หลาย ๆ คนที่ตามข่าวเรื่องมาตรการป้องกันไวรัสของญี่ปุ่นก็อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป แต่ภาพโดยรวมที่เราเห็นจากข่าวก็คือ ในตอนนี้หลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉินไปแล้ว ก็เริ่มมีผู้ที่ติดเชื้อมากขึ้นโดยเฉพาะในโตเกียว 

อย่างในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นวันละมากกว่าร้อยคนติดต่อกันมาหลายวันแล้วนะครับ บางวันก็พุ่งสูงเกิน 200 คนเลย ในขณะที่ประเทศไทยเรานั้นไม่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มเติมมานานหลายสิบวัน ดูยังไงประเทศไทยก็น่าจะปลดล็อคและกลับมาเป็นปกติได้เร็วกว่าญี่ปุ่นแน่ ๆ

ทว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เรียกว่าคดีพลิก เมื่อนาย Yasutoshi Nishimura รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของญี่ปุ่นออกมาประกาศเองเลยว่าในสัปดาห์นี้ (วันศุกร์ที่ผ่านมา) เขาจะเริ่มการคลายล็อค โดยสามารถจัดกิจกรรมที่คนต่ำกว่า 5,000 คนได้ จัดพวกอีเวนต์ต่าง ๆ คอนเสิร์ต รวมถึงให้ผู้ชมเข้าชมกีฬาอย่างเบสบอลและฟุตบอลในสนามได้ 

ในขณะที่บ้านเราฟุตบอลยังไม่สามารถกลับมาเตะได้เลยด้วยซ้ำ ส่วนฝั่งยุโรปตอนนี้ก็เตะกันสนามเปล่า แต่ของญี่ปุ่นเขาเริ่มให้ผู้ชมเข้าสนามได้แล้ว โดยให้คนเข้าได้ประมาณครึ่งหนึ่งของความจุสนามก็คือประมาณ 5,000 คน แต่ยังให้มีการเว้นระยะระหว่างที่นั่ง ซึ่งก็ถือว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการปลดล็อคจากมาตรการป้องกันไวรัสค่อนข้างเร็วเลยทีเดียว

เรื่องนี้หลาย ๆ คนที่เห็นข่าวก็อาจจะเห็นว่าญี่ปุ่นยังมีผู้ติดเชื้อเยอะอยู่เลยนี่นา ติดเชื้อเพิ่มเกินร้อยมาหลายวันแล้ว บางคนก็คิดกันว่าอาจจะมีการประกาศภาวะฉุกเฉินอีกรอบด้วยซ้ำ ทำไมถึงคดีพลิกกลายมาปลดล็อคแบบนี้ได้ แล้วมันจะดีเหรอ ?

คำตอบก็คือ แม้เราจะมองว่ามีการติดเชื้อเพิ่มค่อนข้างมากในญี่ปุ่น แต่ในมุมมองของรัฐบาลญี่ปุ่นเขามองว่าสถานการณ์ตอนนี้มันพอที่จะควบคุมได้แล้ว ผู้ติดเชื้อที่ดูว่าเยอะนั้น เขาคิดว่าสถานการณ์มันต่างกับในตอนเดือนเมษายนที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินนะ

ตอนนั้นคนติดเชื้อเป็นกลุ่มผู้สูงอายุค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต แต่ในตอนนี้คนที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่ยังอายุน้อย ที่ส่วนใหญ่จะติดจากการไปสถานบันเทิงต่าง ๆ และเมื่อติดแล้วก็ไม่ได้มีการพัฒนาอาการ และเขาอ้างว่าที่ตรวจเจอผู้ป่วยโควิดเยอะขึ้นนั่น มันเป็นเพราะนโยบายการตรวจโควิดแบบเชิงรุก ที่มีการตรวจมากขึ้นกว่าเดิมต่างหาก (ซึ่งถ้ามองดูจากสถิติก็จะพบว่าญี่ปุ่นเขามีการตรวจโควิดเพิ่มมากขึ้นจริง ๆ) แต่ในนั้นก็ยังมีความกังวลว่า ตัวเลขของผู้ติดเชื้อจริง ๆ น่าจะมากกว่าตัวเลขที่ได้ในข่าวพอสมควร เพราะสุ่มตรวจมากเท่าไรก็ยิ่งเจอเพิ่มขึ้น

ดังนั้นญี่ปุ่นเขาจึงใช้มาตรการสู้กับโควิดโดยการคิดว่ายังไงก็จะต้องอยู่ร่วมกับไวรัสไปอีกนาน อย่างน้อย ๆ ก็จนกว่าจะมีวัคซีนรักษา ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้วิธีที่จะใช้ชีวิตให้กลับเป็นปกติโดยเร็วที่สุด โดยอยู่ร่วมกับไวรัสไปด้วย ดังนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อของญี่ปุ่นก็จะไม่ลดลงเป็น 0 ในเร็ว ๆ นี้แน่ และยิ่งมีนโยบายคลายล็อคมากเท่าไรก็น่าจะทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นไปด้วย 

