โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยาลดน้ำตาลกลุ่มใหม่ เพิ่มทางเลือกรักษาเบาหวานชนิดที่ 2

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 พ.ย. 2562 เวลา 09.24 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 09.24 น.

ในงานประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการ Insulin Therapy 2019 เมื่อ เร็ว ๆ นี้ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ ได้นำเสนอข้อมูลจากสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF : International Diabetes Federation) ในปี พ.ศ. 2560 ที่มีการประเมินว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานรวม 425 ล้านราย และคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2588 จะมีผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 629 ล้านรายทั่วโลก

ขณะที่จำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ๆ ก็ต้องขอบคุณความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่มีหลายหนทางรักษาผู้ป่วยได้ ช่วยให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายเกินไป

นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ ประธานวิชาการ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ กล่าวถึงประเด็นความก้าวหน้าและทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานว่า ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ไม่เคยหยุดยั้งในการพัฒนาทางเลือกในการรักษาโรคเบาหวานให้หลากหลาย ทำให้ปัจจุบันมียากลุ่มใหม่ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาในการลดน้ำตาลหลังมื้ออาหาร และช่วยลดน้ำตาลระหว่างมื้อได้ภายในเข็มเดียวกัน ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่นักวิจัยได้คิดค้นและพัฒนาแนวทางการรักษาด้วยวิธีใหม่ ๆ ขึ้นเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น และนับเป็นความท้าทายในการดูแลจัดการให้ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการซับซ้อนให้มีอายุที่ยืนยาวขึ้น

ยากลุ่มใหม่ที่พูดถึงนี้ถูกระบุใน The American Diabetes Association’s (ADA) และ European Association for the Study of Diabetes (EASD) ได้ปรับปรุงแนวทางการรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ใหม่ โดยเน้นที่การรักษาสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย หรือให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางของการรักษา โดยแนวทางการรักษาใหม่นี้จะพิจารณาถึงทางเลือกในการรักษาด้วยยาชนิดต่าง ๆ อาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงจากยาแต่ละชนิด ผลของการควบคุมน้ำตาล และการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

นพ.ชัยชาญให้ข้อมูลอีกว่า เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบมากที่สุด คิดเป็นประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เบาหวานชนิดนี้เกิดเนื่องจากภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistance) ทำให้อินซูลินทำหน้าที่ลดน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูง เกิดเป็นเบาหวาน และเมื่อเป็นเบาหวานที่ไม่ได้รักษา น้ำตาลที่สูงเป็นระยะเวลานาน ยังส่งผลให้เกิดภาวะเป็นพิษต่อเซลล์ตับอ่อน (glucotoxicity) ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินไม่ได้ เกิดภาวะขาดอินซูลิน (insulin secretory defect) ร่วมด้วย

สำหรับการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 แพทย์จะใช้แนวทาง “ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (patient-centered approach)” การเลือกใช้ยารักษา จะพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ เช่น อายุ ระดับความรุนแรงของอาการ ระดับน้ำตาล โรคร่วม ประสิทธิภาพของยา ราคา และผลข้างเคียง

นอกจากนั้น คุณหมอแนะนำอีกว่า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเฉพาะรายใหม่ ๆ ก็ควรได้รับการแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (total lifestyle management) ด้วย ซึ่งพฤติกรรมการปฏิบัติตัวที่แนะนำ ได้แก่

1.diet-กินอาหารในปริมาณพอเหมาะ อ่อนหวาน มัน เค็ม มีผักผลไม้ทุกมื้อ ใช้ข้าว/แป้งขัดสีน้อย มีธัญพืชและถั่วทุกวัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มผสมน้ำตาล แอลกอฮอล์

2.physical activity-ออกกำลังกายปานกลาง ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน เสริมด้วยฝึกแรงต้น และยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกาย

3.sedentary time-เคลื่อนที่ร่างกาย 5-10 นาที ทุก 1-2 ชั่วโมง

4.psychosocial issues-ให้ความรู้คำปรึกษาและช่วยเหลือการ ควบคุมเบาหวาน ฝึกสมาธิ วิธีผ่อนคลาย หรือปรึกษานักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์

5.sleep-เข้านอนเป็นเวลา และนอนไม่น้อยกว่าวันละ 7 ชั่วโมง

6.alcohol-ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ (ดื่มได้ปริมาณจำกัด เป็นครั้งคราว)

7.smoking-ไม่สูบบุหรี่ รวมถึงไม่อยู่ในสถานที่ที่มีควันบุหรี่เป็นเวลานาน และในบ้านไม่สูบบุหรี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...