โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ตัวประกอบที่ไหนจะซวยเท่าข้า

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 25 พ.ค. 2567 เวลา 11.35 น. • T'TINGLING
หานลั่วกำลังจัดชั้นหนังสือ อยู่ดีๆก็ทะลุมิติมาอยู่ในนิยายเรื่องหนึ่ง เป็นตัวประกอบที่พบเจอแต่เรื่องซวยๆ ไหนจะต้องไปข้องเกี่ยวกับเหล่าตัวเอก พวกสัตว์วิญญาณที่เอาแต่พุ่งเข้าใส่ ชีวิตช่างวุ่นวายเสียจริง

ข้อมูลเบื้องต้น

หานลั่วที่กลับบ้านช่วงวันหยุด กำลังจัดชั้นหนังสือที่พี่สาวไหว้วานให้ช่วยทำ จู่ๆ ถูกหนังสือเล่มหนึ่งหล่นใส่หัว พอเปิดอ่านดูกลับเจอเหตุกาณ์ประหลาดจนทำให้เขาหลุดเข้ามาในนิยายแฟนตาซีโบราณเล่มนั้น กลายเป็นตัวประกอบที่มีชื่อเหมือนกับเขา และยังดวงซวยไม่ต่างกับเขา ไม่นานหานลั่วถูกดึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายต่างๆ พบเจอเหล่าตัวเอก เจอสัตว์วิญญาณที่เอาแต่พุ่งเข้าใส่ด้วยความเสน่หา? นี่ถือว่าเป็นเรื่องดีหรือเรื่องซวยกันแน่

warning⚠️

เรื่องนี้เป็นแนว ชาย×ชาย

อาจมีเนื้อหาไม่เหมาะสมบางช่วง อย่างเช่นการใช้ความรุนแรง การเข่นฆ่า การบังคับไม่ยินยอม โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

นิยายอาจมีความไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง ขอให้อ่านเพื่อความบันเทิงนะคะ ใครไม่ชอบกดออกได้ค่ะ โปรดอย่าทิ้งคอมเมนต์ไว้บั่นทอนกัน

คุยกับนักเขียน

สวัสดีค่ะ พบกันอีกครั้งหลังจากห่างหายไปสักพัก นิยายวายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สี่ของไรท์ เป็นแนวฟีลกู๊ดเช่นเคย ใครที่ชอบนายเอกแบบน่ารักนุ่มฟู ตามมาได้เลยค่ะ ฝากผลงานด้วยนะคะ เนื้อเรื่องแต่งขึ้นตามจินตนาการล้วนๆ ไม่ได้อ้างอิงประวัติศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้น ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

--คอมเมนต์กันเยอะๆน้า แต่ขอให้เป็นแบบสุภาพ อย่าได้พาดพิงถึงไรท์

อ่านฟรีจนจบ มีติดเหรียญอ่านล่วงหน้า ปลดให้อ่านฟรีทุกวันเว้นวันจนถึงตอนจบ

ฝากกดติดตาม กดเข้าชั้นไว้ด้วยนะคะ จะได้ไม่พลาดตอนใหม่ๆ ขอบคุณค่ะ^^

ทะลุมิติแบบคนดวงซวย

ท่ามกลางภูเขาที่ลดหลั่นไกลสุดลูกหูลูกตา บริเวณกลางป่าลึกบนพื้นที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้ ปรากฏเงาร่างหนึ่งในชุดสีครามนอนคว่ำหน้าร่างกายไม่ไหวติง จึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ กระทั่งเวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม จู่ๆ ร่างนั้นได้กระตุกขึ้นมาคราหนึ่ง

หานลั่วดวงตาเบิกโพลง สีหน้าแววตามีร่องรอยความตื่นตระหนกหลงเหลืออยู่ เขารีบลุกขึ้นนั่งพร้อมกับร้องโอดโอย

“อา เจ็บชะมัด” หานลั่วรู้สึกปวดระบมตามร่างกาย เขายกมือที่อ่อนแรงลูบตามแขน ขณะสมองที่ยังมึนงงค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้นมา พอกวาดตามองลอบด้านหานลั่วจึงรู้ว่าตนเองกำลังนั่งอยู่กลางป่าเพียงลำพัง

“หืม? ที่นี่ที่ไหน?”

หานลั่วจำได้ว่าช่วงวันหยุดยาว เขาที่พักในหอมหาวิทยาลัยได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน วันนั้นพี่สาวของเขาที่เป็นนักอ่านตัวยงได้ขอให้เขาช่วยจัดชั้นหนังสือ ตามพื้นมีหนังสือนิยายเรื่องใหม่ๆ ที่ซื้อมาเพิ่มอีกหลายกอง พี่สาวเขาต้องรีบออกไปทำธุระจึงไม่มีเวลาจัดการเรื่องนี้ หานลั่วมองชั้นหนังสือหลายชั้นที่กินพื้นที่ไปเกือบครึ่งห้องอย่างพูดไม่ออก เขาเดาได้เลยว่าเงินเดือนของพี่สาวส่วนหนึ่งคงหมดไปเพราะหนังสือพวกนี้อย่างแน่นอน หานลั่วลอบถอนใจ ถึงเขาจะรู้สึกขี้เกียจแต่เพื่อค่าขนมเลยต้องยอมช่วย

ระหว่างที่กำลังจัดหนังสือเข้าชั้นอยู่นั้น ได้มีหนังสือเล่มหนึ่งหน้าปกสีเหลืองอ่อนที่ดูค่อนข้างเก่า หล่นลงมาถูกศีรษะเขาเต็มๆ หานลั่วกุมศีรษะสูดปากด้วยความเจ็บพร้อมก่นด่าในความซวยของตัวเอง

พอหยิบหนังสือเล่มหนาปานกลางขึ้นมาดู ก็รู้สึกแปลกใจที่หน้าปกไม่มีชื่อเรื่อง เพราะความสงสัยจึงลองเปิดอ่านดู จึงพบว่าเป็นนิยายแฟนตาซีโบราณ ดำเนินเรื่องโดยตัวเอกที่เป็นผู้หญิง เนื้อเรื่องค่อนข้างแปลกใหม่และน่าสนใจ ถึงแม้บางครั้งเวลาว่างส่วนมากเขาจะอ่านนิยายที่ตัวเอกเป็นฝ่ายชาย แต่นานๆ ทีได้อ่านแนวนี้บ้างก็รู้สึกว่าไม่เลว