แต่เขาก็จะพยายามควบคุมไว้ให้อยู่ในระดับที่สาธารณะสุขของประเทศเขายังรับมือไหว ไม่ให้เหมือนตอนที่ระบาดหนัก ๆ ที่ตอนนั้นสาธารณะสุขค่อนข้างพังเลยทีเดียว แล้วก็ควบคู่ไปกับการวิจัยคิดหาวัคซีนซึ่งก็น่าจะเป็นทางออกที่ยั่งยืน

เนื่องจากการที่ญี่ปุ่นเตรียมแผนจะอยู่ร่วมกับไวรัสแบบนี้ เขาก็จึงตัดสินใจที่จะทำการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศและคลายล็อคให้กิจกรรมทุกอย่างกลับมาสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด ซึ่งมาตรการที่ผ่านมาแม้จะอยู่ในช่วงภาวะฉุกเฉิน เขาก็ไม่ได้ใช้อำนาจทางกฎหมายในการบังคับปิดร้านต่าง ๆ ไม่ได้มีการกำหนดเคอร์ฟิวและมีบทลงโทษเหมือนบ้านเรา 

ดังนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อที่เราอาจจะมองว่ามาก ในสายตาของรัฐบาลญี่ปุ่นเขาก็มองว่ามันคือระดับที่เขายังควบคุมได้ ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจไปด้วย นั่นทำให้ญี่ปุ่นทำการคลายล็อคได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง ซึ่งถ้ามองจากสถิติแล้วก็พบว่าคนญี่ปุ่นก็ติดเชื้อกันเยอะ แต่กลับมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ค่อนข้างน้อยถ้าเทียบกับประเทศอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ยิ่งกับประชากรในญี่ปุ่นที่มีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ก็ทำให้ทุกคนล้วนแปลกใจ บ้างสำนักข่าวถึงกับบอกว่าคนญี่ปุ่นมีภูมิต้านทานไวรัสมากกว่าชาติอื่น ๆ เลยรึเปล่า

จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นใช้ชีวิตร่วมกับภัยพิบัติมาตลอดอยู่แล้วนะครับ ไม่ว่าจะแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิถล่ม หรือน้ำท่วมใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ เนื่องจากฝนตกหนักในภูมิภาคคิวชู (ตอนใต้) ของญี่ปุ่น ซึ่งก็มีผู้เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ทำให้คนญี่ปุ่นบางส่วนเองก็มองว่าเรื่องของไวรัสนั้นเป็นภัยพิบัติที่ความเสี่ยงต่ำกว่าอย่างอื่นด้วยซ้ำ ถึงติดก็ยังรักษาหายได้ แต่กับภัยพิบัติอย่างอื่นแล้วอาจจะไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีกเลย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมไม่ได้มองว่ามาตรการแบบไหนมันดีกว่ากันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการของไทยที่มีความเด็ดขาดจนควบคุมให้ผู้ติดเชื้อเป็น 0 ได้ ทำให้รู้สึกถึงความปลอดภัยแต่ก็อาจจะแลกมาด้วยเรื่องของเศรษฐกิจที่อาจจะต้องเสียหายไปบ้าง 

หรือญี่ปุ่นที่ใช้มาตรการแบบหลวม ๆ ยังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มระดับเกินร้อยทุกวัน แต่ก็ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจไปด้วย เพราะแต่ละประเทศก็เลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศนั้น ๆ ของไทยเราถ้าเทียบเป็นนักมวยก็เป็นนักมวยเชิงรับที่ตั้งการ์ดแน่น ไม่ยอมให้คู่ต่อสู้ทะลวงหมัดเข้ามาง่าย ๆ ซึ่งก็อาจจะทำให้ออกหมัดได้น้อยลง แต่ของญี่ปุ่นก็จะเป็นนักมวยเชิงรุก ที่ไม่เน้นตั้งการ์ดป้องกันแต่เดินเข้าหาชกคู่แข่ง แต่ก็อาจจะแลกมากับการที่อาจจะโดนชกสวนจนลงไปนอนกองกับพื้นได้เหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ไม่มีใครบอกได้ว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุดหรือไม่ เพราะก็ไม่มีใครที่เจอกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ดังนั้นเรื่องนี้ก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนที่จะมอง และมีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์นโยบายได้อย่างเต็มที่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อเริ่มเปิดประเทศให้มีการเดินทางไปมาหากันเมื่อไร นั่นก็จะเป็นความท้าทายอีกขั้นที่ทั่วโลกจะต้องเจอ !!

ติดตามบทความใหม่เกี่ยวกับเรื่องน่ารู้และเรื่องแปลก ๆ ของประเทศญี่ปุ่นทาง LINE TODAY: TOP PICK TODAY จากผมได้ทุกวันเสาร์นะครับ

ช่องทางการติดตามเพิ่มเติม

Facebook :Eak SummerSnow

Youtube : Eak SummerSnow

 

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด