โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสมีสายลับอยู่ในป้อมพระจุลฯ หรืออย่างไร ได้แปลนป้อมไทยจากไหน?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ก.ค. 2566 เวลา 02.55 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2566 เวลา 01.00 น.
เรือรบฝรั่งเศสสามลำจอดทอดสมอคุมเชิงอยู่ด้านหน้าสถานทูตฝรั่งเศส ในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112

จากการศึกษาตามบันทึกและปูมเรือของฝรั่งเศสในช่วงก่อนการเข้าตีฝ่าปากน้ำเจ้าพระยานั้น จะพบข้อมูลที่เรือลูแตงของฝรั่งเศสได้พยายามมาจอดบริเวณปากน้ำ หลังจากเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม และไม่ยอมถอนออกไปตามกำหนดวันที่ 21 มีนาคม รวมทั้งยังแอบสังเกตการณ์ในวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทางชลมารค และขึ้นตรวจการก่อสร้างที่ ป้อมพระจุลฯ ในวันที่ 10 เมษายน ร.ศ. 112 อย่างใกล้ชิด และยังติดตามดูการเสด็จตรวจป้อมผีเสื้อสมุทรด้วย

ที่น่าสังเกตก็คือ ในเที่ยวเรือนี้ เรือลูแตงได้นำผู้บัญชาการสถานีทหารเรือไซ่ง่อนเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ด้วย จนหลังการเสด็จตรวจป้อมเมื่อวันที่ 10 เมษายนแล้ว วันที่ 11 เมษายน เรือโคแมตที่ฝ่ายสยามไม่ยอมให้ขึ้นไปจอดที่กรุงเทพฯ (เพราะเรือลูแตงยังไม่ถอนออกไป) จึงได้จอดรออยู่ที่สมุทรปราการ และรับ ผบ. สถานีทหารเรือไซ่ง่อนถ่ายลำจากเรือลูแตงกลับไปด้วย ซึ่งน่าจะเป็นที่เข้าใจว่านายทหารระดับบัญชาการท่านนี้ได้มาหาข่าวและเตรียมการที่บุกไว้ก่อนที่จะกลับไปกำหนดแผนบุกในขั้นรายละเอียด (มีการตรวจดูพื้นที่เกาะเสม็ดและบริเวณใกล้เคียง ในระหว่างการเดินเรือช่วงเดือนมีนาคม-กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ด้วย)

การพยายามบันทึกที่หมายทางเรือ และตำแหน่งเสาธงของป้อมผีเสื้อสมุทร ที่ได้มีการก่อสร้างปรับปรุงเพื่อเตรียมการติดตั้งปืนเสือหมอบแบบเดียวกับของป้อมพระจุลฯ ในขณะวิ่งเรือผ่าน พร้อมรายละเอียดข้อมูลต่างๆ (เรือเอกลุยส์ ฟูร์เน่ต์ (Louis du Fournet)-ผบ. เรือโคแมต) รวมทั้งข้าศึกยังได้วัดระดับน้ำ ซึ่งย่อมจะสามารถเก็บเป็นข้อมูล และคำนวณจากวันข้างขึ้นข้างแรมทำนายระดับน้ำ และเวลาน้ำขึ้นสูงสุด [1] ก่อนค่ำ ก็นับเป็นการเตรียมการและหาข่าวตามหลักการรบที่ข้าศึกได้ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ตามความเชี่ยวชาญของข้าศึก ซึ่งได้ทำการรบและทำสงครามทางเรือมาแต่ยุคเรือใบอย่างเชี่ยวชาญ

ยกตัวอย่างในอดีตก็เช่น นโปเลียนทำสงครามกับอังกฤษในปี ค.ศ. 1805 (พ.ศ. 2348) โดยมีการทำสงครามทางเรือเป็นตัวชี้ขาด กับนายพลเรือเนลสันในสงครามทราฟัลการ์ จนถึงในยุคเรือกลไฟ ซึ่งจะดูได้จากที่ฝรั่งเศสมีตำราสงครามทางเรือของนายพลเรือชื่อดาร์ริเอิส (Darrieus) อันเป็นที่ยอมรับกันว่ามีความลึกซึ้ง เช่นเดียวกับตำราของมาฮาน (Mahan) นักยุทธศาสตร์ทางเรือชาวอเมริกัน และของโคลอมบ์ (P.H. Colomb) ชาวอังกฤษ

