โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Big Issue วงการท่องเที่ยวไทยปี"62

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ธ.ค. 2562 เวลา 08.10 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 08.10 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประมาณการตัวเลขรายได้รวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสำหรับปี 2562 ล่าสุดไว้ชัดเจนแล้วว่า จะมีมูลค่ารวมประมาณ 3.06 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากตลาดต่างชาติ 1.96 ล้านล้านบาทจากจำนวนนักท่องเที่ยว 39.8 ล้านคน

และจากตลาดเที่ยวในประเทศ หรือไทยเที่ยวไทย มูลค่า 1.10 ล้านล้านบาท จากเดิมที่ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวไว้เมื่อต้นปีที่ 3.3-3.4 ล้านล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40.5-41 ล้านคน

ทั้งนี้ จากรายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ในช่วง 11 เดือน (มกราคม-พฤศจิกายน 2562) ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 35.86 ล้านคน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.88% สร้างรายได้รวม 1.74 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.67% คงต้องลุ้นกันต่อว่าเหลืออีก 1 เดือน ตัวเลขทั้งในส่วนของจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ตลอดปี 2562 ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยก็เกิดเหตุการณ์ที่ถือเป็นเรื่องราวที่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวมจำนวนมากเช่นกัน โดย “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สรุปรวบรวมเหตุการณ์บางส่วนมานำเสนอ ดังนี้

เร่ง “แผนฟื้นฟู-ซื้อเครื่องใหม่” บินไทย

ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งสำหรับแนวทางการแก้ปัญหา “ขาดทุน” ให้กับ บริษัทการบินไทย ของผู้ที่เข้ามาบริหารงานในตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หรือดีดี รวมถึงประธานบอร์ด เนื่องจากผลประกอบการที่ยังเป็น “ตัวแดง” สะสมต่อเนื่องมาเป็นเวลาร่วม 10 ปีขององค์กรแห่งนี้ ได้กลายเป็น “วิกฤต” ด้านการเงิน รวมถึงแผนงานในอนาคตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการก้าวผ่านแผนฟื้นฟูและแผนการจัดซื้อฝูงบินใหม่ มาทดแทนเครื่องเก่าที่ทยอยหมดสัญญาเช่ามาเป็นระยะ

แต่สุดท้ายจนถึงปีนี้ แผนฟื้นฟูของการบินไทยก็ดูจะยังไม่บรรลุเป้าหมายแต่อย่างใด แม้ว่าจะเดินหน้าแผนฟื้นฟูภายใต้โจทย์ การเพิ่มรายได้-ลดรายจ่ายเพื่อเดินสู่เป้าหมาย หยุดตัวเลข “ขาดทุน”มาแล้วถึง 5-6 ปี

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังคงเน้นย้ำให้ผู้บริหารการบินไทยเร่งแผนฟื้นฟู พร้อมทั้งวางโพซิชันนิ่งให้สายการบินแห่งชาติแห่งนี้ให้มีความชัดเจนในอุตสาหกรรมการบินโลก เพื่อสร้างมาตรฐานการบริการให้กลับมาเป็นสายการบินชั้นนำของโลกดังที่เคยเป็นมาในอดีต พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการฟื้นฟูกิจการของบริษัท พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าของการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูต่อกระทรวงคมนาคมอย่างต่อเนื่อง

ส่วนแผนจัดหาเครื่องบินใหม่ 38 ลำวงเงิน 1.56 แสนล้านบาทนั้น ทางกระทรวงคมนาคมสั่งการให้เร่งสรุปแผนโดยด่วนเช่นกัน เนื่องจากเครื่องบินมีผลต่อการสร้างรายได้และลดการขาดทุน รวมถึงช่วยสร้างศักยภาพในการแข่งขันของการบินไทยในอนาคตด้วย

“รมต.พิพัฒน์” สปีดท่องเที่ยวไทย

หลังจากประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ได้รัฐมนตรีใหม่ชื่อ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทยเข้ามานั่งบริหาร และประกาศเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้ทันที