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับตัวเอกหญิงที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ต้องคอยอัพพลังให้เก่งขึ้น จากนั้นได้เข้าร่วมกลุ่มผจญภัยกับเหล่าตัวเอกชาย ได้ต่อสู้ร่วมกัน จนเกิดเป็นเรื่องราวของมิตรภาพและความรัก

นอกเหนือจากนั้นยังมีหนึ่งตัวละครที่ชื่อคล้ายกันกับเขา จึงทำให้หานลั่วรู้สึกสนใจจนลืมเรื่องที่ตัวเองกำลังทำ ถึงแม้ตัวประกอบที่ชื่อเดียวกันกับเขาจะโผล่ออกมาแค่ไม่กี่หน้าแล้วหายยาว และยังน่าหงุดหงิดกับบทบาทของอีกฝ่าย แต่เพราะเนื้อหาค่อนข้างสนุกหานลั่วจึงอ่านเพลินจนลืมเวลา

พอเปิดหน้าต่อมา หานลั่วเห็นแค่ภาพวาดสัญลักษณ์หนึ่ง ลักษณะคล้ายรูปกลีบดอกท้อ วาดด้วยหมึกสีแดง ขณะที่เขาสงสัยว่าทำไมหน้านี้ถึงมีแต่ภาพไม่มีเนื้อหา จู่ๆ สัญลักษณ์ที่ว่ากลับส่องแสงและทะลุออกมาจากแผ่นกระดาษ พุ่งเข้าใส่หน้าผากของเขาด้วยความเร็ว จากนั้นเขาก็หมดสติไป พอหานลั่วลืมตาขึ้นมา ก็โผล่มาอยู่ในสถานที่แปลกๆ นี้แล้ว

หานลั่วรู้สึกร้อนผ่าวบริเวณหน้าผากตรงจุดที่สัญลักษณ์นั่นพุ่งใส่ เขายกมือขึ้นลูบ เพียงพริบตาความรู้สึกร้อนเมื่อครู่ก็หายไป

ขณะที่หานลั่วลูบหน้าผากพร้อมนึกสงสัย จู่ๆ ความทรงจำทั้งหมดของเจ้าของร่างได้ไหลบ่าเข้ามา เขาหลับตาแน่นกุมศีรษะที่เริ่มปวด จนกระทั่งเวลาผ่านไป อาการปวดศีรษะได้บรรเทาลง หานลั่วจึงพรูลมหายใจออกมา สีหน้าเขาสับสัน ในที่สุดเขาก็รู้ความเป็นมาของเจ้าของร่างแล้ว

หานลั่วพยายามสงบจิตใจ และทำใจยอมรับว่าตนเองได้ทะลุมิติมาอยู่ในนิยายจริงๆ เขาเข้ามาอยู่ในร่างของตัวประกอบดวงซวยที่มีชื่อเหมือนกันกับเขา จากความทรงจำร่างนี้อายุสิบเจ็ดย่างเข้าสิบแปด อายุน้อยกว่าเขาสองปี เด็กหนุ่มเป็นเด็กกำพร้า ตอนเด็กอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ กับชายชราผู้ใจดีที่ยอมรับตัวเขามาเลี้ยงดู นิสัยเจ้าของร่างค่อนข้างอ่อนแอและขี้กลัว แต่เพราะมีพลังวิญญาณอยู่ในตัวจึงสามารถสอบผ่านเข้าไปอยู่ในสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่งได้

ในดินแดนนี้ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะอยู่รอด และได้รับความเคารพนับถือ ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนมีพลังวิญญาณ สามารถฝึกฝนจนกลายเป็นผู้แข็งแกร่งได้ โดยพลังวิญญาณตามปกติมีทั้งหมดเก้าระดับ แต่ละระดับแบ่งย่อยออกเป็นสามขั้น คือขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง ในแผ่นดินนี้ส่วนมากล้วนฝึกฝนไปไม่ถึงระดับเก้า นอกเสียจากเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ หรือมีทรัพยากรล้ำค่านำมาใช้ฝึกฝนเพิ่มพลัง ตามที่รู้มาในดินแดนแห่งนี้มีผู้ก้าวข้ามพลังวิญญาณระดับเก้าเข้าสู่พลังวิญญาณระดับเทวะ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในแผ่นดินนี้ แบ่งระดับเป็น ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง ซึ่งคนเหล่านี้จะแข็งแกร่งจนแทบจะไร้ผู้ต่อกร และมีอายุยืนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปี

เท่าที่หานลั่วรู้ข้อมูลมา ดินแดนแห่งนี้มีอยู่ไม่กี่คนที่เข้าสู่ขั้นเทวะ และได้รับความเคารพยำเกรงเป็นอย่างมาก

หานลั่วนึกถึงเจ้าของร่างแล้วทอดถอนใจ เด็กหนุ่มมีพลังวิญญาณแค่ระดับสองขั้นกลาง เข้าสำนักมาหลายปีกลับไม่พัฒนาขึ้น และนิสัยยังอ่อนแอจนถูกศิษย์คนอื่นกลั่นแกล้งเป็นประจำ

สาเหตุที่เจ้าของร่างนอนแอ้งแม้งอยู่กลางป่าเขาเพราะหลังจากได้รับมอบหมายจากอาจารย์ที่ให้บรรดาลูกศิษย์ออกค้นหาสมุนไพรวิญญาณ ใครเก็บมาได้เยอะย่อมได้คะแนนมาก ถึงเรื่องอื่นเจ้าของร่างจะไม่เก่ง แต่เรื่องสมุนไพรวิญญาณเขาแทบจะรู้จักหมดทุกชนิดในดินแดนนี้ เพราะได้เรียนรู้มาจากชายชราที่รับเลี้ยงเขาไว้ตั้งแต่เด็ก ด้วยเหตุนี้เจ้าของร่างที่เก็บได้ค่อนข้างเยอะ จึงถูกศิษย์สำนักเดียวกันดักปล้นสมุนไพรและถูกซ้อมจนสลบ จากนั้นถูกทิ้งให้อยู่กลางป่าตามยถากรรม

หานลั่วก้มมองรอยซ้ำตามร่างกายแล้วก่นด่าออกมา “อยู่ที่โลกเดิมเจอเรื่องซวยบ่อยอยู่แล้ว โผล่มาที่นี่ก็ยังหนีไม่พ้น” เขากุมแก้มพร้อมสูดปากด้วยความเจ็บ

หานลั่วมองซ้ายมองขวา เขาสังเกตเห็นว่าบริเวณพื้นดินไม่ไกลมีน้ำขังอยู่ เขาจึงค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปทางนั้น เจ้าของร่างเป็นคนตัวเล็กส่วนสูงน่าจะประมาณร้อยห้าสิบ หานลั่วหน้าดำคล้ำ รู้สึกคิดถึงส่วนสูงร้อยหกสิบห้าของตัวเองขึ้นมา

พอเดินไปถึงบริเวณน้ำขัง หานลั่วก้มหน้าลงมอง รูปโฉมของเด็กหนุ่มออกไปทางน่ารักน่าเอ็นดู ดวงตากลมโตเป็นประกาย ปากนิดจมูกหน่อย แก้มที่เคยขาวเนียนนุ่มมีรอยช้ำ มุมปากมีรอยแผลเล็กน้อย หานลั่วเห็นแล้วรู้สึกโกรธขึ้นมา

“กล้ามารังแกคนไม่มีทางสู้แบบนี้ น่ารังเกียจมาก อย่าให้ฉันเจอตัวนะ!”

