โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฤาอิทธิพลนักธุรกิจจีนในการเมืองไทยฆ่าไม่ตาย? จากต้นรัตนโกสินทร์ ถึงตัวละครคดียุบพรรค

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 14 ก.ค. 2565 เวลา 04.20 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2565 เวลา 04.19 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - (ซ้าย) ภาพถ่ายครอบครัวหมื่นปฎิพัทธภูวนารถ (ช้าง) อำแดงพลับ บุตรสาวทั้ง 2 คน บุตรเขยชื่อ

เส้นทางการเมืองไทยผ่านเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย ปฏิเสธได้ยากว่า เหตุการณ์ที่สำคัญและส่งอิทธิพลต่อความเปลี่ยนแปลงในภายหลังมีจำนวนไม่น้อยที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนตั้งแต่ช่วงต้นรัตนโกสินทร์มาจนถึงยุคนักธุรกิจในช่วงโลกาภิวัฒน์ และช่วงสำคัญหลังวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ที่มีนักธุรกิจจีนมาอยู่ในวงการการเมืองและกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ส่งอิทธิพลในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมายาวนานหลายทศวรรษ

กรุงศรีอยุธยา

นับตั้งแต่ชาวจีนอพยพสมัยปลายกรุงศรีอยุธยามาตั้งรกรากและเริ่มหลั่งไหลอย่างต่อเนื่องมาจนถึงช่วงต้นรัตนโกสินทร์ อัตราชาวจีนอพยพหลัง พ.ศ. 2360 ก็เพิ่มมากขึ้น แม้ว่าจะมีการเดินทางไปมาระหว่างสยาม-จีน แต่โดยรวมแล้วมีบันทึกว่า ชาวจีนที่ยังคงตั้งถิ่นฐานในสยามนับรวมกันได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนคน กลุ่มคนจีนในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ประกอบอาชีพทั้งรับจ้าง ทำเกษตร และลงทุนปลูกพืชเกษตร เมื่อเวลาผ่านไปมีกลุ่มชาวจีนที่เริ่มตั้งตัวได้ พืชผลการเกษตรของพวกเขายังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในศูนย์กลางของประเทศด้วย

ทางการสยามตระหนักถึงความสำคัญเหล่านี้ดี และมีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนชาวจีน อาทิ ยกเว้นเกณฑ์แรงงาน (เกรงว่าจะกระทบกับการค้า) และใช้ระบบเก็บภาษี “รัชชูปการ” ทุก 3 ปี ประกอบกับเก็บภาษีการค้า ซึ่งเป็นหนทางเพิ่มรายได้ให้รัฐอีกทาง เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวได้ สภาพสังคม และสถานะทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้วิถีชีวิตชาวจีนผูกโยงกับเศรษฐกิจตลาดมากกว่าระบบแรงงาน

คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร ผู้เขียนหนังสือ “ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” บรรยายสภาพในช่วงทศวรรษ 2370 ว่า ในบรรดาชาวจีนเริ่มมีตระกูลเจ้าสัวกลุ่มหนึ่งรุ่งเรืองขึ้นมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการอุปถัมภ์จากราชสำนักสยาม โดยเริ่มจากเป็นพ่อค้า ช่วยราชวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในภารกิจด้านการพาณิชย์ จนต่อมาแปรสภาพเป็นนายภาษีอากร ได้รับสัมปทานเก็บภาษีที่มีมูลค่าสูง อาทิ รังนก ฝิ่น สุรา และการพนันในเมือง ผู้ที่ประสบความสำเร็จยังได้ตำแหน่งหัวหน้าชุมชนชาวจีน หรือตำแหน่ง “โชฎึก”

ตระกูลที่ประสบความสำเร็จไม่ได้แค่ก่อร่างสร้างตัวจากกิจการและโอกาสทางการค้า แต่บางตระกูลยังมักสร้างความสัมพันธ์ด้วยการถวายลูกสาวให้เป็นบาทบริจาริกาของกษัตริย์ หรือแต่งงานกับตระกูลใหญ่ หรือตระกูลพ่อค้าที่มีการค้าในจีน