โดยรัฐมนตรีพิพัฒน์ได้แถลงนโยบายไว้ชัดเจนหลังจากที่เข้ากระทรวงเพื่อรับทราบระบบการทำงาน นโยบาย รวมถึงแผนงานเบื้องต้นของกระทรวงการท่องเที่ยวฯเมื่อ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า นโยบายสำคัญเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการทันที ประกอบด้วย 2 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.นโยบายท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย และ 2.ผลักดันนโยบายท่องเที่ยวชุมชนทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัดให้เกิดขึ้นจริงจัง เพื่อตอบโจทย์เรื่องการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชนโดยตรง โดยจะเริ่มต้นดำเนินนโยบายทันทีภายในปีนี้ รวมทั้งแผนการผลักดัน “การท่องเที่ยวเชิงกัญชา” ให้กลายเป็นจุดขายใหม่ของการท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ยังมีแผนเร่งประสานงานกับกระทรวงคมนาคมผลักดันแพลตฟอร์มจองรถโดยสารออนไลน์ อาทิ Grab ให้ถูกกฎหมาย รวมถึงแผนการนำเสนอรัฐบาลพิจารณา แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับแพลตฟอร์มจองบ้านเช่าออนไลน์แบ่งปันอย่าง Airbnb และโฮมสเตย์ให้ถูกกฎหมาย เพื่อขยายโอกาสด้านการท่องเที่ยว

“พิพัฒน์” ยังบอกด้วยว่า นโยบายสำคัญที่เขากำลังผลักดันอีกเรื่องหนึ่ง คือ ความพยายามยกระดับการทำงานของทุกหน่วยงานให้ตอบสนองต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและกีฬาทั้งระบบ เพื่อก้าวสู่การเป็นกระทรวงเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ เนื่องจากมองว่ากระทรวงการท่องเที่ยวฯเป็นหน่วยงานที่มีองค์ประกอบของภาคธุรกิจบริการทั้งท่องเที่ยวและกีฬาที่ครบถ้วน สามารถขับเคลื่อนการบริหารจัดการโดยหน่วยงานของกระทรวง

ได้เอง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าที่ชัดเจนทั้ง demand side (กลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ) และ supply side (ผู้ประกอบการ/สถานประกอบการ) โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ และเพิ่มมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้สูงขึ้น

“นกแอร์” ขยับหนีสงครามราคา

นับเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกรอบสำหรับสายการบิน “นกแอร์” เพราะนอกจากได้ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอคนใหม่ที่ชื่อ “วุฒิภูมิ จุฬางกูร”ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของตระกูล “จุฬางกูร” เข้ามานั่งบริหารงานตั้งแต่ 14 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมาแล้ว สายการบินแห่งนี้ยังปรับโพซิชั่นใหม่ พร้อมนโยบายใหม่ เพื่อก้าวข้ามตัวเลข “ขาดทุน” อีกครั้ง

โดยหลังจากเข้ามานั่งบริหารในฐานะซีอีโอ “วุฒิภูมิ” ได้ประกาศยกระดับการให้บริการและปรับภาพลักษณ์ของนกแอร์ จาก “โลว์คอสต์ แอร์ไลน์” สู่สายการบิน “พรีเมี่ยม บัดเจต แอร์ไลน์” เพื่อสร้างรายได้ต่อที่นั่งและรายได้เสริมที่เพิ่มขึ้น

หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากการขายที่นั่งแบบนกซูเปอร์ซีต (Nok super seat) หรือขายแบบที่นั่งเว้นที่นั่ง จึงเล็งเห็นถึงดีมานด์ของผู้โดยสารที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น

พร้อมทั้งเตรียมเพิ่มที่นั่งผู้โดยสารในกลุ่มชั้นพรีเมี่ยมและชั้นธุรกิจเพิ่มเป็น 20% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมดในเที่ยวบิน และมุ่งเจาะตลาดดึงผู้โดยสารจากชั้นประหยัดขึ้นมาบินในชั้นพรีเมี่ยม เพื่อขยับรายได้จากตั๋วโดยสาร ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มเห็นภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 นี้

สำหรับแผนการเปิดเส้นทางบินใหม่นั้น “วุฒิภูมิ” ให้ข้อมูลว่า ในปี 2562 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ นกแอร์ได้เปิดเส้นทางใหม่สู่เมืองรองของจีนหลายเมือง อาทิ เมืองอู๋ซี เมืองอี๋อู๋ หรือเมืองกูวาฮาติ ประเทศอินเดีย และเส้นทางสู่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น โดยในจีนและอินเดียจะเป็นลักษณะของการขายเหมาให้กับเอเย่นต์ ส่วนในญี่ปุ่นเป็นไฟลต์ที่นกแอร์ขายเองทั้งหมด