แต่พอนึกได้ว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างที่พลังด้อยกว่าคนพวกนั้น ก็รู้สึกห่อเหี่ยวใจ เขาจะแก้แค้นคืนได้รึเปล่าก็ไม่รู้

แต่ช่างเรื่องนั้นก่อน หานลั่วมีจุดที่ทำให้ตื่นตกใจอยู่ เขาเพิ่งสังเกตเห็นรอยสีแดงจางๆ บริเวณหน้าผาก ซึ่งมันคือสัญลักษณ์รูปดอกท้อที่เขาเคยเห็นนั่น!

หานลั่วลองเอามือลูบออก แต่ไม่ว่าจะออกแรงถูอย่างไรก็ไม่จางลง ใช้น้ำล้างก็ไม่ออก หานลั่วเริ่มตื่นตระหนก นี่มันคืออะไร หรือว่าที่ทำให้เขาทะลุมิติมาที่นี่จะเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์นี้?

ในเมื่อล้างไม่ออก หานลั่วจึงได้แต่ปล่อยไปก่อน แต่ทว่าตามลางสังหรณ์ของเขา คิดว่ายังไม่ควรให้ใครมาเห็นสัญลักษณ์นี้ หานลั่วนึกขึ้นได้ เขาปลดถุงมิติข้างเอวแล้วค้นหาผ้าคาดหน้าผากเส้นหนึ่ง ยังดีที่ดินแดนแห่งนี้ยังนิยมสวมผ้าหรือเครื่องประดับคาดหน้าผากอยู่บ้าง เขาจึงนำมาสวมปิดบังสัญลักษ์นั้นเอาไว้ได้โดยไม่เป็นที่น่าสงสัย

หานลั่วไม่รู้ว่าตัวเองจะกลับไปที่โลกปัจจุบันได้ไหม พอคิดแบบนั้นแววตาพลันหม่นแสงลง แต่เพียงไม่นานเขาก็กลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเดิม ตัวเขาอาจไม่ค่อยมีอะไรดี แต่ยังดีที่เป็นคนปรับตัวเก่ง จิตใจเข้มแข็ง ถึงจะเจอโชคร้ายอยู่บ่อยๆ แต่เพราะนิสัยแบบนี้ จึงพอทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้

ต่อจากนี้ไปเขาคือเด็กหนุ่ม จะใช้ชีวิตให้ดีจนกว่าจะสามารถกลับโลกเดิมได้

หานลั่วให้กำลังใจตัวเองก่อนจะแหงนหน้ามองท้องฟ้า พร้อมฉุกคิดถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเผชิญ หานลั่วขมวดคิ้วมุ่น เห็นทีคงต้องรีบออกไปจากป่าแห่งนี้โดยเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นเขาอาจต้องเจอเรื่องเลวร้ายเหมือนที่ในนิยายบรรยายเอาไว้

#####

เปิดตัวลูกรักคนใหม่อีกคน ฝากน้องลั่วไว้ในอ้อมกอดด้วยนะคะ เรื่องนี้จะออกแนวแฟนตาซี มาร่วมผจญภัยกับน้องลั่วกันค่ะ

ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามนิยายเรื่องนี้ ฝากคอมเมนต์และกดหัวใจ เพื่อเป็นกำลังให้ไรท์ด้วยนะคะ^^

ดินแดนลับเปิด

ท่ามกลางป่าเขาที่มองไปทางไหนมีแต่ต้นไม้ลักษณะคล้ายกันเต็มไปหมด ซึ่งแน่นอนว่าหานลั่วหลงทาง

“…..” หานลั่วนั่งกุมศีรษะ

แน่นอนว่าจะโทษเขาไม่ได้ เจ้าของร่างเพิ่งเคยเข้ามาในป่าผืนนี้เช่นกัน เขาและลูกศิษย์คนอื่นๆ อีกสิบกว่าคน ถูกอาจารย์เคลื่อนย้ายนำมาปล่อยไว้กลางป่า ความจริงทุกคนมียันต์เคลื่อนย้าย พอถึงเวลากลับสามารถฉีกยันต์เคลื่อนย้ายกลับไปที่สำนักได้ แต่น่าเศร้าที่เจ้าของร่างถูกแย่งยันต์นั้นไปแล้วเรียบร้อย

หานลั่วขยี้ศีรษะด้วยความหงุดหงิด “เหตุใดเจ้าถึงได้ซวยแบบนี้นะ” หานลั่วนึกเวทนาตัวประกอบคนนี้เหลือเกิน

ถ้าไม่มียันต์ก็ต้องมีสัตว์วิญญาณประเภทบินได้ หรืออาวุธวิเศษที่สามารถเหาะได้ ซึ่งเจ้าของร่างที่ไม่มีความสามารถในการกำราบสัตว์วิญญาณ หรือมีตระกูลใหญ่คอยช่วยอยู่เบื้องหลังจะไปมีสิ่งที่กล่าวมาได้อย่างไร

สัตว์วิญญาณที่ว่ามีอยู่ตามป่าศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในการดูแลควบคุมของแคว้นทั้งสี่หรือตามขุนเขาที่มนุษย์ยากเข้าไป พวกมันแบ่งออกเป็นเก้าระดับเช่นกัน แต่พลังจะแตกต่างจากระดับพลังของมนุษย์ อย่างเช่นถ้าสัตว์วิญญาณอยู่ระดับหนึ่ง พลังของมันจะเท่ากับผู้ที่มีพลังวิญญาณระดับสาม ด้วยเหตุนี้เจ้าของร่างที่มีพลังวิญญาณแค่ระดับสองจะเดินทางไปกำราบสัตว์วิญญาณให้มาทำพันธะสัญญากับเขาได้อย่างไร นอกเสียจากพวกมันจะเต็มใจทำพันธะสัญญากับมนุษย์ที่พลังต่ำกว่า ซึ่งนั่นเป็นไปได้ยากมาก