บรรดาตระกูลที่ชื่อเสียงอย่างเช่น ต้นตระกูลไกรฤกษ์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเป็นพ่อค้าเรือสำเภาสมัยพระเจ้าตากสิน ขณะที่ตระกูลอื่น ๆ ก็สืบทอดธุรกิจการค้าและส่งต่อราชทินนามให้บุตรหลานอย่างกรณี ตระกูลโชติกะพุกกะณะ ในบรรดาตระกูลเหล่านี้ร่ำรวยมหาศาล นั่นทำให้กษัตริย์ทรงชักจูงเจ้าสัวให้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างขุดคลองเพื่อเดินเรือ ก่อสร้างและซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างทางศาสนาต่างๆ ไปจนถึงก่อสร้างโรงพยาบาลและโรงเรียนในยุคต่อมา

ต้นรัตนโกสินทร์ ถึง รัชกาลที่ 5

เรียกได้ว่า “เจ้าสัว” ยุคแรกเป็นตัวอย่างของผู้ที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไทยได้จนประสบความสำเร็จและมั่งคั่ง คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร เชื่อว่า บริบทเหล่านี้เป็นต้นแบบให้จีนอพยพอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างๆ นำมาเป็นตัวอย่างตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5

ในช่วงที่มีการปฏิรูปทางสังคมและเศรษฐกิจในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจหลายประการส่งผลต่อกิจการของชาวจีนตลอดทศวรรษ ระหว่าง พ.ศ. 2353-2453 วิลเลียม จี สกินเนอร์ นักวิชาการสาย “จีนวิทยา” ฉายภาพรวมการเปลี่ยนแปลงอันส่งผลต่อกลุ่มเอกชนจีนในแวดวงธุรกิจในเมืองช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ว่า การเดินเรือที่เคยขยายตัวเริ่มเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจส่งออก-นำเข้าสินค้าของชาวเพิ่มมากขึ้น โรงสีข้าวที่เป็นเครื่องจักรของชาวจีนเพิ่มมากขึ้น แย่งกิจการของชาวตะวันตก ชาวจีนยังสามารถยึดการค้าปลีกไว้อย่างเหนียวแน่น และเข้าสู่วงการธุรกิจธนาคารสมัยใหม่

จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกจุดคือจอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2481 และมีนโยบายชาตินิยม ขณะที่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ฐานะของชาวจีนในกระบวนการทางเศรษฐกิจกลุ่มสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลง อาทิ การจ้างกรรมกรจีนที่เพิ่มขึ้นในโรงสียังคงมีในกรุงเทพฯ เท่านั้น คนคุมเครื่องจักรที่เป็นผู้ไม่ชำนาญยังเป็นชาวไทยเป็นส่วนใหญ่

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 เป็นต้นมา ระบบชาตินิยมทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เด่นชัดในการปกครอง วิลเลียม สกินเนอร์ อธิบายว่า หลังจากจอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมาครองอำนาจไม่นานนัก การรณรงค์ทางเศรษฐกิจเพื่อคนไทยก็ฟื้นฟูและเดินหน้าต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ. 2495 และถึงจุดสูงสุด พ.ศ. 2496 และเริ่มจางลงในปี พ.ศ. 2498 ซึ่งส่งผลต่อการค้าและวิถีชีวิตของชาวจีนในไทย

พลังใหม่ พ.ศ. 2522-2531

ประเทศไทยผ่านช่วงการเมืองเข้มข้นไปอีกระยะหนึ่ง กระทั่งในพ.ศ. 2522 อันเป็นช่วงที่ระบบรัฐสภาเป็นตัวแทนประชาชนได้รับฟื้นฟูกลับมาใหม่ และนั่นเป็นช่วงที่นักธุรกิจก็กระโจนมาเล่นการเมือง คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร บรรยายว่า ฝ่ายธุรกิจเข้าสู่สภาได้ไม่ยากนักสืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นช่วงที่กองทัพกีดกันขบวนการของชาวนาและคนงาน ขณะที่ในช่วงระหว่างพ.ศ. 2522-2531 สถิติสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากฟากนักธุรกิจช่วงหนึ่งเพิ่มขึ้นจาก 1 ใน 3 เป็น 2 ใน 3

