โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

'ดร.อนุสรณ์' ชี้ไม่ใช่เรื่องง่ายดันไทยฮับการเงินโลก แนะศึกษาบทเรียนวิกฤตปี'40 ก่อน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 21 ก.ค. 2567 เวลา 09.56 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2567 เวลา 09.48 น.

‘ดร.อนุสรณ์’ ชี้ไม่ใช่เรื่องง่ายดันไทยฮับการเงินโลก แนะรบ.ศึกษาบทเรียนวิกฤตต้มยำกุ้ง-ระบุต้องแข่งสิงคโปร์-ฮ่องกง-กัวลาลัมเปอร์ให้ได้ก่อน

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัลฯ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกภายใต้โครงการ Ignite Finance ถือเป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมบริการการเงิน การลงทุนที่มีมูลค่าสูง ถือเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนหนึ่งที่จะทำให้ศักยภาพในการเติบโตของไทยสูงขึ้นในอนาคต

แนะศึกษาบทเรียนก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง-BIBFสะดุด

อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาบทเรียนความสำเร็จและล้มเหลวของนโยบายที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาคด้วยการเปิดเสรีทางการเงินช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินปี พ.ศ. 2540 ให้ดีด้วยว่า ทำไม มาตรการ BIBF จึงสะดุดและยังเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเกินตัวและธุรกรรมเก็งกำไรเกินขนาดในตลาดหลักทรัพย์และตลาดอสังหาริมทรัพย์

รศ.ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า วิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี พ.ศ.2540 ถือเป็นวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ วิกฤตการณ์ครั้งนี้มีทั้งวิกฤตการณ์ระบบสถาบันการเงิน วิกฤตการณ์ค่าเงินและวิกฤตการณ์เศรษฐกิจมหภาค วิกฤตการณ์ปี พ.ศ.2540 มีจุดเริ่มต้นจากการก่อหนี้เกินตัวของภาคเอกชน และ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงิน นโยบายการกำกับสถาบันการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ผิดพลาด ทำให้การก่อหนี้ขยายวงจนเป็นปัจจัยสำคัญของวิกฤตการณ์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยในช่วงหนึ่งทศวรรษก่อนวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 พบว่าโครงสร้างการผลิตมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก สัดส่วนภาคการเงินในโครงสร้าง การผลิตเพิ่มขึ้น มีการสะสมสต็อกทุนในสาขาที่อยู่อาศัย สาขาอุตสาหกรรม สาขาคมนาคมและบริการค่อนข้างสูง แรงงานย้ายมาอยู่ในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ในด้านอุปสงค์มวลรวม การลงทุนและภาคต่างประเทศมีสัดส่วนค่อนข้างสูง

ในด้านงบประมาณการคลังมีการเกินดุลในช่วงทศวรรษดังกล่าว เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ที่สูงขึ้นจากเศรษฐกิจที่ดี หนี้สาธารณะมีแนวโน้มลดลง การส่งออกของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปี 2538 โดยในทศวรรษดังกล่าวมีการนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องจักรมากขึ้น ดุลการค้าและดุลเดินสะพัดขาดดุลอย่างต่อเนื่อง และมีการขาดดุลค่อนข้างมากในปี พ.ศ.2538 ถึง พ.ศ.2539 เมื่อภาคส่งออกชะลอตัวอย่างมาก ขณะที่การนำเข้ายังเติบโต

ขนาดของภาคการเงินในส่วนของภาคธนาคารมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ ตลาดทุนเติบโตต่อเนื่องในช่วงต้นทศวรรษ 2530 ก่อนที่กิจกรรมในตลาดจะลดลงในปี พ.ศ.2536 การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศค่อนข้างสูงโดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ.2537 ถึง พ.ศ.2538 แต่ส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะสั้นที่ไหลผ่านเงินกู้ของธนาคารและการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้หนี้ระยะสั้นของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนของไทยจะเป็นแบบคงที่ แต่อัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงของไทยแข็งค่าอย่างต่อเนื่องและยังได้สรุปปัจจัยต่างๆที่นำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ทั้งภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ การเปิดเสรีการเงิน ความเปราะบางของสถาบันการเงิน การโจมตีค่าเงินบาท รวมทั้งจุดอ่อนพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย

เปิดสาเหตุวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40- บทเรียนสำคัญก่อนดันไทยฮับการเงินโลกครั้งใหม่

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวถึง สาเหตุวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 เพื่อใช้มาเป็น บทเรียนในการกำหนดการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของไทยครั้งใหม่ หลังจากเคยล้มเหลวในความพยายามผลักดันให้ กรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางทางการเงิน หรือ นโยบาย BIBF ในช่วงทศวรรษ 2530 สาเหตุของวิกฤติปี 2540 มีดังนี้

1.ช่องว่างระหว่างระดับการออมและระดับการลงทุนและการลงทุนเกินตัวทำให้ต้องอาศัยเงินออม (กู้เงิน) จากต่างประเทศ เอกชนลงทุนเกินตัวเพราะสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจโลกที่เอื้ออำนวยการลงทุนในประเทศและการส่งออกของไทย ทำให้ภาคเอกชนไทยเร่งการลงทุนทั้งภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ราคาที่ดินและราคาหุ้นในประเทศสูงขึ้น ดึงดูดให้ภาคการเงินแข่งขันกันปล่อยกู้ในกิจกรรมดังกล่าว การเปิดเสรีภาคการเงินทำให้สถาบันการเงิน กู้เงินจากต่างประเทศ ที่มีต้นทุนต่ำมาปล่อยกู้ในประเทศ ทำให้เกิดการลงทุนมากเกินไป ในขณะที่ภาคการเงินที่มีโครงสร้างแบบผูกขาดมาเป็นเวลานาน ขาดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเงิน และระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ

เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533-2538 มีอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยที่ร้อยละ 8.6 การที่เศรษฐกิจขยายอย่างร้อนแรงเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกันทำให้นักลงทุนเห็นโอกาส ในการสร้างผลตอบแทนจึงขยายการลงทุนอย่างมากจนทำให้ สัดส่วนของการลงทุนภายในประเทศต่อรายได้ประชาชาติพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 41.4% จึงต้องอาศัยเงินกู้จากต่างประเทศเพื่อตอบสนองการเติบโตของการลงทุน

2.การพึ่งพิงเงินทุนจากต่างประเทศในอัตราสูงไม่ใช่ปัญหา หากมีการบริหารจัดการที่ดีไม่ให้มีสัดส่วนของเงินกู้ต่างประเทศระยะสั้นมากเกินไป เงินทุนที่ไหลเข้าก่อนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ปี พ.ศ. 2540 สองสามปีมีสัดส่วนของการลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment) น้อย การลงทุนเข้ามาถือหุ้นร่วมกิจการก็น้อยเมื่อเทียบกับเงินไหลเข้าในรูปของเงินกู้และที่สำคัญเงินกู้เหล่านี้กว่าครึ่งหนึ่งเป็นเงินกู้ระยะสั้นทางด้านสถาบันการเงินก็ต้องมีระบบการปล่อยสินเชื่อที่มีมาตรฐานและโปร่งใส

3.นับตั้งแต่มีการเปิดเสรีการเงินผ่านการเปิดเสรีวิเทศธนกิจ มีเม็ดเงินไหลเข้ามาในระบบสถาบันการเงินไทยจำนวนมาก ทำให้สถาบันการเงินในประเทศมีการขยายสินเชื่อในอัตราเร่ง คุณภาพสินเชื่อเริ่มลดลง อัตราส่วนระหว่างการปล่อยสินเชื่อต่อปริมาณเงินฝากสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์เพิ่มจากระดับต่ำกว่า 1 ในปี พ.ศ. 2533 สูงขึ้นจนถึงระดับ 1.35 เมื่อสิ้นไตรมาสสองของปี พ.ศ. 2538 นอกจากนี้เริ่มมีสัญญาณของหนี้เสียหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น