หานลั่วถอนหายใจเฮือก เลิกคิดเรื่องที่น่าหดหู่ใจ สิ่งสำคัญตอนนี้คือรีบหาทางออก คาดว่าศิษย์ร่วมสำนักที่มาพร้อมเขาคงทยอยกลับเกือบหมดแล้ว ถ้าไม่รีบอาจถูกดึงเข้าไปพัวพันเรื่องอันตรายได้ หานลั่วตัดสินใจหมุนกายเดินไปอีกทางหนึ่ง แต่ทันใดนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา หานลั่วมีสีหน้าปั้นยาก สุดท้ายเขาก็หนีไม่พ้นอยู่ดีสินะ

ในนิยายมันไม่ได้บอกรายละเอียดว่าเหตุการณ์ที่ว่านี้จะเกิดขึ้นเวลาใด แค่บรรยายว่าผ่านไปครึ่งค่อนวันเท่านั้น เพราะเหตุนี้หานลั่วจึงอยากรีบหาทางออกจากป่า แต่น่าเสียดายที่เขากลับหลงทางเสียนี่ ช่างน่าเศร้าใจเหลือเกิน

ขณะที่หานลั่วกำลังวิ่งหนีไปทางตรงข้ามกับที่เกิดเหตุ จู่ๆ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดูดจากด้านหลัง เขาเกาะต้นไม้ต้นหนึ่งไว้แน่นพร้อมร้องตะโกนลั่น

“ฉันไม่อยากเข้าไป!!!”

ด้านหลังของเด็กหนุ่มที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ปรากฎช่องว่างขนาดใหญ่ที่มีม่านหมอกบดบังเอาไว้พร้อมลมหมุนที่ดูดทุกอย่างเข้าไปในนั้น

ต้นไม้ที่หานลั่วเกาะเอาไว้เริ่มขยับคล้ายกำลังถูกดึงออกจากพื้นดิน หานลั่วมีสีหน้าหมดอาลัย ก่อนจะร้องโหยหวนเพราะเขาถูกดูดเข้าไปในช่องว่างนั้นพร้อมต้นไม้ที่เกาะเอาไว้แน่นแล้ว

“ไม่น้าาา!”

เหตุการณ์ประหลาดนี้ได้เรียกผู้คนจากสำนักต่างๆ มารวมตัวกัน ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือช่องว่างที่ยังคงมีม่านหมอกคอยบดบัง ตอนนี้มันลดขนาดลงมาเหลือไม่กี่ฉื่อ บริเวณรอบๆ โล่งเตียน เจ้าสำนักหวงมองช่องว่างนั้นด้วยสายตาวาววับ อยากพุ่งเข้าไปเสียเดี๋ยวนี้

“มีลูกศิษย์ของสำนักข้าหายไปสามคน คาดว่าคงถูกดูดเข้าไปในนั้นหมด ข้าต้องเข้าไปตามหา”

ขณะที่ชายวัยกลางคนพุ่งเข้าไปตรงช่องว่าง จู่ๆ ได้ถูกม่านพลังกระแทกออกมาจนตัวเขากระเด็นหงายหลัง

ชายชราชุดดำแค่นหัวเราะ “นั่นคือทางเข้าสู่ดินแดนลับที่จะปรากฏขึ้นทุกห้าร้อยปี ผู้ที่เข้าไปได้คือผู้ที่มีคุณสมบัติตามกฎของดินแดนลับเท่านั้น”

เนื่องจากไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นที่ไหน วันไหนหรือเวลาใด เพราะมันเปลี่ยนที่ปรากฎทุกห้าร้อยปี ทุกคนที่เฝ้ารอได้แค่คอยจับตามองเมื่อใกล้ครบกำหนด พอเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด ทุกคนจึงรีบมาโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

ในดินแดนลับเต็มไปด้วยของวิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาวุธวิเศษที่ซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ สมุนไพรวิญญาณในตำนาน สัตว์วิญญาณระดับสูง และยังมีไอพลังวิญญาณบริสุทธิ์ที่ถ้าได้ซึมซับมันเข้าไปย่อมส่งผลต่อการฝึกตน จนสามารถเลื่อนขั้นพลังวิญญาณขึ้นมาอีกขั้นได้ ทว่าน่าเสียดายที่ดินแดนลับนี้มีกฎแปลกประหลาด มีเพียงผู้ที่มีจิตวิญญาณบริสุทธิ์หรือระดับพลังวิญญาณขั้นหกขึ้นไป ถึงจะสามารถผ่านเข้าไปได้ จากนั้นขอแค่เอาชีวิตให้รอดในดินแดนลับจนครบกำหนด ผู้ที่รอดออกมาได้ย่อมได้รับผลประโยชน์มากมาย

ชายชราชุดดำกล่าวต่อ “ลูกศิษย์ทั้งสามของเจ้านับว่าวาสนาดี ช่วงที่ทางเข้าของดินแดนลับถูกเปิดออก มันจะดูดทุกสิ่งในบริเวณใกล้ๆ เข้าไปหมดโดยไม่สนว่าจะมีมนุษย์หรือพวกสัตว์ธรรมดาเข้าไปด้วย หลังเวลาผ่านหนึ่งถ้วยชามันถึงจะสงบลง ผู้ที่มาภายหลังย่อมต้องทำตามกฎเกณฑ์ของมัน”

บุรุษชุดเขียวยิ้มหยัน “ถึงจะเข้าไปได้ พลังวิญญาณธรรมดาแค่นั้นคงไม่สามารถรอดชีวิตกลับออกมาได้อยู่ดี”

เพราะในดินแดนลับเต็มไปด้วยภยันอันตราย แค่สัตว์วิญญาณในนั้นก็สามารถฆ่าพวกเขาได้แล้ว

เจ้าสำนักหวงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขาลืมเรื่องนี้ไปเสียได้ ความจริงเขาไม่สนใจลูกศิษย์ที่ว่าหรอก แค่อยากเข้าไปเสาะหาของวิเศษ และยิ่งถ้าเข้าไปได้ พอเขากลับออกมาพลังวิญญาณของเขาย่อมทะลุถึงระดับต่อไป แต่น่าเสียดายระดับพลังวิญญาณของเขาแค่ระดับห้าเท่านั้น เขาจึงไม่อาจเข้าไปได้