และในปี 2563 นี้ “นกแอร์” ยังคงมุ่งเป้าไปที่การขยายเส้นทางใน 3 ประเทศดังกล่าวนี้เป็นหลัก อาทิ เส้นทางสู่เมืองโอกินาวา เมืองทากาชิมา ประเทศญี่ปุ่น และเมืองวิสาขปัตนัม ประเทศอินเดีย ส่วนในเส้นทางจีน มีแผนที่จะเพิ่มจุดหมายปลายทางในไทยให้กับเส้นทางหนานหนิงสู่เชียงใหม่และภูเก็ต รวมถึงอยู่ระหว่างศึกษาเส้นทางใหม่อีกกว่า 20 เมือง โดยคาดว่าการขยายเส้นทางระหว่างประเทศจะทำให้สัดส่วนเส้นทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 20% ไปเป็น 30% จากเส้นทางทั้งหมด

นอกจากนี้ “วุฒิภูมิ” ยังเตรียมแผนผนึกกำลังสายการบินนกแอร์ เข้ากับอีก 3 อุตสาหกรรมหลัก และธุรกิจอื่น ๆ ที่ครอบครัว “จุฬางกูร” ถือหุ้นอยู่ด้วย อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ การเงิน และอสังหาฯ เพื่อมองหาโอกาสยกระดับการให้บริการของนกแอร์ในอนาคต

คิง เพาเวอร์ กวาดสัมปทานดิวตี้ฟรี

จากที่บริษัท ท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ดำเนินการเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอการดำเนินงานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) และพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยการประมูลโครงการดิวตี้ฟรี และพื้นที่เชิงพาณิชย์สนามบินสุวรรณภูมิครั้งนี้ ทอท.เปิดให้เอกชนผู้ชนะการคัดเลือกเข้ารับสัญญาสัมปทานครั้งใหม่ ระหว่างวันที่ 27 กันยายน 2563-23 มีนาคม 2574 รวมระยะเวลา 10 ปี 6 เดือน

โดยแบ่งเป็น 2 สัญญา ประกอบด้วย 1.สิทธิบริหารพื้นที่จำหน่ายสินค้าปลอดภาษีอากร (ดิวตี้ฟรี) สุวรรณภูมิ สัญญานี้มีเอกชนซื้อซองทีโออาร์ 5 ราย คือ 1.คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี 2.การบินกรุงเทพร่วมกับกลุ่มล็อตเต้ 3.รอยัล ออคิด เชอราตัน (ประเทศไทย) ร่วมกับเอ็มไพร์ เอเชีย กรุ๊ป และWDFG UK ผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีจากอังกฤษ 4.กลุ่มสรรพสินค้าเซ็นทรัล และ 5.ไมเนอร์ฯและสัญญาที่ 2 สิทธิบริหารจัดการพื้นที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ (commercialarea) สนามบินสุวรรณภูมิ มีเอกชนซื้อซองทีโออาร์ 4 ราย คือ คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ, เซ็นทรัลพัฒนา, ไมเนอร์ฯ และเดอะมอลล์ กรุ๊ป

จากการดำเนินการคัดเลือกพบว่า กลุ่มบริษัท “คิง เพาเวอร์” ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเดิมชนะการคัดเลือกทั้งหมด โดยสัญญาบริหารพื้นที่ดิวตี้ฟรี สุวรรณภูมิ เสนอผลตอบแทนปีละ 15,419 ล้านบาท ขณะที่สัญญาบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เสนอผลตอบแทนปีละ 5,798 ล้านบาท

ส่วนสัญญาบริหารดิวตี้ฟรี ท่าอากาศยานภูเก็ต, เชียงใหม่ และหาดใหญ่ เสนอค่าผลประโยชน์ตอบแทนปีละ 2,331 ล้านบาท เรียกว่าทั้ง 3 สัญญา กลุ่ม “คิง เพาเวอร์” ชนะขาดทิ้งคู่แข่งชนิดไม่เห็นฝุ่นในทุกด้าน งานนี้ทำให้ ทอท.ในฐานะเจ้าของสัมปทานสามารถปิดโปรเจ็กต์ได้แบบสวยงาม ไร้ข้อกังขาในทุก ๆ ประเด็น

รวมถึงสัญญาสัมปทานบริหารพื้นที่ดิวตี้ฟรีท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะเวลา 10 ปี 6 เดือน ที่เพิ่งประกาศผลไปเมื่อ 23 ธันวาคมนี้ “คิง เพาเวอร์” ก็คว้ามาได้เช่นกัน โดยเสนอผลต่อแทนขั้นต่ำปีแรกที่ 1,500 ล้านบาท…