4.การใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย) ขณะที่ยังคงใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่พร้อมกับยังมีการเติบโตร้อนแรงอยู่ในภาคการลงทุนส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศยิ่งสร้างแรงผลักดันให้กู้ยืมเงินจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้นและดึงดูดเงินทุนไหลเข้ามากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงก่อนเกิดวิกฤติปี 40 ผู้ให้กู้ให้สินเชื่อแบบผ่อนคลายมากขึ้น โครงการต่างๆขยายโดยใช้สัดส่วนของสินเชื่อค่อนข้างสูงและหลายโครงการกู้เงินตราต่างประเทศเพื่อประหยัดดอกเบี้ย โดยมีสมมติฐานว่าไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพราะมั่นใจว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ระบบตะกร้าเงิน

5.สภาพคล่องที่ผ่อนคลายและปริมาณเงินขยายตัวในระดับสูงในช่วงที่ผ่านมาผสานเข้ากับความร้อนแรงของการลงทุนและการเก็งกำไรทำให้ราคาที่ดินและหลักทรัพย์พุ่งสูงขึ้นกว่าปัจจัยพื้นฐานมากจนเกิดปัญหาฟองสบู่ในภาคเศรษฐกิจต่างๆ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นและภาคอสังหาริมทรัพย์

6.ทางการไทย (รัฐบาลไทย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงาน ทางเศรษฐกิจต่างๆของภาครัฐ) ไม่สามารถใช้มาตรการหรือนโยบายต่างๆหยุดยั้งภาวะฟองสบู่และการขยายตัวอย่างร้อนแรงของอุปสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น นโยบายการคลังที่เข้มงวดและเกินดุลมากพอที่จะลบล้างความร้อนแรงของเงินทุนไหลเข้าไม่ได้เกิดขึ้น นโยบายการเงินเข้มงวดโดยปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยสูงไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นมากนัก นโยบายเพิ่มทุนสำรองและกีดกันการนำเข้าของเงินกู้ระยะสั้นมีการดำเนินแต่ไม่เพียงพอ ไม่มีการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความยืดหยุ่นมากพอ

7.การโจมตีและการเก็งกำไรค่าเงินโดยกองทุนเก็งกำไรและนักลงทุนช่วงก่อนที่จะมี การโจมตีและเก็งกำไรค่าเงินบาทนั้น ได้มีพฤติกรรมการโจมตีค่าเงินในประเทศอ่อนแอ ทางเศรษฐกิจ ค่าเงินของหลายประเทศรวมทั้งเงินบาทของไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานในหลายภูมิภาคทั่วโลก เช่น การโจมตีค่าเงินในสหภาพยุโรป ปี 2535 และเม็กซิโก 2537 ประเทศที่มีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ค่อยยืดหยุ่นจะมีแนวโน้มที่ถูกโจมตีมากกว่าประเทศอื่นๆ (IMF Research Department Staff 1997) นอกจากนี้วิกฤตการณ์ทางการเงินในเม็กซิโก ส่งผลให้นักลงทุนมีความกังวลใจกับเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่ที่มีปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัด และมีแนวโน้มว่าจะมีการลดค่าเงิน นักลงทุน นักเก็งกำไรเริ่มเห็นโอกาสในการสร้างผลกำไรจากการเก็งกำไรค่าเงินบาทจากการที่ประเทศไทยมีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง อัตราเงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจร้อนแรงมีภาวะฟองสบู่ ค่าเงินถูกกำหนดให้แข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย รัฐบาลพยายามลดความรุนแรงของปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัดและภาวะฟองสบู่ กิจกรรมเก็งกำไรแต่ไม่เป็นผลนัก เงินกู้ต่างประเทศระยะสั้นของภาคเอกชนยังคงเพิ่มขึ้น ปัญหาหนี้เสียสถาบันการเงินอันเนื่องมาจากอสังหาริมทรัพย์และกิจกรรมเก็งกำไร ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

