โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพราะ LGBTQ และมุสลิมไม่ได้มีอัตลักษณ์เดียว : ว่าด้วยศาสนาอิสลามกับการรักเพศเดียวกัน

The MATTER

เผยแพร่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 02.52 น. • seX-ray

อันน่าจะเนื่องมาจากขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อ LGBT สากลเป็นส่วนหนึ่งของ soft power สหรัฐอเมริกา และ Americanization ไม่ว่าจะเป็นหมุดหมายเดือน pride ที่รำลึกการต่อสู้ของเกย์กะเทยนิวยอร์คเกอร์ที่ Stonewall bar ธงสีรุ้งที่ปลิวไสวเป็นสัญลักษณ์ของความหลากหลายทางเพศก็มาจาก อุตสาหกรรมภาพยนตร์และดารา Hollywood เกย์ไอดอลและเพลงเต้นรำที่เปิดในผับบาร์เกย์ถ้าไม่เกาหลีใต้ก็มาจากอเมริกาเหนือ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอเมริกาเองเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์บาดแผลของโลกมุสลิม

ในหลายๆ ทัศนะของมุสลิม westernization คือ westoxication (Gharbzadegi) ที่นักปรัชญาชาวอิหร่านอาเหม็ด ฟาร์ดิด (Ahmad Fardid)  ในยุค 1940 และนักสังคมวิทยามานุษยวิทยา นักวิจารณ์สังคมและการเมืองชาวอิหร่าน Jala Al-i Ahmad ในปี ค.ศ.1962 ได้อธิบายว่า เป็นยาเบื่อหรือยาพิษจากวัฒนธรรมพวกคริสเตียนผิวขาว ที่เข้ามาบ่อนเซาะทำลายโลกมุสลิมให้ตกต่ำ ทั้งวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และประวัติศาสตร์ หลอกลวงให้มุสลิมหย่อนยานทางศีลธรรม ลุ่มหลงในเงินตราตามกระแสทุนนิยมแทน และหันเหออกจากศาสนา ขณะเดียวกันก็เป็นการล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมตะวันตกและต่อมา westoxication ก็ได้เป็นสาระสำคัญของการปฏิวัติอิสลามหรือปฏิวัติอิหร่าน 1978-1979 นำไปสู่ความเคร่งครัดทางศาสนามากขึ้น[1]

ทันทีที่มีการเคลื่อนไหว #สมรสเท่าเทียม และพรบ.คู่ชีวิต (ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันนะ พรบ.คู่ชีวิต เป็นการออกกฎหมายบางฉบับที่ออกมารองรับสิทธิคู่ชีวิตรักเพศเดียวกันเฉพาะบางเรื่องแต่ไม่ยอมรับว่าคู่รักเพศเดียวกันควรมีสิทธิและคุณค่าเท่ากับคู่รักต่างเพศ ย่อมไม่เท่ากับ #สมรสเท่าเทียม ที่มุ่งแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเพศทางกฎหมายที่ต้นตอคือแก้ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448) ชุมชนอิสลามบางแห่งจึงเร่ออกมาแถลงการณ์คัดค้าน ด้วยความหวั่นว่าการที่คู่ชีวิต LGBT ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายจะไปทำลายคุณธรรม จริยธรรม สันติสุขภายในประเทศ เพราะบุคคลเหล่านี้ผิดธรรมชาติและเป็นสิ่งชั่วร้ายที่ต้องป้องกันปราบปราม

มากไปกว่านั้น แถลงการณ์ยังบอกด้วยอีกว่าการยอมรับ

สิทธิคู่ชีวิตคนรักเพศเดียวกันจะนำไปสู่ความไม่เสมอภาคทางสังคมในหลายด้าน

ความไม่ยุติธรรมในระบบกฎหมาย สิทธิของประชาชน ตลอดจนสวัสดิการของรัฐ (ใช่ๆ นางประกาศแบบนี้แหละ งงในงงมากแม่ งงกว่าหมุนตัวรำดี๋ 4-5 รอบอีก)

