โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“จิงโจ้” ภาษาไทยแต่เดิมหมายถึงนก และสัตว์ประหลาดหัวเป็นคนตัวเป็นนก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 ต.ค. 2562 เวลา 08.40 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2562 เวลา 16.36 น.
ภาพจิงโจ้เกาะหัวเรือสำเภาจิตรกรรมลายรดน้ำในวัดโพธิ์

คำว่า “จิงโจ้” เป็นคำที่คนไทยใช้เรียกสัตว์หน้าท้องที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศออสเตรเลีย ที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า “Kangaroo” ซึ่งก็น่าแปลกที่มันเป็นสัตว์ต่างถิ่นแท้ๆ เราก็ไม่เรียกตามอย่างเขา แต่เอาคำที่คนไทยใช้อยู่ก่อนแล้วมาใช้เรียกสัตว์ชนิดนี้แทน

ที่ว่า จิงโจ้เป็นคำไทยใช้มาแต่เดิมนั้นปรากฏอยู่ในหนังสืออิเหนาซึ่งแต่งสมัยรัชกาลที่ 1 ที่มีบทชมนกตอนหนึ่งว่า

กะลุมพูจับ  กะลำภ้อ

จิงโจ้        จับจิงจ้อแล้วส่งเสียว

พระยาอนุมานราชธน ได้อธิบายว่า กะลุมพู เป็นนกชนิดนึงขนาดเท่าๆ นกพิราบ กะลำพ้อ เป็นไม้ยืนต้น ส่วน จิงจ้อ เป็นไม้เถาในสกุลผักบุ้ง คำว่า “จิงโจ้” จึงน่าจะหมายถึงนกด้วย

แต่ได้ความเท่านั้นก็ยังไม่มีใครรู้จักแน่ว่านกจิงโจ้มีหน้าตาอย่างไร จนพระยาอนุมานฯ มาได้ข้อมูลจาก นายสุด ปราชญ์ชาวเวียงจันท์ ว่า มีนกชนิดหนึ่งมีชื่อเรียกในภาษาอีสานว่า “นกจีโจ้” เพราะมันชอบร้องว่า “จี….(ลากเสียง)…โจ๊ะ” จึงเป็นไปได้ว่า นกจิงโจ้ที่ถูกกล่าวถึงในอิเหนาน่าจะมีอยู่จริง

แต่เรื่องราวของจิงโจ้ยังพิศดารขึ้นไปอีก เมื่อมันถูกนำมาใช้เรียกสัตว์ประหลาด “จิงโจ้โล้สำเภา” ในจิตรกรรมของวัดโพธิ์ด้วย ซึ่งกลายเป็นที่มาทำให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงสงสัยและสอบถามไปยังพระยาอนุมานฯ ให้ช่วยค้นคว้าหาคำตอบข้างต้นมานั่นเอง

คุณเอนก นาวิกมูล ผู้รอบรู้เรื่องของเก่าเล่าว่า ภาพจิงโจ้ที่ว่านี้อยู่ในพระอุโบสถที่ขอบล่างหน้าต่างซีกซ้ายมือของพระประธาน ช่างเขียนสมัยรัชกาลที่ 3 เขียนเป็นลายรดน้ำ มีรูปหมากำลังยืนอยู่บนเรือสำเภา ทำท่าเห่าสัตว์ประหลาดซึ่งเกาะอยู่ที่หัวเรือ จะตกแหล่ไม่ตกแหล่ ตามเรื่องราวในนิทานโบราณแต่งเป็นกลอนกล่อมเด็กที่ร้องกันว่า

จิงโจ้เอย            มาโล้สำเภา

หมาไนไล่เห่า       จิงโจ้ตกน้ำ

หมาไนไล่ซ้ำ        จิงโจ้ดำหนี

ได้กล้วยสองหวี    ทำขวัญจิงโจ้ โห่ฮิ้ว

ฟังแล้วเจ้าจิงโจ้ที่ว่านี้จึงไม่น่าจะเป็นนก แต่มีความเป็นคนปนๆ เข้าไปด้วย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงทรงเห็นพ้องกันว่า เหตุที่ช่างเขียนสมัยรัชกาลที่ 3 เขียนรูปจิงโจ้ออกมาเช่นนั้น เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าจิงโจ้เป็นนก แต่ถ้าเขียนรูปนกลงไปก็ย่อมขัดกับบทกลอน จึงเอาทั้งคนทั้งนกมาปนกันกลายเป็นตัวประหลาดดังภาพไป

นอกจากนี้ คำว่าจิงโจ้ยังถูกนำไปใช้เรียกทหารหญิงที่รัชกาลที่ 4 ทรงจัดให้มีขึ้นด้วย

ส่วนการนำคำว่าจิงโจ้มาใช้กับสัตว์หน้าท้องจากออสเตรเลียนั้น คุณเอนก ไปค้นมาว่า จากหลักฐานที่เก่าที่สุด คำๆ นี้ใช้เรียก “Kangaroo” ก็เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ตามที่ปรากฏในพจนานุกรมที่ชื่อว่า “ศริพจน์ภาษาไทย์” ของ บาทหลวงปาเลอกัว แก้ไขเพิ่มเติมโดย บาทหลวงเวย์ ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2439

ขณะที่ “สัพพะจะนะพาสาไท” พจนานุกรมฉบับดั้งเดิมของ บาทหลวงปาเลอกัว ที่ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2397 นั้นยังไม่มีคำว่าจิงโจ้แต่อย่างใด

อ้างอิง: “เรื่องของ จิงโจ้ ๔ แผ่นดิน ยิ่งมากรัชกาล ยิ่งหลากความหมาย”. เอนก นาวิกมูล. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ กุมภาพันธ์ 2525

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...