โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

Final Call ลงทุน Global Bond ก่อน Yield ลง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 20 ต.ค. 2566 เวลา 08.41 น. • เผยแพร่ 22 ต.ค. 2566 เวลา 11.00 น.

สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสส่งผลให้การลงทุนทั่วโลกผันผวน ตลาดหุ้นปรับตัวลง ในขณะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่ดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และนี่อาจเป็นโอกาสสำคัญในการเข้าลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องใกล้เคียงระดับ 5% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลท่ามกลางภาวะสงคราม ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ใช้ประกอบการพิจารณานโยบายการเงินยังคงทรงตัว โดยล่าสุดอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) เดือนก.ย. ออกมาทรงตัวที่ระดับ 3.7% เท่ากับเดือนก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ตลาด (CME FedWatch Tool) มองว่ามีโอกาสราว 93.9% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมวันที่ 1 พ.ย.นี้ ซึ่งหากธนาคารกลางสหรัฐฯตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่ตลาดคาด นั่นหมายความว่ามีโอกาสสูงที่ดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันคืออัตราดอกเบี้ยระดับสูงสุด และเป็นการจบรอบการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสยังคงดำเนินอยู่ ยิ่งเป็นการเพิ่มข้อจำกัดต่อ Fed ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากสงครามมีโอกาสจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลงมากกว่าเดิม และยิ่งผลกระทบจากสงครามมีมากขึ้น ก็ยิ่งเป็นปัจจัยที่ Fed จะต้องใช้นโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อประคองไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากจนเกินไป จนอาจนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในที่สุด โดยตลาดประเมินว่า มีโอกาสที่ Fed จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในช่วงหลังของปี 2024

จากข้อมูลของ TISCO ESU ย้อนหลังตั้งแต่ปี 1984 ซึ่งครอบคลุมการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 6 รอบ พบว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงทุกรอบหลังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งสุดท้ายของ Fed โดยช่วง 6 เดือน หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุุดท้าย Bond Yield ลดลงราว 50-150bps

หาก Bond Yield ในรอบนี้ปรับลดลงดังเช่นสถิติที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าช่วงเวลานี้เป็นโอกาสสำคัญในการเข้าลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนทั้งจากอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วของตราสารหนี้ (Yield) ที่ราว 5% และจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain) เมื่อราคาของพันธบัตรปรับตัวขึ้น

อาจไม่บ่อยครั้งนักที่การลงทุนในตราสารหนี้จะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดได้เท่ากับรอบนี้ แต่นี่นับเป็น Final Call ที่จะต้องเข้าลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ดี มีความผันผวนน้อย แต่ให้ผลตอบแทนได้ในระดับสูง

หากท่านใดมีข้อข้องใจเกี่ยวกับการวางแผนการเงินของตนเอง สามารถส่งคำถามของท่านมาได้ที่ prtisco@tisco.co.th I บทความโดย ณัฐพร ธรวงศ์ธวัช AFPTTM Wealth Manager

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...