โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เด็กๆ ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป โมโม่ปิศาจหลอน ถูกผู้สร้างกำจัดทิ้งไปแล้ว

Khaosod

อัพเดต 04 มี.ค. 2562 เวลา 16.57 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2562 เวลา 12.02 น.

เปิดใจผู้สร้างโมโม่ ปิศาจหลอน ลั่นเด็กๆ ไม่ต้องกลัวอีก กำจัดทิ้งไปแล้ว

เปิดใจผู้สร้างโมโม่เดอะ ซัน รายงานการสัมภาษณ์พิเศษ นายเคสึเกะ ไอโสะ ประติมากรชาวญี่ปุ่น วัย 43 ปี ผู้สร้างหุ่นละครหน้าปิศาจ ชื่อ โมโม่ ที่กลายเป็นประเด็นเขย่าขวัญสั่นประสาทเด็กๆ และผู้ปกครองไปทั่วโลก จากการที่มีผู้นำไปใช้สร้างเรื่องว่ามีเกม “โมโม่ ชาลเลนจ์” กระตุ้นให้เด็กฆ่าตัวตาย

ไอโสะกล่าวผ่านเดอะซันว่า ต่อไปนี้เด็กๆ ไม่ต้องกลัวหุ่นโมโม่อีก เพราะโมโม่ตายไปแล้ว และคำสาปก็คลายมนต์ขลังไปแล้ว

หุ่นโมโม่ทำขึ้นจากยางพาราและน้ำมันจากธรรมชาติถูกทำลายทิ้งไปแล้ว ทุกวันนี้ เหลือเพียงดวงตาข้างเดียวที่ไอโสะมีแผนว่าจะนำมารีไซเคิลเป็นโมเดลแบบใหม่ และหน้ากากโมโม่ราคาถูกอีกอันหนึ่งที่เพื่อนซื้อมาให้จากเม็กซิโก ซึ่งชาวเม็กซิกันสวมหน้ากากนี้ในงานเทศกาลฉลองวันแห่งความตาย

ความจริงแล้ว หน้ากากดั้งเดิมมีชื่อเรียกว่า “มาเธอร์ เบิร์ด” หรือ แม่นก สร้างขึ้นในปี 2559 และนำไปจัดแสดงที่งานศิลปะทางเลือกในกรุงโตเกียว แต่ต่อเมื่อภาพครึ่งนกครึ่งคนปรากฏในสื่อออนไลน์ก็ถูกคนจิตป่วยนำไปตัดต่อดัดเเปลงและโพสต์ลงในช่องทางยูทูบสำหรับเด็ก

ทีมงานเดอะซัน ตรวจสอบพบว่า ภาพหน้าโมโมเขย่าขวัญดังกล่าวแทรกขึ้นมาในระหว่างการชมการ์ตูนเปปป้า พิก สำหรับเด็กเล็ก โดยใช้คอมพิวเตอร์แต่งเสียงเพื่อให้ให้คนดูกลัว

ต่อมา องค์กรการกุศลเพื่อเด็กแถลงผลการตรวจสอบกระแสหวาดกลัวโมโม่ ว่าแม้โรงเรียนและรัฐบาลเตือนผู้ปกครองเกี่ยวกับคลิปดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่พบว่ามีการร้องเรียนใดๆ ตามที่มีบางคนโพสต์อ้าง

ด้านไอโสะกล่าวว่า โมโม่ไม่ใช่ผลงานชิ้นเอก จึงประหลาดใจที่โมโม่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ตอนที่กระแสโหมขึ้นมานั้น ก็กลุ้มใจที่ทำให้เด็กๆ กลัวเพราะมีต้นเหตุมาจากเขา แต่ขณะเดียวกัน ก็ดีใจที่งานของเขามีคนเห็นไปทั่วโลก