พรรคการเมืองที่โดดเด่นในช่วงเวลานั้นมี 3 พรรค คือ กิจสังคม, ชาติไทย และประชาธิปัตย์ บรรยากาศการเมืองยุคนั้นสะท้อนคตินิยมในยุคสมัย หัวหน้าพรรคยุคนั้นล้วนมียศศักดิ์ อาทิม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ของพรรคกิจสังคม, ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ของพรรคประชาธิปัตย์ และพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ของพรรคชาติไทย โดยมีแรงขับและการสนับสนุนจากฟากธุรกิจในกรุงเทพฯ ภายในระยะเวลา 10 ปี นักธุรกิจท้องถิ่นต่างร่ำรวยขึ้นจากการขยายตัวของเศรษฐกิจในหัวเมือง และเริ่มตบเท้าเข้ามาเป็นส.ส.ในรัฐสภา ลงเอยด้วยการเข้ามาเป็นแรงขับในพรรคมีชื่อเสียง

ในช่วงทศวรรษ 2500 การพัฒนา และขยายตัวทางโครงสร้างพื้นฐานจากหลายบริบทเป็นผลให้เศรษฐกิจในท้องถิ่นเริ่มเติบโต นักธุรกิจรอบนอกศูนย์กลางประเทศที่ประสบความสำเร็จบางคนเป็นขุนนางเก่าหรือตระกูลข้าราชการ และอีกส่วนหนึ่งเป็นลูกหลานของชาวจีนอพยพรุ่น 2 หรือรุ่น 3 ซึ่งผู้เขียนหนังสือ “ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” มองว่า นักธุรกิจที่รุ่งขึ้นมากลุ่มนี้ล้วนร่ำรวยและมีอิทธิพลสูง (กฎหมายหรือข้อบังคับในท้องถิ่นไม่ได้บังคับอย่างเคร่งครัด) นานวันเข้าก็ถูกเรียกว่า “ผู้มีอิทธิพล”

เมื่อมาถึงการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2531 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงนี้เองเป็นช่วงที่คณะรัฐมนตรีของพลเอกชาติชาย พยายามลดบทบาททหาร ซึ่งคริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร มองว่า เป็นความพยายามของฝ่ายพรรคการเมืองในการย้ายอำนาจจากฟากข้าราชการพลเรือนและทหาร มาสู่คณะรัฐมนตรีและนักธุรกิจ โดยวลีที่เป็นอมตะคือ“เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า”

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายข้าราชการทหารในกองทัพ ก็มีท่าทีไม่พอใจที่กร่อนเซาะอำนาจ ขณะเดียวกันปัญหาการคอร์รัปชั่นในรัฐบาลก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คณะทหารกลุ่มใหม่เริ่มได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน

ธนกิจการเมือง

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในช่วงนั้นนำมาสู่นิยามว่า “ธนกิจการเมือง” คริส และผาสุก อธิบายความหมายของคำนี้ว่า“เป็นการแสวงหาเงินเพื่อเพิ่มอำนาจทางการเมือง ซึ่งอาจเป็นการซื้อเสียง ซื้อส.ส. ฯลฯ โดยเบียดบังงบประมาณ หรือใช้ตำแหน่งหาเงินโดยมิชอบ” เป็นชนวนที่ทำให้ชนชั้นกลางไม่พอใจ เมื่อถึงจุดสุกงอมที่ประชาชนไม่ไว้ใจรัฐบาล สถานการณ์เข้าทางฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับทหาร และกลุ่มทหารใหม่จนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 เกิดรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเอกชาติชาย

ในช่วง 1-2 ปีหลังจากนั้นเป็นอีกหนึ่งห้วงวิกฤตการเมืองไทย โดยในช่วงที่ไม่มีรัฐสภา รัฐบาลใหม่ที่มีกลุ่มเทคโนแครตเป็นคณะรัฐมนตรี เริ่ม “ปฏิรูปเศรษฐกิจ” ในแนวทางเสรีนิยม ในระยะแรกย่อมเป็นที่นิยมของนักธุรกิจและชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ

