โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

พันธุ์ปทุมาที่ตลาดต้องการ

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 13 พ.ค. 2563 เวลา 10.07 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2563 เวลา 09.33 น.

หลายคนสนใจปลูกปทุมา เพราะเห็นว่าเป็นไม้ตัดดอกที่สวยงามมากชนิดหนึ่ง นอกจากดอกมีรูปทรงสวยงามแล้ว ยังมีสีสันสวยงามอีกด้วย ซึ่งมีความหลากหลาย หากใครสนใจปลูกปทุมมา มีคำแนะนำเรื่องการปลูกดูแลปทุมมา ดังต่อไปนี้

ปทุมา หรือ ทิวลิปแห่งสยาม มีลักษณะดอกและก้านดอกมีรูปทรงคล้ายกับดอกทิวลิปของฝรั่ง หากพูดถึงพันธุ์ของปทุมานั้นมีอยู่หลายพันธุ์และสีสันแตกต่างกันไป ปทุมาแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทตัดดอก และประเภทไม้กระถาง ก่อนอื่น ขออธิบายเรื่องดอกของปทุมาให้เข้าใจก่อน  ส่วนที่เห็นเป็นกลีบดอกสีสวยงามนั้นคือ กลีบประดับ ส่วนดอกจริงๆ มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย จะเป็นดอกขนาดเล็ก อยู่ต่ำลงมาจากกลีบประดับ จะมีกาบสีเขียวเป็นหลุม เมื่อมองเข้าไปจะเห็นดอกขนาดเล็ก จำนวน 8-10 ดอกย่อยๆ

สำหรับปทุมา ประเภทปลูกเป็นไม้ตัดดอก เช่น

พันธุ์เชียงใหม่ สีชมพู สีชมพูอ่อน และสีชมพูเข้ม ลักษณะเด่นมีลำต้นสูง 40-45 เซนติเมตร แตกกอ 10-15 หน่อ ต่อกอ ใบแผ่ตั้งแข็งแรง ใบรี แผ่นใบมีสีเขียว เส้นกลางใบมีสีน้ำตาลเหลือบขาว ช่อดอกยาว 60-70 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางก้านดอกเฉลี่ย 1 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีชมพูอ่อน สีชมพู และสีชมพูเข้ม กลีบดอกคล้ายดอกบัว เฉลี่ย 1 กอ จะให้ดอก 5-8 ดอก (กลีบประดับ)

พันธุ์สโนว์ไวท์ มีลำต้นสูง 40-50 เซนติเมตร ใน 1 กอ มี 9-12 หน่อ ใบตั้งแข็งแรง ค่อนข้างกว้าง แผ่นใบมีสีเขียวและเส้นกลางใบมีสีเขียวเช่นเดียวกัน ก้านดอกยาว 50-60 เซนติเมตร ดอกมีสีขาว ใน 1 กอ ให้ดอก 5-6 ดอก

พันธุ์ทรอปิคอลสโนว์ ลำต้นสูง 50-55 เซนติเมตร ใน 1 กอ ให้หน่อ 10-12 หน่อ ใบยาว แผ่ออกด้านข้าง ก้านดอกยาว 60 เซนติเมตร คอดอกค่อนข้างอ่อน กลีบประดับมีสีขาว ส่วนปลายแต้มสีเขียวเล็กน้อย กลีบรี ปลายกลีบแหลม จำนวน 10 กลีบ ให้ดอก 4-6 ดอก ต่อกอ

ส่วนปทุมา ที่นิยมปลูกเป็นไม้กระถาง ได้แก่

พันธุ์ไข่มุกสยาม มีลำต้นค่อนข้างเตี้ย มีความสูงเพียง 28-33 เซนติเมตร แตกกอ 6-10 หน่อ ต่อกอ ก้านดอกแข็ง ใบรีกว้าง รูปทรงสวยงาม แผ่นใบสีเขียวนวล เส้นกลางใบสีเขียว ก้านดอกแข็ง ชูดอกเหนือใบมองเห็นชัดเจน ก้านดอกยาว 35-45 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย 0.6 เซนติเมตร กลีบดอกสีขาวนวล ปลายกลีบแต้มสีแดง ลักษณะกลีบกว้าง ปลายมน จำนวน 9 กลีบ ให้ดอก 2-3 ดอก ต่อกอ

พันธุ์บัวสวรรค์เตี้ย เป็นพันธุ์ต้นเตี้ย มีความสูงเพียง 30-40 เซนติเมตร แตกกอ 7-12 หน่อ ต่อกอ ใบเรียวแคบ แผ่นใบสีเขียว เส้นกลางใบสีน้ำตาลเข้ม ก้านดอกยาว 45-55 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีขาว 9 กลีบ ให้ดอกคราวละ 2-3 ดอก