เมื่อภาพรวมของเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศลดลงอย่างมาก อันดับความน่าเชื่อถือของไทยถูกปรับลดลงโดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เงินทุนต่างประเทศเริ่มทยอยไหลออกเป็นจำนวนมากจนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท) ต้องเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาท

ช่วงเดือนธันวาคม 2539 ใช้เงินตราต่างประเทศในการแทรกแซงตลาดเป็นจำนวน 4.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาเมื่อมีข่าวลือการลดค่าเงินในช่วงเดือนมกราคม 2540 นักลงทุน ได้เข้ามาเก็งกำไรในค่าเงินบาท ธปท. แทรกแซงตลาดเป็นจำนวน 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นปี พ.ศ. 2539 และมีฐานะเงินสำรองทางการหักยอดคงค้างสัญญาขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า หรือทุนสำรองทางการสุทธิ เมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์เป็นจำนวน 26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การโจมตีครั้งที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2540 การปกป้องค่าเงินบาททำให้ทุนสำรองสุทธิลดลงจากระดับ 24.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วงเดือนมิถุนายน 2540 เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลาออก ส่งผลให้เงินทุนของนักลงทุนไทย ไหลออกนอกประเทศ ส่งผลให้ทุนสำรองสุทธิลดลง จนกระทั่งในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท

ในที่สุดภายใต้แรงกดดันของตลาดการเงินระหว่างประเทศและปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทหรือเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนระบบคงที่แบบตะกร้าเงิน (Pegged Exchange Rate System) เป็น ระบบลอยตัวแบบมีการจัดการ (Managed Floated Exchange Rate System) โดยในวันดังกล่าวทุนสำรองสุทธิของไทยเหลืออยู่ในระดับ 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

8.ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่เมื่อใช้ในสภาวะที่ปล่อยให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่สามารถใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดจำกัดอุปสงค์รวมได้อย่างมีประสิทธิผล เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยภายในประเทศสูง ผู้ลงทุนจะหันไปกู้เงินจากต่างประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าและในช่วงเวลาดังกล่าวอัตราดอกเบี้ยของประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่นก็ต่ำกว่าไทยมาก เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดหนี้ต่อประเทศระยะสั้นจำนวนมาก

9.เศรษฐกิจไทยประสบปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงปลายทศวรรษที่ 2530 ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ ประเทศจะสามารถขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องได้จะต้องมีการเกินดุลบัญชีเงินทุน ในกรณีของประเทศไทยมีการเกินดุลบัญชีเงินทุนในส่วนของเงินกู้จากต่างประเทศ และเป็นหนี้ระยะสั้น ซึ่งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้เชื่อว่าประเทศสามารถจ่ายหนี้ได้ในอนาคต และสามารถรักษาระดับเงินทุนไหลเข้า

10.การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยหลักใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากการใช้ปัจจัยการผลิตมากขึ้นมิใช่จากการยกระดับผลิตภาพและเทคนิคการผลิต ซึ่งเป็นปัญหาที่คล้ายคลึงกับสถานการณ์ในสิงคโปร์การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี หรือการเพิ่มคุณภาพของปัจจัยการผลิตเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ดังจะเห็นได้ว่าในบรรดาประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอิสราแอล การเพิ่มผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิต (Total Factor Productivity, TFP) ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของคุณภาพของปัจจัยการผลิต และการปรับปรุงเทคโนโลยีให้ดีขึ้นนั้นเป็นที่มา (Source) ของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่ง