ช่วงเวลานั้นเองคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) อนุมัติโครงการดาวเทียมของทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจดาวรุ่งเชื้อสายจีน น่าเสียดายที่บรรยากาศการเมืองเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วง พฤษภาคม 2535 สังคมทั่วไปยังไม่ทันตั้งตัวได้ก็ตามมาด้วยวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

รัฐบาลของนายชวน หลีกภัย แต่งตั้งพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้บัญชาการทหารบก แต่ความคาดหวังที่จะได้เห็นปฏิรูปกองทัพก็ไม่เป็นไปตามคาด แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงจากกระแสโลกาภิวัฒน์ที่มีเคลื่อนย้ายแรงงาน อันตามมาด้วยปัญหายาเสพติด ทหารที่ดูแลชายแดนกลายเป็นสถานภาพที่ใกล้เคียงกับสถานภาพตามความคาดหวังอย่าง “ทหารอาชีพ” และเหมือนกับว่ากองทัพจะไม่ได้เข้ามามีบทบาทในทางการเมือง แต่กองทัพยังคงยืนยันสถานะ “ผู้ธำรงความมั่นคงของชาติ” ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นแนวคิดที่ฝังรากในสังคมทหาร แต่อย่างน้อย กองทัพที่ถอยออกมาจากการเมืองก็เปิดโอกาสให้ฝ่ายธุรกิจเอกชนและนักเคลื่อนไหวเข้าไปทดแทน

หลังจากผ่านการถกเถียงกันเชิงนโยบายในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ประเพณีรัฐเข้มแข็งถูกหยิบกลับมาทำให้เข้มแข็งอีกครั้ง ซึ่งคริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร มองว่า ครั้งนี้ได้รับแรงหนุนจากนักธุรกิจกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อยากให้อำนาจรัฐเข้ามาช่วยปกป้องจากกระแสโลกาภิวัฒน์และการเมืองมวลชนแบบประชาธิปไตย

ไทยรักไทย และทักษิณ ชินวัตร

ในบรรดากลุ่มนักธุรกิจ(ชาวจีน)ช่วงเวลานั้นมีชื่อทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ก่อนวิกฤตขึ้นมาตั้งพรรคไทยรักไทย เขาลงเล่นการเมืองโดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีลมหายใจเหลือรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจ ด้วยบรรยากาศหลังจากผ่านวิกฤตทางเศรษฐกิจ และสภาพของธุรกิจที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ ทักษิณ ชินวัตร ใช้โอกาสนี้เสนอตัวมาช่วยธุรกิจฟื้นกลับมา ยิ่งได้แรงหนุนจากระดับรากหญ้า ประกอบกับยุทธศาสตร์ใหม่นั้นทำให้พรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เริ่มส่งผลกระทบต่อความนิยมและเป็นคำถามในรัฐบาลนี้คือ สงครามปราบยาเสพติดที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนนอกเหนือจากในกรุงเทพฯ ยังนิยมในตัวผู้นำรัฐบาลนี้อย่างมาก เรียกได้ว่าสูงกว่านักการเมืองใดๆ ที่เคยมีมาในระบบการเลือกตั้ง แต่ความนิยมในกลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯ กลับลดลง เนื่องจากพื้นเพทางธุรกิจ และความเป็นนายกฯที่มักถูกมองว่าใช้ส่งเสริมธุรกิจส่วนตัว เมื่อถูกวิจารณ์ก็เข้าควบคุมสื่อ อีกส่วนหนึ่งคือการลดบทบาทองค์กรอิสระเพื่อ “ความเมืองนิ่ง”