พันธุ์บัวสวรรค์ชมพูเตี้ย ลำต้นสูง 30-35 เซนติเมตร แตกกอ 7-12 หน่อ ใบตั้งตรง รูปร่างรีและแคบ แผ่นใบมีสีเขียว ก้านดอกตั้งตรง ยาว 35-40 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 เซนติเมตร กลีบดอกสีชมพู ปลายกลีบแต้มสีชมพูหรือแดง ให้ดอกคราวละ 2-3 ดอก ต่อกอ หรือต่อกระถาง

ปทุมา 4 พันธุ์ใหม่ ผลงานกรมวิชาการเกษตร

ช่วงต้นปี 2563 ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย กรมวิชาการเกษตร ได้เปิดตัวปทุมมา 4 พันธุ์ใหม่ ที่มีจุดเด่นคือ สีสันสะดุดตา ออกดอกไว ให้ผลผลิตช่อดอกมาก ก้านช่อดอกตรง แข็งแรง อายุการใช้งานนานทั้งในกระถางและปักแจกัน  ได้แก่  ปทุมาพันธุ์เชียงราย 1 และปทุมาพันธุ์เชียงราย 3   เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับผลิตเป็นไม้กระถาง  ส่วน 2 พันธุ์ คือปทุมาพันธุ์เชียงราย 2 และ ปทุมาพันธุ์เชียงราย 4 เหมาะสำหรับผลิตเป็นไม้ตัดดอกปักแจกัน

ปทุมาพันธุ์เชียงราย 1 เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่าง ปทุมรัตน์ กับ เทพรำลึก  ลักษณะเด่น ช่อดอกเป็นทรงกระบอกสั้น กลีบประดับสีชมพูเข้ม กลีบเรียงซ้อนกันเป็นระเบียบสวยงามและบิดเป็นเกลียว ออกดอกเร็ว อายุปลูกถึงให้ดอก 50 – 70 วัน ผลผลิตช่อดอกมาก 3 – 4 ดอก/กอ อายุการใช้งานนาน 4 – 7 สัปดาห์ เหมาะสำหรับปลูกที่ดอนและที่ลุ่ม ไม่มีน้ำท่วมขัง

ปทุมาพันธุ์เชียงราย 2 เป็นสายพันธุ์ที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่าง ปทุมรัตน์ กับบัวขาว ลักษณะเด่น ช่อดอกเป็นรูปทรงกระสวย สวยงาม แปลกใหม่ กลีบประดับทั้งส่วนบนและส่วนล่างมีสีชมพู ดูอ่อนหวานให้ผลผลิตช่อดอกมาก 6-8 ดอก/กอ การแตกกอดี ผลผลิตหัวพันธุ์ 5-9 หัว/กอ อายุปักแจกันนานถึง 13 วัน เหมาะสำหรับปลูกที่ดอนและที่ลุ่ม ไม่มีน้ำท่วมขัง

ปทุมาพันธุ์เชียงราย 3 เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างปทุมรัตน์ Curcuma sparganifolia ‘Patumrat’ กับบัวขาว C. thorelii  ลักษณะเด่น 1. ลักษณะช่อดอกเป็นทรงกระบอกสั้น กลีบประดับสีขาวเรียงตัวเป็นระเบียบ อยู่ระดับเดียวกับใบ 2. ก้านช่อดอกตรง แข็งแรง เหมาะผลิตเป็นไม้ดอกกระถางขนาดกลาง 3. ออกดอกเร็ว อายุปลูกถึงให้ดอก 56-62 วัน 4. ผลผลิตช่อดอก 2-3 ดอกต่อกอ และให้ดอกพร้อมกัน 5. อายุการใช้งานในกระถางนาน 4-5 สัปดาห์หลังดอกบาน เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ดอนและที่ลุ่มที่มีการระบายน้ำดี ไม่มีน้ำท่วมขัง

ปทุมาพันธุ์เชียงราย 4 ลักษณะเด่น กลีบประดับแยกชั้นอย่างชัดเจน โดยกลีบประดับส่วนบนสีชมพูปลายกลีบแต้มสีเขียวลายเส้นสีแดง  กลีบบิดเป็นคลื่นเล็กน้อย  กลีบประดับส่วนล่างสีเขียว ด้านล่างของกลีบมีวงสีน้ำตาลแดง  ก้านช่อดอกตรงและแข็งแรง  ผลผลิตช่อดอก 3 – 7 ดอก/กอ ผลผลิตหัวพันธุ์ 4 – 7 หัว/กอ  อายุปักแจกันนาน 14 วัน เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ดอนและที่ลุ่มที่มีการระบายน้ำดี ไม่มีน้ำท่วมขัง