แถลงการณ์นี้เป็นแต่เพียงความปริวิตกอกสั่นขวัญแขวนของมุสลิมบางกลุ่มว่าคนรักเพศเดียวกันจะมีคุณค่าเสมอคนรักต่างเพศไม่ได้ เพราะจะสร้างความเสื่อมถอยให้กับจารีตทางศาสนามากกว่าประเพณีขลิบอวัยวะเพศในเด็กหญิงและการจับเด็กหญิงเพิ่งมีประจำเดือนมาแต่งงาน ที่กลายเป็นความรุนแรงและการกดขี่ทางเพศสำหรับสามัญสำนึกปัจจุบัน แต่ก็ยังคงดำรงอยู่ได้ด้วยการอาศัยช่องทางตีความทางศาสนาตนเอง

การเลือกตีความทางศาสนาเพื่อต่อต้านความรักเพศเดียวกันมากกว่าจะรีบแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นในกลุ่มศาสนิกชนก็ยิ่งทำให้การรักเพศเดียวกันกลายเป็นขั้วตรงข้ามกับอิสลามทั้งในทางการอธิบายคำสอนทางศาสนาและประวัติศาสตร์การเมืองโลกอิสลาม สวนทางกับวิวัฒนาการทางสังคมที่มีแนวโน้มยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้นเรื่อย ๆ

อันที่จริงแล้วอิสลามไม่ใช่แค่ศาสนาแต่เป็นอารยธรรมและมีประวัติศาสตร์มายาวนาน และความซับซ้อนของอารยธรรมนี่เองก็ทำให้ความรักความเสน่หาระหว่างเพศเดียวกันปรากฎอยู่ทุกที่ของแต่ละกลุ่มสังคมตั้งแต่เด็กหนุ่ม นายบำเรอ นายกลางเมือง ไปจนถึงขุนนางชนชั้นปกครอง ซึ่งความรักๆ ใคร่ๆ สเน่หาระหว่างผู้ชายด้วยกันก็เป็นอีกวัฒนธรรมที่อยู่ในวรรณกรรมคลาสสิกของอารยธรรมอิสลามที่มีมายาวนานเช่นผลงานของมหากวีภาษาอาราบิก อาบู นูวาส (Abu Nuwas) ที่มีชีวิตอยู่ในราวปีค.ศ. 756-814 แม้แต่วาทกรรมทางการแพทย์และพยาธิวิทยา อิสลามก็ไม่ได้อธิบายว่ากำหนัดระหว่างเพศเดียวกันเป็นโรคภัยไข้เจ็บ สำหรับชายโตเต็มที่ที่จะรับ 'บทรุก' หากแต่ชายฉกรรจ์ที่เต็มวัยแล้วยังรับ 'บทรับ' เท่านั้นที่ถือว่าเป็น 'ความผิดปรกติ' ซึ่งก็คล้ายๆ กับสำนึกกรีก สิ่งเหล่านี้กลับถูกทำให้ปราศนาการไปในโลกอิสลามสมัยใหม่

อย่างไรก็ตามโลกออนไลน์ได้ทำให้ความพยายามที่จะ

สร้างความเชื่อว่า LGBT ไม่มีอยู่จริงในโลกอิสลามล้มเหลวไม่เป็นท่า

ทว่าก็ทำให้เห็นได้ว่าโลกอิสลามก็พยายามทำให้ LGBT หายไปด้วยวิธีการต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายๆ รัฐอิสลามสมัยใหม่ที่ใช้ศาสนาดั้งเดิมเป็นกฎหมาย ประกาศสถานะชัดเจนว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อ LGBTQ ความรักและการร่วมรักระหว่างเพศเดียวกันกลายเป็นอาชญกรรม ที่มีบทลงโทษสารพัดทั้งปรับจำคุก เฆี่ยน และประหารชีวิต ซึ่งก็ยิ่งสร้างภาพลักษณ์อิสลามให้ดูเป็นอำนาจนิยม ปิตาธิปไตย เหยียดเพศเกลียดชังผู้หญิงและ homophobia ปฏิปักษ์กับโลกสากลมากยิ่งขึ้น

