โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มาม่า: ย้อนเส้นทาง 50 ปี ธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทย สำรวจยอดขายในวิกฤตโควิด

Khaosod

อัพเดต 25 ก.ค. 2564 เวลา 07.38 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2564 เวลา 07.38 น.

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตู้กับข้าวของคนไทย ในฐานะอาหารจานด่วน ราคาย่อมเยา มานานราวครึ่งศตวรรษ

การพัฒนาในธุรกิจนี้ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะกลุ่มคนรากหญ้าที่ต้องพึ่งพาสิ่งนี้ในยามยาก จนหลายคนเข้าใจว่า นี่คือหนึ่งใน "ดัชนีวัดเศรษฐกิจ"

บ่อยครั้งที่สื่อเศรษฐกิจ-ธุรกิจรายงานอ้างอิงถึงยอดขายของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่ออธิบายให้เห็นถึงภาวะสังคม ผ่านวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจด้วยการสะท้อนผ่านการบริโภคอาหารประเภท เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ ผู้บริโภคบางส่วนหันมารัดเข็มขัดจึงเลือกรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากขึ้น ดันยอดขายให้สินค้ากลุ่มนี้เติบโตสวนกระแส

แต่ ผู้บริหารของบริษัทผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่และบริษัทวิจัยการตลาดต่างยืนยันว่า "อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง" ที่นำยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาสะท้อนภาวะเศรษฐกิจ บีบีซีไทยพาไปหาคำตอบ

เรียกติดปากว่า "มาม่า" แต่ไม่ใช่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อแรกในไทย

บอกที่มาข้อมูลหน่อยไหม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเริ่มเป็นที่รู้จักของคนไทย ในฐานะอาหารรูปแบบใหม่เก็บได้หาซื้อง่ายราคาไม่แพง ครั้งแรกราวปี 2514 โดยยี่ห้อแรกคือ "ซันวา" ซึ่งมีต้นแบบมาจากบะหมี่ญี่ปุนที่โด่งดังในขณะนั้นที่มีจุดขายคือ "ฉีกซองแล้วต้มก็รับประทานได้"

ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมทางอาหารของบะหมี่ของไต้หวันในลักษณะ "ฉีกซองแล้วชงด้วยน้ำร้อน 3 นาทีก่อนรับประทาน" ก็ทำให้บริษัท วันไทยอุตสาหกรรมการอาหาร จำกัด เริ่มผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดนี้ขึ้นเป็นรายแรกของไทยเมื่อปี 2514 เช่นกันภายใต้ยี่ห้อ "ยำยำ" ก่อนที่จะเข้าร่วมทุนกับกลุ่มบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ ของญี่ปุ่นในปีถัดมา

ความคึกคักของตลาดนี้ดึงดูดผู้เล่นรายใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ "ไวไว" ของบริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด วางขายเมื่อปี 2515 ตามมาด้วย "มาม่า" ที่ผลิตโดยบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) และจัดจำหน่ายโดยบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ในปี 2516

แม้มาทีหลัง แต่มาม่ากลับสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วจนทำให้แบรนด์นี้ กลายเป็นคำติดปาก เป็นชื่อทั่วไป (generic name) แทนการเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปแล้วจนถึงปัจจุบันนี้

"การที่มาม่าได้นำเสนอความอร่อยในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประสบการณ์ความอร่อยที่ติดตรึงอยู่ในใจของลูกค้าและยึดโยงเข้ากับองค์ประกอบของแบรนด์มาม่า คือสิ่งที่ทำให้มาม่าแตกต่างจากคนอื่น" เพชร พะเนียงเวทย์ กรรมการบริษัทและผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาด บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บอกกับบีบีซีไทย

ทำไมยอดขายมาม่า เป็น "ดัชนีวัดเศรษฐกิจ" ไม่ได้

บ่อยครั้งที่ผู้บริหารของผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกถามถึงยอดขาย โดยหวังว่าจะใช้เป็นตัวเลขอ้างอิงเพื่อสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

ผู้บริหารของสหพัฒนพิบูลตอบสื่อมวลชนหลายครั้งว่า ยอดขายมาม่าไม่ใช่ดัชนีผกผันทางเศรษฐกิจอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน และ บริษัท คันทาร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทวิจัยการตลาดก็ชี้ว่า ดัชนียอดขายของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงเพื่อสะท้อนภาวะเศรษฐกิจภาพรวมได้

"หลายคนมักนำยอดขายของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาสะท้อนสภาวะทางเศรษฐกิจ แล้วมักจะคิดว่าเพราะผู้บริโภคมีรายได้ลดลงหรือเศรษฐกิจฝืดเคืองเลยทำให้ยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโตขึ้น แต่ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ทั้งหมด" ชีวานนท์ ปิยะพิทักษ์สกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทคันทาร์ จำกัด ประจำประเทศไทยและมาเลเซียบอกบีบีซีไทย

ผู้บริหารบริษัทวิจัยการตลาดรายนี้อธิบายเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายในการบริโภคอาหารที่ทำให้ตัวเองอิ่มท้อง ทั้งอาหารสำเร็จรูปและอาหารพร้อมรับประทาน ในราคาที่ใกล้เคียงกัน