อุปสรรคในการปลูกปทุมา

หมอเกษตร ทองกวาว กล่าวถึงอุปสรรคในการปลูกปทุมา คือ โรคเหี่ยวหรือโรคหัวเน่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง อาการของโรคเริ่มพบว่าใบแก่ที่อยู่ตอนล่างห่อม้วนเป็นหลอดคล้ายอาการขาดน้ำ โดยเฉพาะในช่วงเช้า ต่อมาบริเวณโคนหน่อเกิดใหม่ เริ่มเกิดอาการฉ่ำน้ำหรือเป็นเนื้อแก้วและลุกลามจากใบล่างขึ้นส่วนบน ในที่สุดใบจะมีสีเหลืองซีดทั้งต้นและตาย แล้วหักพับลงดิน การเกิดโรคที่หัวอ่อนจะฉ่ำน้ำและเน่า เป็นสีน้ำตาลคล้ำและมีกลิ่นเหม็น ส่วนการเกิดโรคที่หัวแก่จะมีสีม่วงน้ำเงินอ่อน ฉ่ำน้ำคล้ายเนื้อแก้ว เมื่อบีบส่วนหัวจะมีน้ำสีเหลืองอ่อนไหลออกมา

การแพร่กระจาย เกิดจากการนำหัวพันธุ์ที่ติดเชื้อมาปลูก หรือใช้แปลงปลูกที่เคยมีการระบาดของเชื้อโรคชนิดดังกล่าวมาก่อน การระบาดรุนแรงในช่วงฤดูฝน และมักระบาดรุนแรงขึ้น หากมีการเข้าทำลายจากไส้เดือนฝอยในเวลาเดียวกัน

การป้องกันกำจัด โรคเหี่ยวหรือโรคหัวเน่า

ควรเลือกแหล่งที่ไม่เคยปลูกพืชตระกูลแตง ขิง ข่า มะเขือเทศ ยาสูบ มันฝรั่ง มะแว้ง และดาวเรืองมาก่อน ให้ปลูกพืชหมุนเวียนสลับทุกปี ใช้หัวพันธุ์จากแหล่งปลูกที่ปลอดโรค เก็บตัวอย่างดินจากแปลงปลูกวิเคราะห์ความเป็นกรด-ด่าง หากเป็นกรดควรใส่ปูนขาว อัตรา 500-800 กิโลกรัม ต่อไร่

เมื่อพบต้นที่เกิดโรคให้ถอนและเผาทำลาย แล้วราดฆ่าเชื้อในดินด้วยคลอรอกซ์ที่ความเข้มข้น 10 เปอร์เซ็นต์ ก่อนเข้าแปลงปลูกต้องล้างรองเท้าด้วยคลอรอกซ์ทุกครั้ง ระวังอย่าให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นปทุมาเกิดเป็นแผล เพราะจะทำให้เชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่าย หลังเก็บดอกหรือหัวพันธุ์แล้ว ให้เก็บเศษพืชเผาทำลายทิ้งให้หมด

การเก็บดอก

ปทุมา สามารถเก็บเกี่ยวเมื่อกลีบประดับบาน 4-6 กลีบ ก่อนตัดดอก ต้องรดน้ำพอชุ่ม เวลาตัดดอกดีที่สุดคือในตอนเช้า ตัดให้มีใบติดมาด้วย 1 ใบ แล้วแช่ในน้ำสะอาด หากเก็บในตู้รักษาอุณหภูมิที่ 15 องศาเซลเซียส จะเก็บได้นาน 15-25 วัน

การเก็บหัวพันธุ์

ให้รดน้ำสะอาดในแปลง 1 วัน ก่อนเก็บหัวพันธุ์ เพื่อให้ดินนุ่มแล้วใช้เสียมที่สะอาดขุดหัวขึ้น ระวังอย่าให้เกิดบาดแผล เก็บหัวลงในตะกร้า เมื่อเก็บได้ปริมาณที่ต้องการแล้วฉีดน้ำล้างหัวในตะกร้าให้สะอาดแล้วแยกขนาดและผึ่งลมให้แห้ง ล้างกรรไกรที่คมด้วยแอลกอฮอล์ตัดแต่งรากและตุ้มที่ไม่สมบูรณ์ออก แล้วแช่หัวพันธุ์ในคลอรอกซ์ ความเข้มข้น 5.25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 10-15 นาที เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย นำขึ้นผึ่งลมจนแห้ง

วิธีป้องกันเชื้อราให้แช่หัวพันธุ์ในคาร์เบนดาซิม 50 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ เป็นเวลา 30 นาที นำขึ้นผึ่งลมจนแห้ง การปฏิบัติตามขั้นตอนที่แนะนำจะได้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ขอบคุณภาพประกอบข่าวจาก อุทยานหลวงราชพฤกษ์, คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกรมวิชาการเกษตร

พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน, มติชนสุดสัปดาห์ และศิลปวัฒนธรรม ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...