ผิดกับชาวสยามซึ่งเพิ่งจะเริ่มสร้างกองเรือกลไฟขึ้นมาได้ไม่กี่ลำ และไม่เคยทำสงครามทางเรือในลักษณะดังกล่าวเลย ทั้งยังต้องจ้างคนเรือที่เป็นทั้งอาสามอญ อาสาจาม โดยมีฝรั่งเป็นผู้บังคับการเรือ

ข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งก็คือ การที่ฝ่ายสยามได้ห้ามเรือโคแมต ไม่ให้ขึ้นไปกรุงเทพฯ และเรือฝรั่งเศสยอมจอดคอยอยู่ปากน้ำ โดยรอรับนายทหารผู้ใหญ่อยู่ได้ ทว่าในเย็นวันที่ 13 กรกฎาคม เรือโคแมตที่ตามมากับเรือสลุบแองกองสตังค์ กลับไม่ฟังคำห้ามปรามของฝ่ายสยาม และอ้างอย่างไร้เดียงสาว่า ไม่รู้ว่าฝ่ายสยามไม่ให้ขึ้นไปนั้น เป็นข้ออ้างที่ไร้สติสิ้นดี [2]

ความพยายามนำเรือฝ่าเข้าปากน้ำทั้งที่ป้อมยิงกระสุนปืนออกไปนั้น ยืนยันแผนการบุกรุกสยามโดยเจตนา อย่างไม่อาจอ้างเหตุผลใดๆ ได้เลย โดยเฉพาะจากบันทึกของผู้บังคับการเรือโคแมต ในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ที่บันทึกไว้ว่า (จัดย่อหน้าใหม่โดย กอง บก. ออนไลน์)

“เรือแองคองสตังต์ได้มาถึงในขณะที่ทหารประจำเรือของเรากลับจากการฝึกทหารราบบนหาดชายฝั่ง…เรือลำนี้จะนำเราเดินทางไปกรุงเทพฯ…เราไม่ควรจะให้เสียเวลาไปแม้แต่น้อย เพราะมีเวลาเพียงพรุ่งนี้ตอนเย็นเวลาเดียวเท่านั้นที่จะมีระดับน้ำสูงพอที่จะให้เรือแองคองสตังต์ซึ่งกินน้ำลึก 4.20 เมตร ผ่านสันดอนเข้าไปได้…ถึงกระนั้นก็เห็นสมควรที่จะต้องให้เรือนี้เบาขึ้นกว่านี้อีก

“เรือโคแมตจึงได้เข้าเทียบรับถ่านมาเสีย 20 ตัน เสร็จจากการขนถ่านแล้ว ผู้บังคับการเรือทั้ง 2 ลำ ก็ร่วมกันอ่านโอวาทของผู้บัญชาการกองเรือภาคตะวันออกไกล…รัฐบาลมีความประสงค์จะบีบบังคับประเทศไทยในทางจิตใจเพื่อให้ได้รับความพอใจในเหตุการณ์ทางชายแดนที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เราจะต้องเดินทางไปจอดที่สมุทรปราการ ในวันพรุ่งนี้ตอนเย็น โดยอาศัยสิทธิของเราที่มีอยู่ในสนธิสัญญา เมื่อได้ทำความตกลงกับ ม. ปาวี ราชทูตฝรั่งเศสประจำราชสำนักกรุงเทพฯ แล้ว เราก็จะได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในเย็นวันเดียวกันนั้น

“รุ่งขึ้นวันที่ 14 กรกฎาคม เราจะได้อยู่ใกล้ๆ กับเรือลูแตง ซึ่งจอดหน้าสถานทูตฝรั่งเศส และจะได้ชักธงราวแต่งเรือในวันชาติ การปรากฏตัวของเรือเราทั้ง 3 ลำในน่านน้ำกรุงเทพฯ รวมทั้งเรือฟอร์แฟต์ (Forfait) ซึ่งจะตามมาภายหลังและจะอยู่ที่นอกสันดอนเพราะกินน้ำลึก”

