บลจ.แห่เปิดขายกอง ESG เทรนด์ลงทุนสุดฮิต รับนโยบาย "ไบเดน"
ช่วงนี้ จะเห็นภาพการเปิดขายกองทุนในธีมพลังงานสะอาด (Clean Energy) หรือธีมกองทุนยั่งยืน (ESG : Environmental, Social and Governance) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง ที่เปิดขายกอง B-SIP ไปเมื่อช่วงวันที่ 1-8 มี.ค.,
บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดขายกอง Global Clean Energy วันที่ 2-8 มี.ค., บลจ.ทิสโก้ ที่เปิดขาย “กองทุนเปิด ทิสโก้ New Energy” เมื่อวันที่ 8-16 มี.ค. และ บลจ.ทหารไทย กับ บลจ.ธนชาต ที่เปิดขาย 4 กองทุน ARK วันที่ 15-19 มี.ค. ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นธีมการลงทุนการขับเคลื่อนอัตโนมัติ
โดย “ชญานี จึงมานนท์” นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การลงทุนเพื่อความยั่งยืนเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในประเทศไทยมีมูลค่าทรัพย์สินรวมเพิ่มเป็น 3.4 หมื่นล้านบาท(ณ สิ้น ก.พ. 64) จากระดับ 5,000 ล้านบาทในปี 2562 เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก
โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐ ซึ่งปี 2564 ยังมีแนวโน้มที่จะมีการเปิดขายกองทุน ESG มากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันกองทุนที่ลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) มีมูลค่าทรัพย์สินรวมราว 1.1 หมื่นล้านบาท (ณ 9 มี.ค. 64) ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในต่างประเทศ
“กองทุนของ MFC (ดูกราฟ) เป็นหนึ่งในกองทุน ESG ที่มีมูลค่าสูงสุด มีการลงทุนไปที่ Master Fund คือ BlackRock Global Funds-Sustainable Energy Fund ที่มีผลตอบแทนย้อนหลัง3 ปีที่ 19.6% ต่อปี และได้เรตติ้งมอร์นิ่งสตาร์ระดับ 5-globe ซึ่งเป็นระดับสูงสุด แสดงถึงการลงทุนที่มีความเสี่ยง ESG ที่ต่ำ
โดยบริษัทที่กองทุนนี้ลงทุนคือ Enel, NextEra Energy, Schneider Electric ที่ลงทุนพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานลม หรือผลิตภัณฑ์/อุปกรณ์ส่งเสริมพลังงานทางเลือก เป็นต้น”
“มนรัฐ ผดุงสิทธิ์” กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Fund) กล่าวว่า ได้จัดตั้งกองทุนเปิด แอล เอช กรีน เทคโนโลยี (LHGREEN) ที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Credit Suisse (Lux) Environmental Impact Equity Fund
โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีมากกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ซึ่งกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในทรัพย์สินของบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม และสามารถลดผลกระทบหรือก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จะเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) วันที่ 15-23 มี.ค.นี้
“ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย (KTAM) กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 15-23 มี.ค.นี้ บริษัทได้เปิดเสนอขายกองทุนใหม่ คือ กองทุนเปิดเคแทม โกลบอล ไครเมท เชนจ์ อิควิตี้ ฟันด์ (KT-CLIMATE-A) ซึ่งมีธีมการลงทุนแบบ climate change
เน้นลงทุนในอุตสาหกรรม หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง พัฒนา ที่จะช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมให้กับโลกใบนี้ และการป้องกันการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศอันนำไปสู่สภาวะโลกร้อน
“กองทุนนี้มีแนวทางการลงทุนในตราสารทุนของบริษัททั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศ ใส่ใจเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน หรือ ESG ควบคู่ไปกับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวของผู้ลงทุนและผู้ซื้อหน่วยลงทุน ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท”
“สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า การลงทุนธีมพลังงานสะอาดจะเป็นเมกะเทรนด์ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า หลังจากนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ มีนโยบายชัดเจนที่จะผลักดันและกลับเข้าร่วมข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสนับสนุนการขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลให้ธีมการลงทุนประเภทนี้ค่อนข้างได้รับความน่าสนใจจากทั่วโลก
“กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอนาคตสดใส คือ พลังงานแสงอาทิตย์ (solar energy) และพลังงานลม (wind energy) แต่คาดว่าโซลาร์น่าจะไปได้ไกลกว่า เพราะดำเนินการได้ง่าย ไม่ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศ ทั้งนี้ ตัวปลดล็อกสำคัญ คือ การวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่เก็บแบตเตอรี่ (battery storage)
ซึ่งปัจจุบันสามารถจุได้มากกว่าเดิมและมีต้นทุนที่ถูกลงกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วถึง 10 เท่า นอกจากนี้ การผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ปัจจุบันการใช้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น วิ่งได้ไกล 700-800 กิโลเมตร ประกอบกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พัฒนาไปสู่รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดดีมานด์มากขึ้น”
อีกกลุ่มที่น่าสนใจ คือ value chain ของรถอีวีและโซลาร์ อาทิ สถานีชาร์จ, ผู้ผลิตแบตเตอรี่, เหมืองลิเทียม,เซมิคอนดักเตอร์, โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ล้วนเป็นกลุ่มที่กองทุนจะเข้าไปลงทุน เพราะในระยะยาวจะมีการเติบโตที่สูงมาก ช่วงนี้อาจจะเป็นแค่การเริ่มต้นทดลอง (early adoption)
สำหรับ “กองทุนเปิด ทิสโก้ New Energy” ที่เพิ่งเสนอขาย เป็นกองทุนรวมตราสารทุน ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) จดทะเบียนมูลค่ากอง 10,000 ล้านบาท เน้นลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาพลังงานสะอาด การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม
รวมถึงบริษัทที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่าน โดยลงทุนผ่านกองทุน Invesco WilderHill Clean Energy ETF (กองทุนหลัก) ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE Arca, Inc.) ลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท
“เราเน้นสัดส่วนการลงทุนในแวลูเชน clean energy มากกว่า 93% ส่วนที่เหลืออีก 7% ลงทุนในกลุ่มยูทิลิตี้ หรือโรงไฟฟ้า ปัจจุบันขนาดกองแม่มีมูลค่ากว่า 2,700 ล้านเหรียญ มีผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี โตเฉลี่ย 30% ต่อปี และปีที่แล้วโตสูงถึง 200% หลังนายไบเดนขึ้นมารับตำแหน่ง”
สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุนกองประเภทนี้ “สาห์รัช” บอกว่า ขึ้นกับภาวะตลาด เพราะเป็นกลุ่มเติบโตสูง (high growth) อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ค่อนข้างแพง ในช่วงที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) ปรับตัวสูงขึ้น อาจจะมีการหมุน (rotation) กลุ่มหุ้นเป็นช่วง ๆ แต่ภาพรวมปัจจัยพื้นฐานยังเป็นขาขึ้น
นับได้ว่ากองทุนประเภท ESG นี้มาแรง และน่าสนใจมากเลยทีเดียว