โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชนชั้นกลางกับการเมืองบนท้องถนน ในเหตุการณ์ 'พฤษภาทมิฬ 2535'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 พ.ค. 2566 เวลา 08.16 น. • เผยแพร่ 17 พ.ค. 2566 เวลา 07.55 น.

ในวาระที่เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ 2535” ระหว่างวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2535 เวียนมาอีกครั้ง ผู้เขียนได้ย้อนกลับไปทบทวนความทรงจำด้วยการอ่านแฟ้มข่าวที่ “ศูนย์ข้อมูลมติชน” จัดเก็บคัดแยกเหตุการณ์นี้โดยเฉพาะ

เป็นข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมืองจากหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายน จนถึงต้นเดือนมิถุนายน 2535 อัดแน่นอยู่ในแฟ้มหนาเตอะถึง 5-6 แฟ้ม

ตามด้วยการอ่านบทความของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่เคยตีพิมพ์เผยแพร่หลายตอนใน “มติชนสุดสัปดาห์” แล้วมาพิมพ์รวมเล่มในเดือนพฤศจิกายน 2536 โดยสำนักพิมพ์มติชน ใช้ชื่อหนังสือว่า

“ม็อบมือถือ” : ชนชั้นกลางและนักธุรกิจกับการพัฒนาประชาธิปไตย

เหตุการณ์นี้นับว่า “ชนชั้นกลาง” ได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง “บนท้องถนน” อย่างมากมายที่ไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้

ชนชั้นกลางในขณะนั้น น่าจะเป็นผู้ที่เกิดระหว่างปี 2490-2500 ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศนับแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อเนื่องถึงยุคจอมพลถนอม กิตติขจร

และเริ่มเข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศในยุคสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผ่านทางสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยมีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เปิดบทบาทให้ภาคเอกชนได้มีโอกาสเสนอแนะความคิดเห็นต่างๆ ในการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีทั้ง กรอ.ระดับประเทศ และระดับจังหวัด

เมื่อเข้าทศวรรษ 2530 ชนชั้นกลางในพื้นที่ภูมิภาคก็เริ่มเติบโตและมีบทบาทต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละจังหวัด โดยมีหอการค้าจังหวัดเป็นองค์กรนำ ขณะที่บทบาทของกลุ่มคนรุ่น “ลูก” ต่อธุรกิจของครอบครัวก็เพิ่มมากขึ้น มีการโอนถ่ายอำนาจการบริหารธุรกิจของครอบครัวมายังรุ่นลูกซึ่งอยู่ในวัยอายุ 30-40 ปีมากขึ้น

ในขณะที่ด้านทางการเมือง ตั้งแต่ทศวรรษ 2520 ต่อเนื่องถึงทศวรรษ 2530 เมื่อมีการเลือกตั้งในปี 2522 ชนชั้นกลางไม่ตื่นเต้นกับประชาธิปไตยที่กลับมาอีกครั้งหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

หากแต่เริ่มเบื่อหน่ายกับนักการเมืองในระบบเลือกตั้งที่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ทุจริตโกงกิน คอร์รัปชั่น เล่นพรรคเล่นพวก แย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักวิชาการและสื่อส่วนใหญ่ในขณะนั้น

การเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อปี 2524 มีการซื้อเสียงกันเอิกเกริก จนถูกขนานนามว่า “โรคร้อยเอ็ด”

ในช่วงรัฐบาล พล.อ.เปรม ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นคนมือสะอาด ทำให้ชนชั้นกลางไม่วิตกกังวลต่อการทุจิตคอร์รัปชั่นมากนัก จนกระทั่ง พล.อ.เปรมวางมือ และ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก้าวเข้าสู่บัลลังก์นายกรัฐมนตรี

แม้ว่าตัวรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล พล.อ.ชาติชายส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง

แต่ในมุมมองของชนชั้นกลางค่อนข้างกังวลในเรื่องคุณธรรมและความซื่อสัตย์

ทําให้การรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 มีชนชั้นกลางบางส่วนไม่คิดจะต่อต้าน แถมบางคนยังเห็นด้วย เนื่องจากการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ตลอดเวลา 2 ปีกว่า ได้รับฉายาว่า “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต”

ชนชั้นกลางค่อนข้างพอใจกับคณะรัฐประหารที่ประกาศว่า เข้ามาเพื่อให้ “ประชาธิปไตยเข้ารูปเข้ารอยและสะอาดบริสุทธิ์ขึ้น”

นอกจากนั้น ยังมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) ทำการอายัดและตรวจสอบทรัพย์สินของอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย จำนวน 23 คน

คณะ รสช. ไม่เซ็นเซอร์สื่อ ไม่มีการยุบพรรคการเมือง และยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกในเวลาต่อมาไม่นาน พร้อมสัญญาว่าเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วจะจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

ที่สำคัญก็คือ คณะรัฐประหารไม่เข้าเป็นรัฐบาล แต่แต่งตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในชุดของนายอานันท์ก็ถูกอกถูกใจชนชั้นกลางมากเพราะเต็มไปด้วยเทคโนแครตที่มีความสามารถ

แต่แล้วชนชั้นกลางก็เริ่มจับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ออกจะไม่ปกติ จากการอาศัยกลไกของรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นเอื้อให้ทหารเข้ามาสู่รัฐสภาได้โดยไม่ต้องลาออกจากราชการ อีกทั้งมีการจัดตั้ง “พรรคสามัคคีธรรม” มีนายณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค โดยแกนนำพรรคส่วนหนึ่งมีชื่อเสียงไม่ดีทางด้านการทุจริต และมีความใกล้ชิดกับแกนนำ รสช. ทำให้ถูกมองว่า พรรคนี้จะเป็นฐานอำนาจให้แกนนำคณะรัฐประหารเข้าสู่การเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจ

ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศเริ่มถดถอยโดยชนชั้นกลางเชื่อว่า มาจากการทำรัฐประหาร

ในปลายปี 2534 นักวิชาการ นักศึกษาเริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ทำให้กลุ่มชนชั้นกลางเข้าร่วมความเคลื่อนไหวครั้งนี้ด้วย

กระทั่งเมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปลายเดือนมีนาคม 2535 พรรคสามัคคีธรรมได้รับเลือกเข้ามามากสุด เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรค จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร รองหัวหน้า คณะ รสช. ก็ประกาศกับสื่อหลายครั้งว่า จะไม่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่ทว่าโฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ได้ออกแถลงการณ์ว่า นายณรงค์อยู่ในบัญชีดำของสหรัฐ เนื่องจากพัวพันกับนักค้ายาเสพติด

พล.อ.สุจินดา คราประยูร จึงเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 7 เมษายน 2535 พร้อมกับวาทกรรม “เสียสัตย์เพื่อชาติ”

และนั่นเป็นชนวนสำคัญให้เกิดการอดข้าวประท้วงและการชุมนุมขับไล่ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนที่มาจากการเลือกตั้งในเวลาต่อมา

ชนชั้นกลางที่เข้าร่วมคัดค้าน พล.อ.สุจินดาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นคนวัยอายุ 30-40 ปี พวกเขากำลังเติบโตในหน้าที่การงานและเริ่มมีกำลังทรัพย์สะสมจากการที่เศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปลายทศวรรษ 2520 ต่อเนื่องถึงต้นทศวรรษ 2530 บางคนเป็นผู้บริหารในธุรกิจเอกชน บางคนเป็นเจ้าของกิจการตั้งแต่ขนาดย่อมไปจนถึงขนาดธุรกิจหลักร้อยล้านบาท

และหลายคนรวยขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเล่นหุ้น ที่ช่วงต้นทศวรรษ 2530 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเติบโตขึ้น มีบริษัทเข้าจดทะเบียนเป็นสมาชิกกันเป็นจำนวนมาก

สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยออกสำรวจผู้เข้าร่วมชุมนุมพบว่า เป็นผู้มีอายุ 20-29 ปี จำนวนร้อยละ 49.5 และมีอายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 36.5

เป็นเจ้าของกิจการธุรกิจ ร้อยละ 13.7 เป็นลูกจ้างพนักงานธุรกิจเอกชน ร้อยละ 45.7 เป็นข้าราชการ ร้อยละ 14.8 และเป็นนักศึกษา ร้อยละ 8.4 โดยผู้ร่วมชุมนุมร้อยละ 45.4 มีรายได้ 10,000-49,000 บาทต่อเดือน

ผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการธุรกิจหลายคน นอกจากจะเข้ามาร่วมชุมนุมด้วยแล้ว ยังอนุญาตให้พนักงานในกิจการของตนเข้ามาร่วมชุมนุมด้วย บางรายจัดรถรับส่งไปจนถึงที่ชุมนุมเลย บางรายบริจาคเงินจำนวนมากเพื่ออาหารน้ำดื่มแจกผู้ร่วมชุมนุม

แม้ว่าภายหลังจากที่เริ่มมีการปะทะกันในวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 อันทำให้คนชั้นกลางถอยออกไปจากที่ชุมนุม แต่พวกเขาก็ไปเคลื่อนไหวต่อในด้านการใช้เครื่องมือติดต่อสื่อสาร อาทิ โทรศัพท์ โทรสาร เพื่อต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อของสื่อฝ่ายรัฐบาล

การจับกุมและปะทะกันอย่างรุนแรงในวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2535 ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ทำให้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ต้องเรียกประชุมในวันที่ 29 พฤษภาคม 2535 และออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ พร้อมกับแสดงความไม่เห็นด้วยหากจะมีการรัฐประหารขึ้นมาอีก

นับเป็นครั้งแรกที่สามองค์กรสูงสุดของภาคธุรกิจเอกชนออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งแสดงว่า กลุ่มทุนใหญ่ของประเทศก็ไม่ยอมรับรัฐบาลที่นำโดยคณะทหารอีกต่อไปแล้ว

อย่างไรก็ดี มีมุมมองที่น่าสนใจจากบทความของ ดร.เอนก กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “ในสายตาของชนชั้นกลางไทยนั้น ทหารที่ทำรัฐประหารไม่ได้เลวร้ายไปกว่านักการเมืองที่ฉ้อฉล คดโกง หรืออาจจะเลวน้อยกว่าเสียด้วยซ้ำ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สำหรับชนชั้นกลางแล้ว ความชอบธรรมของระบอบการปกครองหนึ่งๆ ไม่ขึ้นอยู่กับลักษณะกระบวนการในการได้อำนาจนั้นมา (จะเป็นการเลือกตั้งหรือรัฐประหารก็ไม่ต่างกันมากนัก) หากกลับอยู่ที่การกระทำของรัฐบาล (ความซื่อสัตย์สุจริตและผลงานที่มีประสิทธิภาพ) มากกว่า”

ดูเหมือนว่า ประเด็นนี้จะมีคำตอบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางเมืองในช่วงปี 2548-2549 และปี 2556-2557

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...