พอพลังวิญญาณถึงระดับห้า ขั้นต่อไปยิ่งฝึกฝนยากมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผู้ที่มีพลังวิญญาณระดับหกขึ้นไป ย่อมเป็นยอดฝีมือที่สำนักใหญ่ๆ หรือผู้มีอิทธิพลต้องการดึงตัวไป

ชายชราชุดดำเลิกสนใจอีกฝ่าย เขาหมุนกายกลับไปสั่งการลูกศิษย์และคนในสำนักของตนที่คัดเลือกเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว สำนักของเขาคือสำนักอันดับต้นๆ ของแคว้นต้าโจว จึงพอมีลูกศิษย์อัจฉริยะอยู่ไม่น้อย

ไม่ใช่แค่ชายชราชุดดำ เจ้าสำนักหรือตระกูลใหญ่ทั้งหลายต่างพากันคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าไปด้วยเช่นกัน ยังมีเวลาเหลืออีกหนึ่งชั่วยามกว่าทางเข้าจะปิดลง และจะเปิดส่งคนที่มีชีวิตรอดออกมาอีกหนึ่งเดือนให้หลัง พวกเขาจึงไม่สนว่าใครจะเข้าไปก่อนไปหลัง เพราะสิ่งที่สำคัญสุดคือต้องมีชีวิตรอดกลับมา ไม่เช่นนั้นทุกอย่างย่อมไร้ประโยชน์

คนของแคว้นต้าโจวได้เปรียบสุดเพราะดินแดนลับโผล่ขึ้นที่แคว้นของพวกเขา อีกสามแคว้นได้แก่ จินโจว ถังโจว และเฟยโจว จึงได้แต่เร่งรีบมาก่อนที่ทางเข้าดินแดนลับจะปิด

เวลานี้ทั่วทั้งแคว้นต้าโจวผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าไปได้มีไม่ถึงสองร้อยคน และมีเพียงสิบคนที่พลังวิญญาณไม่ถึงระดับหก แต่เพราะมีจิตวิญญาณบริสุทธิ์จึงสามารถเข้าไปในดินแดนลับได้ หนึ่งในนั้นมีดรุณีน้อยวัยสิบสี่ผู้หนึ่ง รูปโฉมของนางงามพริ้มเพลา นางเป็นศิษย์สายนอกของสำนักหลิงถู เจ้าสำนักคือชายชราชุดดำผู้นั้น นางมีพลังวิญญาณแค่ระดับสามขั้นกลาง ท่ามกลางเหล่าอัจฉริยะ นางจึงไม่ค่อยได้รับความสำคัญมากนัก ถ้าไม่ใช่เพราะใกล้ถึงเวลาที่ดินแดนลับจะเปิดและนางยังมีจิตวิญญาณบริสุทธิ์ นางคงไม่ได้ถูกคัดเลือกให้ติดตามมาที่นี่

โยวหลันจ้องทางเข้าด้วยสายตาแน่วแน่ ครั้งนี้นางจะต้องแข็งแกร่งขึ้น ต่อไปจะได้ไม่มีใครกล้าดูถูกนางอีก

ขณะที่โยวหลันกำลังจะก้าวเท้าติดตามเจ้าสำนักเข้าไปในดินแดนลับ จู่ๆ บนท้องฟ้าได้ปรากฏเงาร่างมหึมาของสัตว์วิญญาณ โยวหลันแหงนหน้าขึ้นมอง ถึงกับเป็นมังกรวารีระดับเจ็ด!

เจ้าสำนักหลิงถูหยุดชะงัก ประกายวาบผ่านนัยน์ตา ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ด้านข้างกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงตกตะลึง

“เป็นประมุขหุบเขามังกร! เขามาด้วยตนเองเลยหรือนี่ เจ้าสำนักทางที่ดีพอเราเข้าไปแล้วเราต้องหลบหลีกอยู่ให้ห่างจากพวกเขาให้มากที่สุด ไม่เช่นนั้นเกิดคนจากหุบเขามังกรคิดแย่งชิงของวิเศษจากฝ่ายเรา ทางเราคงรับมือไม่ไหว”

ชายชราชุดดำสีหน้าเครียดขึง “ข้าทราบดี บอกบรรดาศิษย์ของสำนักเรา ถ้าพบเห็นคนของหุบเขามังกรให้หลบหลีก อย่าได้เข้าปะทะ”

ผู้อาวุโสผงกศีรษะด้วยสีหน้าเคร่งเครียดระคนกริ่งเกรง

ทั่วทั้งสี่แคว้นนี้พวกเขาจะล่วงเกินใครก็ได้ แต่ห้ามล่วงเกินคนของหุบเขามังกรโดยเด็ดขาด หุบเขามังกรคือตำนานที่ยังหลงเหลืออยู่ของแผ่นดินนี้ คนจากหุบเขามังกรล้วนเป็นยอดฝีมือ แค่พลังจิตวิญญาณขั้นต่ำยังอยู่ระดับหกขึ้นไป อีกทั้งพวกเขาได้แผ่ขยายอำนาจไปทั่วทั้งสี่แคว้นอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นหอลับที่สามารถสืบข่าวรู้เรื่องราวทุกอย่างในแผ่นดินนี้ กลุ่มมือสังหารที่ว่าจ้างคราใดล้วนทำงานสำเร็จ กิจการค้าขายต่างๆ ที่แผ่ขยายไปทั่วทั้งสี่แคว้น

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ผู้อื่นไม่ค่อยทราบ คือคนจากหุบเขายังกระจายแทรกซึมเข้าไปอยู่ตามสถานที่หรือตำแหน่งสำคัญ ไม่ว่าบ้านเมืองภายนอกจะเกิดเหตุการณ์พลิกผันมากมายแค่ไหน แต่ไม่เคยส่งผลกระทบต่อหุบเขามังกร ผู้ใดที่กล้าล่วงเกินพวกเขา เท่ากับก้าวขาลงนรกแล้วก้าวหนึ่ง

ได้ยินมาว่าทางหุบเขามังกร ประมุขคนใหม่เพิ่งรับช่วงต่อดูแลได้ไม่ถึงปี อีกทั้งอายุยังน้อย ทว่ากลับควบคุมหุบเขามังกรได้อย่างรวดเร็ว ทุกคนที่อยู่ใต้อำนาจของเขาล้วนเคารพนับถือและจงรักภักดีเป็นที่สุด