จากข้อความตามบันทึก ย่อมบ่งบอกได้ถึงการเตรียมการหาข่าวและวัดระดับน้ำ จนสามารถกะเกณฑ์การบรรทุกและถ่ายเทถ่านหินจากเรือสลุบแองกองสตังค์ เพื่อให้แน่ใจว่าจะผ่านสันดอนและร่องน้ำได้ รวมทั้งโอวาทยุทธ์ของผู้บัญชาการกองเรือภาคตะวันออกไกลของฝรั่งเศส (ตั้ง บ.ก. อยู่ไซ่ง่อน) นั้น ได้กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายไว้ชัดเจนว่า ต้องตีฝ่าปากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเข้าไปร่วมขบวนเรือลูแตงที่จอดอยู่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสให้ได้ เพื่อกดดันและบีบบังคับฝ่ายสยาม โดยถือเอาฤกษ์วันชาติฝรั่งเศสในวันรุ่งขึ้น เป็นการเรียกขวัญกำลังใจและให้เกิดความฮึกเหิม

การแสร้งอ้างสิทธิตามสนธิสัญญา (แต่ยอมไม่ส่งเรือขึ้นไปในเที่ยววันที่ 14 มีนาคม) และการกล่าวหาสยามว่าระดมยิง (ทั้งที่ได้ห้ามปราม และยิงเตือนหลายครั้ง) โดยไม่มีเหตุผลนั้น จึงเป็นข้ออ้างอย่างสุนัขป่าจะหาเรื่องโดยแท้ เพราะคำสั่งและภารกิจได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งแล้วนั่นเอง โดยยังได้เตรียมการแก้ไขสถานการณ์ หากเรือแองกองสตังค์ติดตื้น [3] (อาจเกิดได้ถ้าเรือนำร่องถูกสกัดเร็วกว่านี้ และเรือเดินไม่ถูกร่องน้ำ ก่อนผ่านปากน้ำ-ผู้เขียน) ก็จะให้เรือโคแมตเดินขึ้นไปสนธิกำลังกับเรือลูแตงในกรุงเทพฯ (และให้เรืออื่นมาช่วยถ่ายสิ่งของ) และแผน 2 ก็คือ การเตรียมเรือฟอร์แฟต์ (Forfait) ที่กินน้ำลึกกว่า ให้ตามมาภายหลัง รวมทั้งเรือตริอองฟังต์ ซึ่งเป็นเรือลาดตระเวนหุ้มเกราะ (เป็นเรือธงของพลเรือตรีฮูมานน์ ผบ. กองเรือฯ ด้วย) พร้อมที่จะมาร่วมระดมยิงต่อสู้กับ ป้อมพระจุลฯ ด้วย

แต่ผลจากการสู้รบในเย็นวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ทำให้กองเรือฝรั่งเศสไม่กล้าลงมือปฏิบัติการด้านปากแม่น้ำเจ้าพระยาอีกเลย น่าจะเป็นเพราะขยาดหรือรู้ว่าปืนป้อมพระจุลฯ สามารถทำการยิงอย่างได้ผล และมีหลักฐานที่นักประวัติศาสตร์บางท่านเห็นว่าฝรั่งเศสในขณะนั้น ได้เตรียมการศึกษาภูมิประเทศ และหาข่าว ถึงขนาดที่จะบุกรุกในขั้นครอบครองสยามทั้งประเทศ โดยเฉพาะข้อมูลการสำรวจลำน้ำเจ้าพระยา และปากแม่น้ำสายอื่นๆ เช่น แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำท่าจีน ซึ่งท่าน พล.ร.อ.วรงค์ ส่งเจริญ ร.น. อดีตผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ และผู้ช่วยทูตทหารเรือไทย ประจำกรุงปารีส ได้รับจากเพื่อนชาวฝรั่งเศส ซึ่งเคยอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในปารีส

โดยเฉพาะการสเก๊ตช์แปลนของป้อมพระจุลจอมเกล้า ที่ได้มีการพยายามเขียนถึงช่องทางเดินเชื่อมกันระหว่างหลุมปืน 2 กระบอก ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการสำรวจและวัดขนาดทางเดินและทางเชื่อมต่างๆ ที่ชมรมเพื่อนทหารเรือทำ จะมีผิดพลาดไปก็คือ หลังหลุมปืนกระบอกที่ 1 และหลุมปืนกระบอกที่ 7 ที่ข้อมูลฝรั่งเศสไม่ได้ระบุถึงหลุมที่ติดตั้งกล้องเล็งและวัดระยะเป้า เพื่อสั่งการเล็งยิงปืนที่มีอยู่ 2 แห่ง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าหลุมปืนกว่าครึ่ง (หลุมปืนมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 7.60 เมตร ส่วนหลุมกล้องเล็งมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 3.55 เมตร)

เมื่อวัดสำรวจระยะขนาดต่างๆ สามารถสรุปได้ว่าการกำหนดขนาดและก่อสร้างตามหน่วยวัดอังกฤษ (เป็นหลา, ฟุต, นิ้ว) ลงตัวทั้งสิ้น พร้อมกับทางเชื่อมที่จะเดินไปสู่หลุมที่ติดตั้งกล้องวัดระยะนี้ จะต้องเข้า-ออกทางหลุมปืนที่ 1 และที่ 7 มิฉะนั้นก็ต้องปีนเข้า-ออกทางกำแพง หลุมกล้องวัดระยะนี้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อาจเป็นข้อสงสัยว่าแบบแปลนของป้อมจะไปอยู่ในมือข้าศึกได้อย่างไร ซึ่งถ้าได้มองถึงการสเก๊ตช์ภาพแล้ว ไม่มีรายละเอียดการบอกขนาด รวมทั้งข้อมูลสำคัญ ถึงทางเดินเชื่อมไปยังหลุมเครื่องวัดระยะ หรือที่ควบคุมการเล็งยิงนี้ ซึ่งมีความสำคัญมาก (รวมถึงรายละเอียดของโครงสร้างทางด้านตะวันตกของป้อม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีโครงสร้างที่มีรายละเอียดข้อมูลของอุปกรณ์ทางเครื่องกล และเครื่องต้นกำลังขับอย่างสำคัญ ที่ทำให้ปืนสามารถยกตัวขึ้นทำการยิงอย่างต่อเนื่อง) ย่อมพอจะบอกได้ว่าแปลนนี้ ไม่น่าจะเป็นข้อมูลทางการจากฝ่ายสยามหรือข้อมูลการก่อสร้างที่แท้จริง

แต่น่าจะมาจากผู้ที่เข้า-ออก หรือคนทำงานในการสร้างป้อมพระจุลฯ ซึ่งในระหว่างการเร่งงานก่อสร้างนั้นมีบันทึกของเจ้านายผู้ควบคุมการก่อสร้าง ปรารภไว้ว่า เมื่อได้ว่าจ้างกุลีชาวจีนเข้าทำงานราว 200 คน แต่เมื่อทำงานไปวันหนึ่ง รุ่งเช้า กุลีใหม่นี้หนีงานไป คงเหลือเพียงราว 80 คน [4] ซึ่งก็คงเนื่องจากทนยุงกัดไม่ไหว เพราะยุงป่าจาก ตัวโตเกือบเท่าแมลงวัน จึงต้องเร่งหาคนงานอื่นๆ เข้าทดแทน ซึ่งก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าต้องมีกุลี คนงานชาติต่างๆ หมุนเวียนเข้าทำงานมากมาย กว่าการก่อสร้างจะเกือบแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม หรือช่วง 3 เดือนเศษที่เร่งการก่อสร้างโดยใช้จ่ายเงินพระคลังข้างที่