ย้ำรบ.ต้องมียุทธศาสตร์-เป้าหมายที่ชัดเจน ดันไทยฮับการเงินโลก

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า หากเราต้องการให้ กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกอาจต้องมียุทธศาสตร์และตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน และเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการแต่จะเป็นประโยชน์แน่นอน การตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก เราต้องทำให้อันดับ Global Financial Centers Index ของกรุงเทพฯมาอยู่ที่ 20 อันดับแรกเป็นอย่างน้อย ขณะนี้ “กรุงเทพฯ” อยู่อันดับที่ 93 ในปี พ.ศ. 2567 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว (ปี 2562) ประเทศไทยเคยอยู่อันดับที่ 50 และดิ่งลงอย่างรวดเร็วจากเงินทุนไหลออกและขาดการพัฒนาระบบต่างๆ ความไม่โปร่งใสของบริษัทจดทะเบียน การฉ้อโกงนักลงทุนของผู้บริหารในตลาดหลักทรัพย์ และ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินไม่ดึงดูดต่อการลงทุนและการประกอบกิจการบริการทางการเงินและการธนาคาร สถาบันการเงินระดับโลกบางแห่งขายธุรกิจให้กับธนาคารในระดับภูมิภาค

ชี้ก่อนเป็นฮับการเงินโลกต้องแข่งขัน ‘สิงคโปร์-ฮ่องกง-กัวลาลัมเปอร์’ ให้ได้ก่อน

การเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินโลกของไทยต้องแข่งขันกับศูนย์กลางการเงินในภูมิภาคเอเชียให้ได้เสียก่อน สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางการเงินอันดับ 3 ของโลก ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการเงินอันดับ 4 ของโลก เซี่ยงไฮ้ และ กรุงโซล อยู่ในอันดับ 6 และ อันดับ 10 ในฐานะศูนย์กลางทางการเงินของโลก หรือ ในอาเซียน กรุงเทพฯ ต้องเอาชนะ กัวลาลัมเปอร์ที่อยู่ในอันดับ 77 ให้ได้เสียก่อน

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า การมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกต้องมาพร้อมกับความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆจึงทำให้ สถานะความเป็นศูนย์กลางทางการเงินมีความยั่งยืนเฉกเช่น ศูนย์กลางทางการเงินอย่าง นิวยอร์ก และ ลอนดอน ความทะเยอทะยานสู่การเป็นประเทศชั้นนำของโลกทางด้านเศรษฐกิจและการเงินเป็นเรื่องที่ดี

ชี้อีกนานกว่าจะเป็นได้อย่างน้อย 15-20 ปี อย่างสิงคโปร์ 58 ปี

การดำเนินการสู่เป้าหมายต้องใช้เวลา ต้องมีความมุ่งมั่น ทำอย่างต่อเนื่องและต้องมีการสานต่อจากรัฐบาลในอนาคต บางทีอาจต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 15-20 ปี สิงคโปร์ใช้เวลากว่า 58 ปีนับจากได้เอกราชจากประเทศกำลังพัฒนาก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินของโลกอันดับ 3 และเป็นประเทศพัฒนาแล้ว การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ “สิงคโปร์” ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วโดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วอายุคน สิงคโปร์ใช้เวลาสั้นกว่า นิวยอร์ก ลอนดอน ฮ่องกง ในการก้าวสู่ 1 ใน 4 ของศูนย์กลางการเงินโลก

อุตสาหกรรมการเงินการลงทุนของสิงคโปร์เติบโตมาอย่างมั่นคงต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1980 โดยมีตัวชูโรง คือ การบริหารสินทรัพย์จากทั่วโลก (Global Asset Management Hub) เป็นประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำและมาตรฐานธรรมาภิบาล การกำกับดูแลที่เป็นมาตรฐานสากล “สิงคโปร์” เบียด “ฮ่องกง” มาเป็นอันดับสามจากเข้ามาแทรกแซงการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนของรัฐบาลปักกิ่งและปัญหาทางการเมืองในฮ่องกง ทำให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มทุนการเงินจาก “ฮ่องกง” มายัง “สิงคโปร์” และ “สิงคโปร์” ยังมีวางฐานะทางยุทธศาสตร์ในการเป็นประตูสู่การลงทุนในอาเซียนที่มีศักยภาพในการเติบโตระดับต้นๆของโลก