เจ้าสำนักหลิงถูสั่งให้บรรดาลูกศิษย์หยุดรอก่อน ในเมื่อคนของหุบเขามังกรมาถึงแล้ว อย่างไรต้องให้คนเหล่านั้นเข้าไปในดินแดนลับก่อน เพื่อไม่ให้ไม่เป็นการล่วงเกิน และจะได้ถือโอกาสผูกความสัมพันธ์ ถ้าได้รับความเมตตาจากประมุขหุบเขามังกรสักเล็กน้อย สำนักเขาย่อมมีหน้ามีตา อีกทั้งยังได้รับผลประโยชน์ตามมาอีกมากมาย

โยวหลันแววตาเป็นประกาย นางเคยได้ยินข่าวลือมาว่าประมุขคนใหม่ของหุบเขามังกรเพิ่งอยู่ในวัยยี่สิบสี่ แต่กลับมีพลังวิญญาณระดับแปดขั้นสูงแล้ว ทุกคนต่างคาดเดาว่าในวันข้างหน้าเขาอาจมีโอกาสเลื่อนขั้นพลังถึงขั้นเทวะได้ โยวหลันเช็ดเหงื่อที่ฝ่ามือ นางจะได้เห็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเลื่องลือกับตาตนเองแล้ว!

#####

ขณะที่ทุกคนตกตะลึงและตื่นเต้นอยู่นั้น น้องลั่วของเราลอยไปถึงไหนแล้วหนอ~

ความซวยของหานลั่ว

ทุกคนรีบถอยหลบและมองไปทางมังกรวารีสีฟ้าครามด้วยความกริ่งเกรง พอมังกรวารีส่งทุกคนถึงพื้นมันร้องคำรามคราหนึ่งก่อนจะหายเข้าไปในฝ่ามือของบุรุษชุดขาว

ถึงกับควบคุมมังกรวารีที่พลังเทียบเท่ากับผู้ที่มีพลังวิญญาณขั้นเก้าได้ คงมีแต่ประมุขหุบเขามังกรที่สามารถทำได้

ผู้คนพอได้เห็นรูปโฉมของบุรุษชุดขาวต่างสูดลมหายใจเข้าลึก บุรุษหรือสตรีที่มั่นใจในรูปโฉมของตนเองนักหนาต่างรีบก้มหน้าหลบ อะไรที่เรียกว่ารูปงามราวกับเทพเซียน คือชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าพวกเขานี่เอง

อวิ๋นมู่ฝานยืนเด่นเป็นสง่า ริมฝีปากประดับรอยยิ้มบางๆ แต่แววตาของเขากลับเฉยชายากจะคาดเดาอารมณ์ บุคลิกชายหนุ่มสูงส่งสง่างาม รูปโฉมหล่อเหลาไร้ที่เปรียบ ผมยาวดุจน้ำหมึกปล่อยสยายพัดไหวเบาๆ ตามสายลม

พอดวงตาหงส์มีเสน่ห์ปรายตามองมา กลับไม่มีใครกล้าสบตาเขา

รอบกายอวิ๋นมู่ฝานมีบุรุษรูปร่างหน้าตาดีอยู่หลายคน ทว่าพอมายืนอยู่ข้างกายอวิ๋นมู่ฝาน พวกเขากลับด้อยกว่าเล็กน้อย

เด็กหนุ่มผู้หนึ่งกระโดดโลดเต้นอยู่ด้านข้าง สอดส่องมองบริเวณรอบๆ “โอ้ ผู้คนเยอะแยะถึงเพียงนี้ ส่วนแบ่งของพวกเราจะไม่ลดน้อยลงหรือ แต่ไม่เป็นไร ข้างในเต็มไปด้วยอันตราย อาจจะเหลือรอดกลับมาไม่กี่คนก็ได้”

เด็กหนุ่มหัวเราะคิกๆ ใบหน้าเขาออกจะน่ารักราวกับตุ๊กตา แต่คำพูดและแววตาของเขากลับทำให้ผู้คนหวาดหวั่น

คำพูดเช่นนั้นหมายความอย่างไร หรือว่าคิดจะกำจัดพวกเขาทิ้งเพื่อแย่งของวิเศษ!?

เห็นสีหน้าหวาดกลัวและโกรธแค้นแต่ต้องเก็บซ่อนเอาไว้ของพวกเขา เด็กหนุ่มยิ่งอารมณ์ดี เขายิ้มตาหยีพร้อมหัวเราะเสียงใส

บุรุษสีหน้าเคร่งขรึมผู้หนึ่งเอ่ยปราม “เจียงหยุน เจ้าอย่าก่อเรื่อง”

เด็กหนุ่มใบหน้าตุ๊กตาหรือเจียงหยุนเบะปาก “หยวนเฟิง เจ้ารู้จักคำว่าอารมณ์ขันหรือไม่ วันๆ เอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ช่างน่าเสียดายใบหน้าหล่อๆ ของเจ้าเสียจริง”

“เจ้า!” หยวนเฟิงยิ่งขมวดคิ้ว

เสิ่นเทียนชั่งบุรุษหนุ่มท่าทางเหมือนกับบัณฑิตยกมือห้ามปรามทั้งสอง “พวกเจ้าควรพอได้แล้ว รู้หรือไม่ว่ากำลังทำให้นายท่านเสียเวลา”

พอเจียงหยุนกับหยวนเฟิงได้ยินประโยคนี้จึงหยุดถลึงตาใส่กัน เจียงหยุนหันไปยิ้มประจบท่านประมุข “นายท่านเช่นนั้นพวกเราเข้าไปกันเลยดีกว่า”

อวิ๋นมู่ฝานมองพวกเขาอย่างเอือมระอา ต่อมาชายหนุ่มยกมือประสานกล่าวกับผู้คนบริเวณรอบๆ ด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มบางๆ “ขออภัย พวกเรารบกวนพวกท่านแล้ว”

เจ้าสำนักและตระกูลใหญ่ทั้งหลายต่างรีบประสานมือเอ่ยตอบ “ไม่รบกวนๆ เชิญประมุขหุบเขามังกรตามสบาย”

อวิ๋นมู่ฝานกล่าวขอบคุณ ก่อนจะพาคนของตนเดินตรงเข้าไปทางเข้าของดินแดนลับ

ผู้ติดตามของชายหนุ่มมีทั้งหมดสิบห้าคน เขาไม่ได้พาคนมาเยอะอย่างที่ทุกคนกังวล พอกลุ่มของประมุขหุบเขามังกรเข้าไปหมดแล้ว ทุกคนค่อยกล้าผ่อนลมหายใจออกมา