ข้อมูลของคันทาร์ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2561 ช่วงก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 ยอดขายของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทยนั้นทรงตัว และเพิ่งพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดช่วงมี.ค.-พ.ค. 2563 อย่างมีนัยสำคัญ

คำถามคือยอดขายที่พุ่งขึ้นในช่วงนี้มาจากสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองหรือไม่ คำตอบคือไม่ ยอดขายที่พุ่งขึ้นนี้มาจากพฤติกรรม "stockpiling" หรือการที่ผู้บริโภคซื้อตุนของกินของใช้ช่วงเริ่มต้นของการระบาดของโควิด-19

หากลงลึกไปอีก ดูว่าผู้บริโภคกลุ่มไหนที่ดันยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้โตช่วงนั้น กลับกลายเป็นผู้บริโภคกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางถึงสูงในเขตเมือง ตรงกันข้ามกับผู้บริโภคโภคในที่มีรายได้ต่ำในพื้นที่ชนบทแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ต่อมาในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 ยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเริ่มตกลงมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 และค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ในเดือนต.ค. ส่วนหนึ่งมาจากโครงการเงินอุดหนุนจากทางภาครัฐที่ผู้บริโภคนำไปจับจ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค

"ดังนั้นการนำยอดขายของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาสะท้อนภาวะเศรษฐกิจอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะยอดขายเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ได้ เช่น การส่งเสริมการตลาดของแบรนด์ต่างๆ การแพร่ระบาดของไวรัสทำให้เกิดพฤติกรรม 'panic buying' หรือ การกักตุนสินค้า และการได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการของทางภาครัฐทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้า ไม่ใช่แค่เพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแต่ส่งผลต่อทั้งตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค" ชีวานนท์กล่าว

ตลาดยังโตแบบ "ทรงตัว"

จากข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกสำหรับตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในไทยต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2542 คันทาร์ประเมินว่า แนวโน้มในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ในช่วง "stagnant" หรือทรงตัว เพราะผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี พวกเขาคำนึงถึงและให้ความสำคัญสิ่งที่กำลังบริโภคมาตั้งแต่ก่อนเกิดโรคระบาด แต่การระบาดของโควิด-19 ก็ได้เข้ามาเป็นตัวเสริมเร่งทำให้ผู้บริโภคพัฒนาความปรารถนาไปสู่ระดับสุขภาพแบบองค์รวม

"การล็อกดาวน์และการอยู่บ้านทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค สินค้ากลุ่มอาหารได้รับผลกระทบเชิงบวกเป็นอย่างมาก แต่โจทย์ใหญ่สำหรับแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคือจะทำอย่างไรให้สินค้าของตนสอดคล้องกับความต้องการทางด้านสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคมองว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารที่ให้คุณประโยชน์ทางโภชนาการน้อย" ชีวานนท์กล่าว

แบรนด์ที่ครองใจคนไทย

ข้อมูลจากคันทาร์ ระบุว่า "มาม่า" คือ แบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคมากที่สุดในตลาดกลุ่มอาหารสำเร็จรูปและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทย เมื่อปี 2563 สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้สูงถึง 170 ล้านครั้ง และเป็นอันดับ 2 จากสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด และกล่าวได้ว่า 8 ใน 10 ของครัวเรือนซื้อผลิตภัณฑ์มาม่าเพื่อบริโภค และมีการซื้อเฉลี่ย 8 ครั้งต่อปี หากเทียบกับปี 2562 แต่ว่าอัตราการเติบโตไม่สูงขึ้นและไม่ลดลงแต่อย่างใด

อันดับที่สองคือ "ไวไว" สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ 64 ล้านครั้ง หากเทียบกับปี 2562 ลดลง 1% ของอัตราการเข้าถึงผู้บริโภค ส่วนอันดับสามคือ "ยำยำ" สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้สูงถึง 59 ล้านครั้ง ลดลง 4% จากปี 2562

"แม้มีแบรนด์ใหม่เข้ามาหลายเจ้า ในช่วงการระบาดของโควิด แต่ แทบจะไม่ได้ส่งผลใด ๆ กับแบรนด์เจ้าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผู้บริโภคยังคงจับจ่ายเหมือนเดิมด้วยความคุ้นชินกับแบรนด์และเป็นสินค้าที่เน้นความสะดวกสบาย"

ชีวานนท์วิเคราะห์จากภาพรวมดังกล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้ามา หรือแม้กระทั้งการแพร่ระบาดโควิด-19 แทบจะไม่ได้ส่งผลใด ๆ กับแบรนด์เจ้าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผู้บริโภคยังคงจับจ่ายเหมือนเดิมด้วยความคุ้นชินกับแบรนด์และเป็นสินค้าที่เน้นความสะดวกสบาย

นีลเส็น (ประเทศไทย) บริษัทวิจัยตลาดประเมินมูลค่ารวมของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศปี 2563 อยู่ที่ 16,223 ล้านบาทหดตัว 1.8% แต่โตช้ากว่าเมื่อปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 5%

"บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะยังครองใจคนไทยไปอีกนาน ตราบที่บริษัทผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป"

……………

ข่าวBBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...