LGBT มุสลิมจึงต้องเผชิญกับ 'การเป็นอื่น' ไม่เพียงภายในจิตใจและตัวตนของพวกเขาและเธอเอง แต่ยังต้องโดดเดี่ยวจากทั้ง Homophobia ในโลกอิสลาม และ Islamophobia ในโลกนอกศาสนา พวกเขาและเธอต้องเจอกับคำถามเสียมารยาทว่า “เป็นมุสลิมและรักเพศเดียวกันได้ด้วยหรอ” หรือถูกบอกให้เลือกระหว่างว่าเพศสภาพเพศวิถีที่มีกับศาสนาที่นับถือ

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว LGBT ไม่ได้มีเพียงอัตลักษณ์เดียว และมุสลิมเองก็ไม่ได้มีอัตลักษณ์เดียวเช่นกัน การกีดกันต่อต้าน LGBT ของมุสลิมบางกลุ่มบางองค์กรก็เป็นการตีความเพื่อมารองรับเพดานความคิดอันตื้นเขินและจิตใจคับแคบมากกว่า ขณะที่โลกพัฒนาไปถึงจุดที่จารีตทางสังคมเป็นเรื่องของ PC มากกว่าหลักธรรมศาสนา ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันและปฏิบัติต่อกันในฐานะมนุษยชาติเหมือนกันมากกว่าจะปฏิบัติต่อกันเพราะยำเกรงต่อพระเจ้า เกรงกลัวต่อบาป กลัวคำขู่ว่าจะตกนรกหมกไหม้หรือถูกพระเจ้าลงโทษ ด้วยเหตุนี้จึงมีบางองค์กรศาสนาพยายามจะโอบรับบุคคลต่างๆ ที่ครั้งหนึ่งถูกหลักศาสนาลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างไร้มนุษยธรรม

ด้วยเหตุนี้มันจึงมีองค์กรอิสลามเช่น The Inclusive Mosque Initiative (IMI)

ก่อตั้งขึ้นในลอนดอนปี ค.ศ.2012 เป็นองค์กรที่จัดกิจกรรมในระดับมวลชน

เป็นการเคลื่อนไหวและส่วนผสมอันลงตัวระหว่างเฟมินิสต์และมุสลิม

ก่อตั้งขึ้นโดยผู้หญิง 2 คนที่ต้องการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางเพศสภาพ และที่ผ่านมาพวกเธอสังเกตว่าหลายมัสยิดไม่ได้มีทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีต่อผู้หญิง ทั้งคับแคบและด้อยค่ากว่าผู้ชาย บางที่ไม่มีห้องละหมาดสำหรับผู้หญิง พวกเธอจึงก่อตั้งองค์กรการกุศลนี้และจดทะเบียนเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อให้มีพื้นที่ทางศาสนาที่เป็นมิตรกับผู้หญิงมากขึ้น สร้างมัสยิดทางเลือกที่อนุญาตให้ผู้ชายและผู้หญิงสวดมนต์เคียงข้างกันได้ มีพื้นที่ให้ครอบครัวสามารถอธิษฐานร่วมกัน และในบางครั้งก็ผู้หญิงเป็นผู้นำสวดมนต์ องค์กรนี้ได้ขยายหน่วยงานออกไปหลายประเทศ มาเลเซีย แคชเมียร์ ปากีสถาน และซูริค เพื่อสร้างศาสนสถานให้เป็นพื้นที่เปิดกว้างปลอดภัยกับทุกนิกาย ทุกภาษาชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์ ไม่ว่าใครก็เข้าถึงได้ มีการทำทางสำหรับผู้ที่ต้องใช้รถเข็นและการแปลเป็นภาษามือ[2] แม้ว่า IMI จะไม่ได้มุ่งเน้นไปที่สิทธิของ LGBT แต่ก็สนับสนุนความปลอดภัยของชาวมุสลิม LGBT และการมีพื้นที่ในโลกอิสลาม