เจ้าสำนักหลิงถูที่คิดจะเข้าไปคารวะทักทาย พอสัมผัสได้ถึงพลังกดดันของคนจากหุบเขามังกร โดยเฉพาะประมุขอายุน้อยผู้นั้น เขาก็แทบก้าวเท้าไม่ออก ได้ยืนนิ่งมองส่งพวกเขาเข้าไปในดินแดนลับ

“สมแล้วที่เป็นผู้มีพลังจิตวิญญาณระดับแปดขั้นสูง กลิ่นอายของเขาแทบกดทับข้าจนหายใจไม่ออก” ผู้อาวุโสข้างกายลูบหน้าอกตนเองพร้อมถอนหายใจยาว

เจ้าสักนักหลิงถูแววตาพลันหม่นลง เขานั้นฝึกฝนมาจนถึงวัยชรา แต่พลังวิญญาณเพิ่งเลื่อนถึงระดับเจ็ดขั้นสูงเท่านั้น ช่างน่าเศร้าใจนัก

ชายชราเลิกคิดฟุ้งซ่านก่อนจะพาลูกศิษย์จากสำนักตนเดินเข้าไปในดินแดนลับ

ก่อนหน้านั้นโยวหลันเอาแต่ตกตะลึงในรูปโฉมของประมุขหุบเขามังกร กว่าจะละสายตามาได้ก็ต่อเมื่อเขาเดินจากไปนานแล้ว นางลูบหน้าตนเองด้วยความอับอาย เทียบกับเขาแล้วนางคงเป็นได้แค่มดปลวก แม้แต่คนติดตามข้างกายเขายังมีพลังวิญญาณสูงถึงระดับเจ็ดขั้นต้น ไม่รู้ว่านางจะมีโอกาสไปถึงจุดสูงสุดเช่นนั้นได้หรือไม่ ไม่สิ จะมายอมแพ้เอาตอนนี้ไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรนางจะต้องแข็งแกร่งขึ้น ต่อให้เจออุปสรรคมากแค่ไหน นางจะไม่ย่อท้อง่ายๆ!

กลับมาทางด้านหานลั่ว พอหลุดเข้ามาในดินแดนลับพร้อมต้นไม้ โชคดีต้นไม้ที่เขาเกาะหล่นใส่ต้นไม้ใหญ่ในแดนลับ เขาจึงไม่ได้ตกลงสู่พื้น จากนั้นหานลั่วค่อยๆ ไต่กิ่งก้านต้นไม้ใหญ่ลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย

สภาพหานลั่วในตอนนี้เรียกว่าสะบักสะบอมเลยทีเดียว เส้นผมเต็มไปด้วยเศษใบไม้ ตามชุดมีรอยขาดเพราะเกาะเกี่ยวกับกิ่งไม้ มีรอยขูดรอยข่วนตามแขนจนเลือดไหลซิบๆ หานลั่วสีหน้าไร้อารมณ์ เขาเริ่มชินกับความซวยของตัวเองแล้ว

หานลั่วปัดเศษใบไม้ออกจากเส้นผมและตามร่างกาย นำยาทาแผลที่เหลือเพียงน้อยนิดจากถุงมิติออกมาทาตามรอยแผล ดีที่ยาของโลกนี้พอทาแล้วบาดแผลดีขึ้นทันตาเห็น รอยฟกช้ำที่เกิดจากก่อนหน้านี้หายได้เพราะมัน

หลังจากจัดการตัวเองเสร็จ หานลั่วจึงมีโอกาสได้สำรวจบริเวณรอบๆ เสียที จากนั้นเผยสีหน้าตกตะลึงออกมา “ว้าว ที่นี่ราวกับหนังแฟนตาซีเลยแฮะ”

บริเวณพื้นดินเต็มไปด้วยหญ้าสมุนไพรวิญญาณที่ส่องแสงอ่อนๆ หลายสีสันออกมา ถึงแม้แผ่นดินข้างนอกจะมีสมุนไพรวิญญาณเช่นกัน แต่พวกมันไม่ได้ส่องแสงเป็นประกายมากมายเหมือนเช่นในนี้

ส่วนต้นไม้ที่นี่ต้นใหญ่มาก บางต้นมีผลไม้วิญญาณที่หาได้ยากในโลกภายนอก หานลั่วเลียริมฝีปากที่แห้งผาก ดินแดนลับน่าสนใจมาก เพียงแต่เวลานี้เขาต้องคิดหาวิธีออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัยก่อน ถ้าจากตามในนิยาย ตัวประกอบผู้นี้จะได้รับความช่วยเหลือจากตัวเอกหญิง นางพาเขาออกไปจากดินแดนลับด้วย หลังจากนั้นก็ไม่มีบทของตัวประกอบอย่างหานลั่วอีกแล้ว

“แบบนี้คือต้องออกตามหาตัวเอกหญิงและออกไปพร้อมนางสินะ”

ถึงหานลั่วไม่คิดอยากยุ่งเกี่ยวกับเหล่าตัวเอก แต่เนื่องจากพลังวิญญาณแค่ระดับสองของเขา ถ้าจะออกไปจากที่นี่ด้วยตนเองโดยไม่ได้รับอันตรายคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาจะขอพึ่งพาผู้แข็งแกร่งแค่ครั้งนี้คงไม่เป็นไร

ส่วนเรื่องศักดิ์ศรี เหอะ ขอโยนทิ้งไปไกลๆ หานลั่วไม่สน ขอแค่เอาชีวิตรอด ไม่ว่าวิธีอะไรเขาล้วนทำได้

หานลั่วปลุกกำลังใจตนเองขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเท้าออกเดิน เขาต้องอยู่ที่นี่อีกหนึ่งเดือน ระหว่างที่รอตัวเอกหญิง เขาต้องหาที่ปลอดภัยพักอาศัยอยู่ก่อน

หานลั่วเดินไปสายตาก็คอยสอดส่องไป ระมัดระวังตลอดทาง ทันทีที่ได้ยินเสียงแปลกๆ เขาจะรีบซ่อนตัวตามพุ่มไม้หรือตามโพรงต้นไม้ ราวกับกระรอกน้อยที่กำลังตื่นตระหนก

พอคิดว่าปลอดภัยแล้วจึงเดินออกมาจากที่ซ่อน “ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ดูเหมือนประสาทสัมผัสจะดีขึ้น ได้ยินเสียงมาแต่ไกลก่อนที่เจ้าตัวนั้นจะเข้ามาใกล้เสียอีก แต่เมื่อครู่มันคือตัวอะไร? ลักษณะเหมือนหมีขาว แต่ตามตัวมีลวดลายสีดำพาดไปมาเหมือนเสือ หมีขาวลายเสือ?”