แต่ในการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2548 พรรคไทยรักไทย ก็ยังชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 67 ในช่วงนี้ทักษิณ โอนอำนาจจากข้าราชการมาอยู่ที่นักการเมือง ก่อนหน้านี้พลเอกชาติชาย เคยมาในแนวทางเดียวกันและลงเอยด้วยการรัฐประหาร พ.ศ. 2534 เมื่อปัญหาเรื่องการแต่งตั้งญาติขึ้นตำแหน่งสำคัญในกองทัพ การยกเลิกรายการของผู้ที่วิจารณ์ทักษิณ อย่างรุนแรง และการขายหุ้นบริษัทโดยไม่เสียภาษีนำมาสู่การชุมนุมต่อต้านโดยกลุ่มของนายสนธิ ลิ้มทองกุล รวมกับนักเคลื่อนไหวอย่างพลตรี จำลอง ศรีเมือง และนำมาสู่การยุบสภา

การเลือกตั้ง พ.ศ. 2549 ถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ แต่ก่อนที่จะได้เลือกตั้งอีกครั้ง คืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เกิดการรัฐประหารขึ้น ภายหลังศาลตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทยเพราะทำผิดกติกาการเลือกตั้ง ในพ.ศ. 2549 ตามมาด้วยบทลงโทษผู้บริหารพรรค 111 คน และยึดทรัพย์สินทักษิณ และครอบครัวชินวัตร เป็นมูลค่า 9 หมื่นล้านบาท บางคนในครอบครัวยังถูกดำเนินคดีข้อหาคอร์รัปชั่น

แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า การยุบพรรคครั้งนั้นอันเป็นอีกหนึ่งความพยายามควบคุมกลุ่มที่สนับสนุนทักษิณนั้นไม่เป็นผลสำเร็จ หลังจากนั้นไม่นานพรรคการเมืองของฝ่ายทักษิณ ก็แปรรูปออกเป็นพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคเครือข่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ มา โดยเฉพาะกระแสในปัจจุบันที่มีกลุ่มนายทุนเชื้อสายจีนซึ่งก่อร่างสร้างตัวจนประสบความสำเร็จในรุ่นก่อนหน้าและรุ่นลูกเริ่มเข้ามาโลดแล่นในวงการการเมืองในพ.ศ. 2561-2562 ดังที่ได้เห็นกันในปรากฏการณ์ต่าง ๆ และนักวิเคราะห์บางรายมองว่า นายทุนเชื้อสายจีนในยุคนี้ก็ได้รับกระแสนิยมไม่แพ้ในช่วงที่ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเล่นการเมือง แต่ดูเหมือนว่าห้วงเวลาที่เข้ามาช่วงนี้ดันเป็นช่วงการเมืองไม่ปกติจำต้องเผชิญอุปสรรคซึ่งถาโถมเข้ามา ตกเป็นเป้าและพัวพันกับคดีฟ้องร้องอันทยอยเข้ามาก่อนหัวโค้งเลือกตั้งต้น พ.ศ. 2562

จากเส้นทางพลังของพ่อค้าจีน นักธุรกิจนายทุนเชื้อสายจีนใน มาจนถึงพลังของนักธุรกิจเชื้อสายจีนที่เข้ามามีอิทธิพลในทางการเมืองไทยตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา มาจนถึงรัตนโกสินทร์ น่าจะสะท้อนภาพบทบาทและอิทธิพลของกลุ่มคนเชื้อสายจีนในไทย ซึ่งดูเหมือนว่า ในรอบทศวรรษที่ผ่านมานี้ นักธุรกิจจะเป็นกลุ่มคนเชื้อสายจีนที่มีอิทธิพลไม่แพ้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่พ่อค้าจีนหรือบุคคลสำคัญจะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับกลุ่มอำนาจทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม การบอกเล่าเส้นทางของนักธุรกิจหรือนายทุนเชื้อสายจีนในทางการเมืองไทยในอนาคตคงยากที่จะบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงหรือไปจบลงในเส้นทางไหน แต่อย่างน้อยหลายคนคงเชื่อว่า หนทางยังอีกยาวไกลนัก

อ้างอิง:

เบเคอร์, คริส และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร. ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย. กรุงเทพฯ : มติชน, 2557

สกินเนอร์, จี วิลเลียม. สังคมจีนในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์. สมุทรปราการ : มูลนิธิโตโยต้า, 2548

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 มีนาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...