เช่นเดียวกับที่ Ludovic-Mohamed Zahed อิหม่ามชาวแอลจีเรียเพศสภาพเกย์ เขาก่อตั้งมัสยิดที่เป็นมิตรกับ LGBT โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 2009 โดยเริ่มจากก่อตั้งสมาคมรักเพศเดียวกันในฝรั่งเศส Homosexuels musulmans de France (HM2F) ที่ LGBT จะสามารถเข้ามาสวดมนต์สนทนาเรื่องศรัทธาและจิตวิญญาณร่วมกัน จนกลายเป็นมัสยิดเฉพาะกลุ่ม LGBT แห่งแรกของยุโรป ทำหน้าที่รองรับ LGBT ที่ถูกกีดกันจากชุมชนศาสนาของพวกเขาทั้งในโลกมนุษย์เป็นๆ และโลกหลังความตาย เพราะในหลายๆ ครั้งคนข้ามเพศไม่เพียงถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปละหมาดที่มัสยิด แต่เมื่อเสียชีวิตยังถูกอิหม่ามปฏิเสธที่จะสวดมนต์ให้กับผู้ตายตามประเพณี

ขณะเดียวกันก็มี Imaan ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อมุสลิม LGBTQ โดยเฉพาะตั้งแต่ 1999 ในลอนดอน เพื่อสร้างพื้นที่ให้กับ LGBT ที่ถูกกีดกันจากครอบครัวและชุมชนมุสลิม มากไปกว่านั้น Imaan ยังระดมทุนเพื่อจัดงานไพรด์ของชาวมุสลิม LGBT ชื่อ ImaanFest เฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ในปี ค.ศ.2020 นี้ มีทั้งงานประชุม workshop ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอัตลักษณ์ การจัดนิทรรศการและกิจกรรมบันเทิงในลอนดอน เพื่อประกาศว่า ไม่ว่าใครก็เป็นทั้งมุสลิมและรักเพศเดียวกันได้ในเวลาเดียวกัน ทว่าโครงการนี้ชะงักงันไปเนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19  [3]

หากมองว่าอิสลามเป็นอารยธรรมย่อมแสดงให้เห็นการลื่นไหลและพัฒนาการของอิสลามไปพร้อมกับกระแสโลก เราจะเห็นอัตลักษณ์ที่หลากหลายในโลกอิสลามการเชื่อมประสานกันโลกทัศน์อื่นๆ หรืออัตลักษณ์อื่นๆ ที่สามารถนับถือศาสนาอิสลามได้[4] ไม่ใช่ปล่อยให้อิสลามเป็นแค่ศาสนาอย่างเดียวที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มที่พยายามควบคุมกฎ สร้างกำแพงกีดกันเลือกปฏิบัติและการเพิกเฉย เพื่อรักษาสถานภาพของตนเองให้เหนือกว่าเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อหันกลับไปชำเลืองดูองค์กรที่ออกมาต่อต้านสิทธิคู่ชีวิตคนรักเพศเดียวกันในนามของศาสนา ก็จะไม่เห็นคุณูปการและสาธารณประโยน์อะไรนอกเหนือไปจากกลุ่มคนกลุ่มนึงที่หวงแหนอำนาจสถานะทางสังคมและสิทธิพิเศษที่ตนเองได้รับด้วยการอิงแอบการตีความทางศาสนาและแอบอ้างการเรียกร้องสันติ แบบลมๆ แล้งๆ เพราะแม้ปากจะเรียกร้องโหยหาสันติๆ แต่ก็เป็นสันติที่ตั้งอยู่บนการเลือกปฏิบัติ การตีตราและการกีดกัน ที่ก็ถือว่าเป็นความรุนแรงประเภทหนึ่ง เป็นความปรารถนาสันติบนความรุนแรง และกลายเป็นอีกอัตลักษณ์หนึ่งของศาสนา

[1] Hanson, B. (1983). The “Westoxication” of Iran: Depictions and Reactions of Behrangi, Āl-e Ahmad, and Shariʿati. International Journal of Middle East Studies, 15(1), 1-23. ; อัมพร หมาดเด็น, “ทบทวนสถานะความคิดสตรีนิยมอิสลาม,” ฉบับที่ 1 วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, น. 77 (มกราคม - มิถุนายน 2560).

[2] http://inclusivemosque.org/about/frequently-asked-questions/

[3]https://english.alaraby.co.uk/english/comment/2020/3/26/the-loneliness-of-being-queer-and-muslim

[4] Rahman, M. (2010). Queer as Intersectionality: Theorizing Gay Muslim Identities. Sociology, 44(5), 944–961.

Illustration by Sutanya Phattanasitubon

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...