หานลั่วล้วงมือเข้าไปในถุงมิติ และนำห่อผ้าที่ดูไม่สะดุดตาออกมา ในห่อผ้านั้นเต็มไปด้วยตำราเก่าแก่หลายเล่ม ยังดีที่พวกศิษย์ร่วมสำนักดักปล้นเอาแต่สมุนไพรวิญญาณไป พวกเขาไม่คิดสนใจข้าวของอันน้อยนิดจนน่าสงสารของเจ้าของร่าง เพราะเหตุนี้จึงสามารถรักษาตำราล้ำค่าเหล่านี้เอาไว้ได้

ถ้ามีที่เก็บของที่ดีกว่านี้คงดีมาก มันจะสามารถซ่อนไม่ให้ผู้อื่นเห็นของที่อยู่ข้างใน และไม่สามารถแย่งชิงไปได้ นอกเสียจากเจ้าของจะเสียชีวิตและมีพลังวิญญาณมากกว่าเจ้าของ จึงจะสามารถปลดพลังเอาของที่เก็บซ่อนเอาไว้ออกมาได้

ขณะที่หานลั่วคิดอย่างน่าเสียดาย จู่ๆ หานลั่วก็รู้สึกร้อนผ่าวบริเวณหน้าผาก ก่อนที่หอผ้าในมือจะหายวับไปกับตา

หานลั่ว “…..”

ไม่หรอก คงจะไม่ใช่อย่างที่เขาคิด

หานลั่วมองรอบกาย นอกจากเขาแล้วไม่มีใคร เขาจึงกระแอมออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะแบมือพร้อมเอ่ยปาก “ห่อผ้าจงออกมา”

ฟึบ! ห่อผ้าตำรากลับมาวางบนฝ่ามือเหมือนเดิม

แววตาหานลั่วเป็นประกายระยิบระยับ “เก็บของ”

ห่อผ้าหายไปอีกครั้ง หานลั่วลองทำเช่นนี้โดยไม่ต้องเอ่ยปาก พบว่าแค่เขาคิดในใจ ห่อผ้าทั้งหายไปทั้งปรากฏตามที่เขาต้องการ หานลั่วกำมือแน่นด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ว้าว โลกแฟนตาซีนี่ดีชะมัด”

แต่ที่เขาทำเช่นนี้ได้คงเป็นเพราะสัญลักษณ์รูปดอกท้อตรงหน้าผาก เขายังคงกังขาที่มาของมันอยู่ แต่หาคำตอบไม่ได้

หานลั่วยักไหล่ แต่ก็ถือว่าเป็นของดีสินะ แบบนี้ต่อไปไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนปล้นชิงของไปจากตัวเขาได้แล้ว

หานลั่วแกะห่อผ้าออกอย่างอารมณ์ดี เขาหยิบตำราเกี่ยวกับสัตว์วิญญาณประมาณสองสามเล่มออกมาดู ชายชราที่รับเลี้ยงเขาไม่รู้มีความเป็นมาอย่างไร อีกฝ่ายมีตำราล้ำค่าเกี่ยวกับสมุนไพรวิญญาณและสัตว์วิญญาณทั้งหมดในแผ่นดิน ก่อนที่เจ้าของร่างจะเข้าสำนัก ชายชรามอบตำราทั้งหมดให้เขา หลังจากเข้าสำนักได้ครึ่งปี เขาขอกลับไปเยี่ยมชายชราที่หมู่บ้าน กลับพบว่าชายชราไม่อยู่แล้ว ถามชาวบ้านรอบๆ ก็ไม่มีใครพบเจอเขาอีก เจ้าของร่างจึงได้แต่กลับสำนักด้วยความเศร้าเสียใจ

หานลั่วนึกความทรงจำเหล่านั้นแล้วทอดถอนใจ เขาเปิดตำราออกค้นหาเจ้าหมีขาวลายเสือว่าเป็นสัตว์วิญญาณชนิดใด ปกติเจ้าของร่างจะศึกษาเรื่องสมุนไพรวิญญาณเสียมากกว่า จึงไม่ค่อยรู้เรื่องสัตว์วิญญาณมากนัก ในที่สุดก็พบข้อมูลในเล่มที่สอง “หมีพยัคฆ์ขาว สัตว์วิญญาณระดับหก!”

หานลั่วสูดปาก ระดับหก เช่นนั้นพลังของมันเทียบเท่ากับมนุษย์ที่มีพลังวิญญาณระดับแปด! หานลั่วขนลุกซู่ ดีนะที่หลบซ่อนตัวทัน

หานลั่วปรับอารมณ์แล้วอ่านต่อ ลักษณะของมันตรงตามที่เขาเห็นทุกอย่าง อาหารของมันคือผลไม้วิญญาณและน้ำผึ้ง หานลั่วโล่งอก โชคดีมันไม่กินเนื้อ

“หืม? ความสามารถคืออำพรางกายปิดซ่อนตัวตนได้?”

ขณะที่หานลั่วกำลังนั่งอ่านข้อมูลทั้งหมดอยู่นั้น จู่ๆ ด้านหลังเขารู้สึกได้ถึงพลังบางอย่าง แผ่นหลังเขาเย็นวาบ หานลั่วเอี้ยวคอหันกลับไปมองด้วยสีหน้าแข็งทื่อ

ขนสีขาวเริ่มปรากฏ ลายดำที่คุ้นเคยเริ่มปรากฏ ใบหน้าหมีเริ่มปรากฎ ดวงตากลมดำของเจ้าตัวใหญ่จ้องหานลั่วเขม็ง

ตาใหญ่สบตาเล็ก ใบหน้าน่ารักฝืนส่งยิ้มออกไป พร้อมยกมือทักทาย “ว่าไง ข้ามาดีนะ”

ดวงตาหมีพยัคฆ์ขาวเป็นประกายวาบ ก่อนจะกระโจนเข้าใส่เด็กหนุ่มด้วยความเร็ว

“อ๊าก!!!” หานลั่วรีบม้วนตัวหลบก่อนจะลุกขึ้นวิ่งหนีทันใด

#####

โธ่ น้องลั่ว สับขาวิ่งเข้าลูก

พบเจอคำผิดแจ้งไรท์ได้นะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...