“ด้านหนึ่ง ผมรู้สึกมีปัญหา แต่อีกด้านหนึ่งในมุมมองของศิลปิน ผมรู้สึกยินดีที่คนทั่วโลกเห็นงานศิลปะของผม” ไอโสะกล่าวและว่าสร้างงานศิลปะชิ้นนี้ขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน เพื่อไปแสดงในงานนิทรรศการก็ไม่ค่อยมีคนสนใจมากนัก แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในตอนนี้ ตนเองจึงรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบด้วย

ศิลปินญี่ปุ่นท่านนี้ กล่าวถึงที่มาของงานประติมากรรม หุ่นปิศาจที่มีศีรษะเป็นนก ใบหน้าเป็นคน และมีร่างเปลือยเปล่าเป็นผู้หญิงผสมกับขานก ดูแล้วน่าขนลุก ว่าได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องผีของญี่ปุ่นเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เสียชีวิตแรกเกิดและกลายเป็นผีนกผู้หญิงออกหลอกหลอนผู้คน

นิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นเล่าสืบต่อกันมาว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งไกวเปลทารกและพยายามมอบหนูน้อยให้กับคนแปลกหน้าก่อนที่จะหายตัวไป ส่วนเด็กคนนั้นก็กลายเป็นแท่งไม้หรือก้อนหิน

ไอโสะกล่าวว่า ตั้งใจสร้างโมโมขึ้นมาเป็นอสุรกายเพื่อให้คนกลัว รวมทั้งเด็กๆ แต่ไม่เคยคิดว่าจะถูกนำไปใช้หลอกลวงให้เด็กๆ ให้ทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น ผลงานงานศิลปะของเขาอาจถูกลักไปเมื่อปีที่แล้ว เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่เขาจะทิ้งแม่แบบลงถังขยะ

“ผมรู้ว่าโมโม่ไปปรากฏที่อเมริกาใต้เมื่อ 6 เดือนก่อนและเพิ่งกลับมาสัปดาห์นี้เอง แต่ตอนนี้มีคนให้ความสนใจมากกว่า” ประติมากรกล่าวและบอกว่าทิ้งมันไปแล้วหลังจากทำลายเป็นชิ้นๆ และถ้ามีใครอยากจะดูมันตอนนี้ก็บอกได้เลยว่า มันน่ากลัวกว่าเดิมอีกและไม่เสียใจที่ทำลายมัน

ไอโสะเล่าด้วยว่า มีะศิลปินหลายคนที่ทำงานในโตเกียว รวมถึงศิลปินหญิงที่ถูกขู่ฆ่าทางออนไลน์ เพราะมีคนเข้าใจผิดว่าเธอเป็นผู้สร้างโมโม่ขึ้นมา

“ผมรู้สึกแย่และตอนนี้ ผมก็ได้รับข้อความเหล่านั้นด้วยเหมือนกัน พวกเขาบอกว่าจะฆ่าผมและผมสมควรที่จะตาย ซึ่งข้อความเป็นภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น” ไอโสะกล่าว

ส่วนโยโกะ ทากูจิ เจ้าหน้าที่ห้องแสดงศิลปะวานิลลาในกรุงโตเกียวเปิดเผยว่า นำงานศิลปะชิ้นนี้ไปแสดงในปี 2559 เนื่องจากทางแกลเลอรีจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับผีญี่ปุ่นทุกฤดูร้อนและนำงานของไอโซะมาจัดแสดงด้วย

“ตามปกติ เราจะห้ามถ่ายรูปในแกลเลอรี แต่นิทรรศการนี้ นำมาเธอร์ เบิร์ด ไปตั้งแสดงตรงทางเข้าพอดีและอนุญาตให้คนถ่ายรูปด้วยได้ เรารู้สึกช็อกมากที่มีคนนำภาพไปใช้ในทางที่ผิดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน” ทากูจิกล่าว และขอยืนยันว่าทางแกลเลอรีไม่เคยตั้งใจที่จะให้นำงานศิลปะไปใช้ในทางที่ผิด

+++++++++++

อ่านข่าวก่อนหน้านี้ :

ข่าวปลอม โมโม ชาลเลนจ์ เกมฆ่าตัวตายออนไลน์ พ่อแม่กังวลบุตรหลาน

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...