ดังนั้นหากจะหาข่าวเพียงภาพสเก๊ตช์ดังกล่าวย่อมจะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะข้าศึกสามารถใช้ให้คนที่สามารถสื่อสารภาษาฝรั่งได้ และให้ไปพูดคุยสอบถามจากคนงานที่ไปรับจ้างทำงานในป้อมว่ารู้อะไรและเห็นอะไรมา ก็จะพอสามารถสเก๊ตช์ภาพแปลนของป้อมได้ แต่หากสามารถมีไส้ศึกหรือสายลับอย่างเป็นทางการนั้นก็จะสามารถทำให้ปืนหมดอานุภาพหรือไม่สามารถทำการยิงต่อเนื่องได้

จึงพออนุมานได้ว่า ข้าศึกได้แบบแปลนป้อมจากการหาข่าว แล้วนำไปสเก๊ตช์ประกอบกับการตรวจการณ์จากหอสูงบนเรือในขณะแอบมาสังเกตการณ์และหาข่าวการก่อสร้างป้อมนั่นเอง

หากจะแปลเจตนาต่อไป ข้าศึกคงไม่ต้องการรายละเอียดถึงขนาดจะเข้ายึดป้อม ซึ่งย่อมจะต้องการแผนที่ที่ตั้งกองทหาร การจัดวางกำลังของทหารรักษาป้อม (ทหารของป้อมจะมีกองกำลัง 2 ส่วน คือ ส่วนที่ทำหน้าที่ยิงปืน และส่วนที่ทำหน้าที่รักษาป้อม ป้องกันการบุกยึด) และทางเดินอย่างละเอียด เช่น ปัจจุบัน หากจะทำการชิงตัวประกันในอาคาร หรือเข้ายึดสถานที่สำคัญบางแห่งก็จะต้องมีการหาข่าวที่ตั้งกองกำลังข้าศึกอย่างชัดเจน และในการยุทธ์นั้น ข้าศึกก็ใช้ปฏิบัติการจี้หัวใจ ตีฝ่าเข้าปากน้ำไปยื่นข้อเรียกร้องและบังคับสยาม กับให้รื้อป้อมใหม่ทั้งสองเสีย เมื่อเห็นท่าไม่ดีก็ถอนกำลังออกไปประกาศปิดปากอ่าวบริเวณสีชัง พร้อมกับและเล็มแถวจันทบุรี-ตราด ที่ได้สำรวจและตรวจการณ์หาข่าวไว้บ้างแล้ว คงเพราะเห็นว่าไม่สามารถจะรุกครอบครองสยามได้ อีกทั้งถ้าจะจี้เข้าพระนครด้วยกำลังทางเรืออีกนั้น คงจะเอาชนะไม่ได้แน่ เพราะป้อมปืนทั้งสองได้สำแดงเดชให้เห็นแล้ว

นับเป็นโชคชะตาของสยาม ที่มิได้อับจนไปเสียหมด หรือในวิกฤตการณ์อันร้ายแรงก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] จากบันทึกปูมเรือฝรั่งเศส โดยเฉพาะเรือลูแตงที่เข้ามาจอดและเคลื่อนเรือไป-มาปากน้ำหลายครั้ง และไม่ยอมถอนเรือออกไป จนเกิดการยุทธ์ที่ปากน้ำ และถอนออกไปพร้อมกัน พร้อมกับยื่นคำขาดกับฝ่ายสยาม และประกาศปิดอ่าวไทยในเวลาต่อมา

[2] บันทึกในหนังสืองานศพ นาวาโทโบรี่ (ผบ. เรือแองกองสตังค์) เพื่อนของเขาได้กล่าวถึงเจตนาอันนี้ไว้ บางทัศนะเห็นเป็นการโยนความรับผิดชอบของ ม. ปาวี, และพลเรือตรีฮูมานน์-กรณีพิพาท ไทย-ฝรั่งเศส ร.ศ. 112. โดย พันตรีพีรพล สงนุ้ย.

[3] บันทึกและปูมเรือ ส่วนหลัง-อ้างแล้ว.

[4] ดูรายงานถวาย พร้อมบัญชีขอเบิกเงินมาใช้ก่อสร้างแต่ละงวด และเรื่องเล่าชาวป้อมที่บันทึกกันไว้

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 สิงหาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...