โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เจ้าหนี้’ กับ ‘เจ้าของ’

Businesstoday

เผยแพร่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 23.59 น. • Businesstoday

ในอดีต มนุษย์ยุคโบราณดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ แต่มนุษย์ยุคนี้ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยเงิน เริ่มตั้งแต่เด็กเล็กๆ ที่ต้องพึ่งพาเงินพ่อแม่ จนเติบโตหาเงินได้เอง สร้างครอบครัว มีลูก ไปจนกระทั่งวัยเกษียณและตาย…การทำศพก็ยังต้องใช้เงิน

ผมจำแนกที่มาของรายได้ของคนเราเป็น2 ประเภทคือเจ้าหนี้กับเจ้าของ” 

สถานะและผลตอบแทนของ “เจ้าหนี้” กับ “เจ้าของ” ต่างกันอย่างไร เราลองมาดูกันครับ 

หลังเรียนจบ เข้าทำงานเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัท รับรายได้เป็นค่าจ้างรายวันหรือรายเดือน (เงินเดือน) สถานะของพนักงานคือ เจ้าหนี้บุริมสิทธิ ซึ่งหมายความว่า หากบริษัทมีปัญหาไม่สามารถจ่ายเงินเจ้าหนี้ได้ครบทุกราย พนักงานจะมีสิทธิได้รับชำระค่าจ้างก่อนเจ้าหนี้อื่น (ยกเว้นสรรพากรซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเช่นกัน)

ทำไมลูกจ้างจึงเป็นเจ้าหนี้ บริษัทไปเป็นหนี้อะไรหรือ? คำตอบคือ เป็นหนี้ค่าตอบแทนแรงงานครับ การใช้แรงงานของลูกจ้างโดยสัญญา (จะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือแค่ตกลงกันด้วยปากเปล่าก็ได้) ว่าจะให้ค่าจ้างตอบแทน สถานะความเป็นเจ้าหนี้-ลูกหนี้ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว

เมื่อทำงานมีรายได้ แล้วนำเงินไปฝากไว้กับธนาคาร ผู้ฝากเงินก็คือเจ้าหนี้ และธนาคารคือลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้และลูกหนี้จะมีข้อตกลงกันว่า เจ้าหนี้สามารถเรียกเงินคืนได้ตลอดเวลา (เงินฝากออมทรัพย์หรือสะสมทรัพย์หรือกระแสรายวัน) หรือจะมีการกำหนดเวลาเพื่อแลกกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เช่น เงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน หรือ 24 เดือน  

คนที่สามารถล็อคเงินตัวเองด้วยการฝากประจำ แสดงว่ามีเงินออมเหลือมากพอ และคนกลุ่มนี้แหละที่มีศักยภาพจะก้าวไปสู่การลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งต้องล็อคเงินไว้ยาวขึ้นอีก เช่น 3 ปี 5 ปี หรือ 7 ปี

ส่วนคนที่มีเงินออมมากพอและมีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนมากพอ ก็จะมีช่องทางการลงทุนที่มากกว่าคนอื่น เช่น ลงทุนในหุ้น ในอสังหาริมทรัพย์ หรือในธุรกิจของตัวเอง นี่คือการขยับจากเซฟโซนของสถานะ “เจ้าหนี้” มาเป็น “เจ้าของ”

จะเห็นว่าความเป็นเจ้าของมีความเสี่ยงสูงกว่าเจ้าหนี้เพราะไม่สามารถกำหนดอัตราผลตอบแทนที่ตายตัวได้ว่าจะได้รับเงินวันละเท่าไรเดือนละเท่าไรไตรมาสละเท่าไรหรือปีละเท่าไรบางช่วงเวลาอาจได้รับผลตอบแทนจำนวนมหาศาลในขณะที่บางช่วงอาจไม่มีเงินเข้ามาเลยต้องควักออกอย่างเดียวจนฐานะการเงินเป็นลบหรือขาดทุน

ถึงแม้ “เจ้าของ” จะมีความเสี่ยงสูงกว่าเจ้าหนี้ แต่ผู้คนจำนวนมากก็อยากที่จะมีสถานะเจ้าของ เพราะมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเจ้าหนี้มาก

นักการเงินซึ่งเข้าใจหลักการนี้ดี ก็พยายามพัฒนาตราสารทางการเงินที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง “เจ้าของ” กับ “เจ้าหนี้” ออกมามากมาย แต่ที่กำลังฮิตติดลมอยู่ในตลาดการเงินไทยตอนนี้ก็คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ” 

ผู้ถือหุ้นกู้นั้นมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีเรตติ้งระดับลงทุน(BBB- ขึ้นไป) หากเป็นระยะ5 ปีดอกเบี้ยอย่างมากก็ได้3% นิดๆต่อปี  แต่ก็ยังสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุ5 ปีซึ่งจ่ายดอกเบี้ยประมาณ1.4% ต่อปีเท่านั้น 

แต่บริษัทเอกชนขนาดใหญ่อย่าง บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL บริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกบริษัทบี.กริมเพาเวอร์จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนชั้นนำของไทยและของภูมิภาค รวมถึง บริษัทไทยยูเนี่ยนกรุ๊ปจำกัด (มหาชน) หรือ TU ผู้นำธุรกิจอาหารทะเลระดับโลก ซึ่งประกาศออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ อยู่ตอนนี้ ให้ดอกเบี้ยในช่วง 5 ปีแรกที่ 5.00% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ปกติมาก โดยที่เครดิตเรตติ้งของ 3 บริษัทนี้อยู่ในระดับสูง นี่คือการตอบโจทย์ของผู้มีเงินออมที่ต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงกว่าตราสารหนี้ โดยที่ความเสี่ยงต่ำกว่าตราสารทุนหรือหุ้น   

ทั้งหลายทั้งปวงที่เขียนมานี้ น่าจะจุดประกายความคิดของผู้ที่มีเงินออมและต้องการต่อยอดให้เงินงอกเงยได้ว่าควรจะเลือกทางไหนระหว่างความเป็น “เจ้าของ” กับ “เจ้าหนี้” 

ตามความเห็นของผมควรจะต้องผสมผสานทั้ง 2 อย่างเพื่อถ่วงดุลความเสี่ยงส่วนจะมีสัดส่วนของเจ้าหนี้หรือเจ้าของมากกว่ากันอันนั้นเอาตามที่สบายใจเลยครับ…ได้หมดถ้าสดชื่น 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...