ทอท. จ่อฮุบ 4 สนามบินภูมิภาค

เพื่อเป็นการตอบโจทย์ด้านการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (aviation hub)คณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จึงมีมติเห็นชอบบทบาทของ ทอท.ในการเพิ่มศักยภาพโครงข่ายระบบท่าอากาศยาน และให้ ทอท.จัดทำแผนดำเนินงานและช่วงเวลาที่จะเข้าบริหารท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป

จากการศึกษา ทอท.ได้เล็งเห็นโอกาสและศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศของประเทศไทยในภาพรวม ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบท่าอากาศยาน (airport system) และการดำเนินธุรกิจในรูปแบบคลัสเตอร์ด้านการขนส่งทางอากาศ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพภาคการขนส่งของประเทศในภาพรวม

โดยที่ผ่านมา ทอท.ได้จัดทำรายละเอียดแผนการเข้ารับบริหารงานท่าอากาศยานภูมิภาค 4 สนามบิน โดยมีการเปลี่ยนแปลงท่าอากาศยานจากอุดรธานี สกลนคร ตาก และชุมพร ที่ ทอท.เคยเสนอไปเบื้องต้น ก่อนจะได้รับคำสั่งจาก นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขณะยังดำรงตำแหน่งว่า ให้นำกลับมาทบทวนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

ทั้งนี้ หลังการพิจารณาถึงยุทธศาสตร์กระจายห้วงอากาศและภาคพื้นดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ทอท.จึงได้เสนอท่าอากาศยานใหม่ ประกอบด้วย อุดรธานี บุรีรัมย์ ตาก และกระบี่ ซึ่งคณะกรรมการจะจัดทำแผนเพื่อเสนอต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อทำการพิจารณาต่อไป

คลอด พ.ร.บ.ท่องเที่ยวใหม่

ประเทศไทยได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.นโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง 2562 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา

โดยรายละเอียดใน พ.ร.บ.ที่สำคัญ คือ เปลี่ยนจากกฎกระทรวงเป็นประกาศกระทรวง เพื่อให้การจัดทำเขตพัฒนาการท่องเที่ยว หรือคลัสเตอร์ท่องเที่ยว ทำได้คล่องตัวมากขึ้น เพราะไม่ต้องเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)

พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้รัฐสามารถจัดเก็บเงินค่าประกันภัยและประกันชีวิตจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย และนำมาบริหารรูปแบบกองทุน และมีคณะกรรมการบริหารอย่างชัดเจน

โดยมีวัตถุประสงค์หลักของการจัดเก็บแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วย

1.นำไปจ่ายเป็นค่าประกันภัยและประกันชีวิตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหากเกิดอุบัติเหตุหรือไม่สบายระหว่างเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในประเทศไทย และ 2.นำไปพัฒนา ฟื้นฟู และปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมจากการเข้ามาของนักท่องเที่ยว เพื่อรักษาความสมดุลของแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน

นอกจากนี้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ยังได้แก้ไขนิยามคำว่า “การท่องเที่ยว” ให้ครอบคลุมคำสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม อาทิ การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล การลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างความเป็นธรรมต่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยทางการท่องเที่ยว รวมถึงประเด็นการมุ่งสู่ความยั่งยืนของการท่องเที่ยวด้วย

“บาทแข็ง” หนุนคนไทยเที่ยวนอก

สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (Thai Travel Agents Association : TTAA) ได้คาดการณ์ตลาดเอาต์บาวนด์ (นักท่องเที่ยวขาออก) สำหรับปี 2562 นี้ว่าจะมีจำนวนคนไทยเดินทางออกไปเที่ยวต่างประเทศถึงประมาณ 10.8-11 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายประมาณ 330,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 10 ล้านคน ในปี 2561 ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในปัจจัยบวกสำคัญสำหรับปี 2562 นี้ คือ เงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทนำเที่ยวเอาต์บาวนด์และนักท่องเที่ยวมีต้นทุนที่ถูกลง

จากแนวโน้มดังกล่าวนี้ ทำให้บริษัทนำเที่ยวเอาต์บาวนด์เร่งทำการตลาดและแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันราคาอย่างหนัก รวมถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป ทำให้วอลุ่มการขายเริ่มลดลง เมื่อขายไม่หมด โฮลเซลก็ปล่อยราคา “โปรไฟไหม้” ออกมาเร่งปิดยอด ส่งผลให้รายได้ไม่เป็นไปตามเป้าและนำไปสู่การขาดสภาพคล่องและทยอยปิดตัวกันไปในที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...