาวิณี บุนนาค. รักนวลสงวนสิทธิ์, สำนักพิมพ์มติชน กันยายน 2563.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 กันยายน 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...