ชี้สถาบันการเงินต้องมีสินทรัพย์ไม่น้อยกว่า 200%ของจีดีพี

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า เวลาเราพูดถึง ศูนย์กลางทางการเงิน เรามักหมายถึง เมืองหรือประเทศที่สามารถดึงดูดให้สถาบันการเงิน สถาบันการลงทุนจำนวนมาก ทั้งสถาบันระดับภูมิภาคและระดับโลก เข้ามาลงทุนและใช้เป็นศูนย์กลางในการทำธุรกรรมทางการเงินและการลงทุนระหว่างประเทศ และ หากต้องการเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลกระดับต้นๆควรต้องมีสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไม่น้อยกว่า 200% ของจีดีพี

เปิดปัจจัยท้าทายการดันกรุงเทพฮับการเงินโลก

ความท้าทายของไทยในการนำพา “กรุงเทพ” สู่ความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก มีดังต่อไปนี้

ประการแรก สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเอื้อต่อการประกอบธุรกิจการเงินและการลงทุนหรือไม่ สะท้อนมาที่ดัชนีความง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยเฉพาะในมุมของนักลงทุนมักให้ความสำคัญอัตราภาษีที่ต่ำ ไม่ซ้ำซ้อนและต้นทุนต่ำ ประเทศไทยอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร แต่มีความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองไม่ดีนัก มีรัฐประหารและการเปลี่ยนแปลงการเมืองไม่เป็นไปตามวาระและวิถีทางประชาธิปไตยบ่อยครั้ง

ประการที่สอง ระดับการเปิดเสรีทางการเงินและการลงทุนอยู่ที่ระดับไหน (Level of Financial and Investment Liberalization) กรุงเทพฯมีระดับการเปิดเสรีภาคการเงินไม่สูงเท่ากับสิงคโปร์ ฮ่องกง นิวยอร์ก ลอนดอน ซานฟานซิสโก ชิคาโก บอสตัน ลอสแองเจลีส เวียนนา มิลาน ปารีส หรือ หมู่เกาะอย่างเคย์แมน บริติชเวอร์จิน แต่ไทยมีระดับการเปิดเสรีในระดับที่พัฒนาต่อยอดได้

ประการที่สาม ความพร้อมของบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานของภาคการเงิน ประเทศไทยมีความพร้อมในระดับปานกลาง ยังต้องพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินและการลงทุนเพิ่มเติมอีกมาก

ประการที่สี่ ความเชื่อมั่นและการยอมรับในการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เกี่ยวข้องกับวางระบบกฎหมาย การที่กระทรวงการคลังจะมีแผนในการจัดทำกฎหมายทางการเงินใหม่ ก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญในอนาคต การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคม ไอทีและเทคโนโลยีสารสนเทศถือว่ามีความสำคัญมากในระบบการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัล

ประการที่ห้า ระบบความมั่นคงปลอดภัยในการให้บริการและระบบความมั่นคงปลอดภับทางไซเบอร์และธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ ประการที่หก การกำกับดูแล ความมีธรรมาภิบาลที่เป็นมาตรฐานสากล ความคงเส้นคงวาและคาดการณ์ได้ของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับระบบสถาบันการเงิน นโยบายการเงินและนโยบายการลงทุน

สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติช่วยลดความเหลื่อมล้ำเข้าถึงแหล่งทุนได้ดีขึ้น

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า สำหรับการจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติของกระทรวงการคลัง คาดว่าจะทำให้ ประชาชนและธุรกิจรายย่อยที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากระบบสถาบันการเงินได้โดยตรง สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ดีขึ้นหลังจากมีการค้ำประกันโดยสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ และคาดว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งทุนได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน กฎหมายธุรกิจการเงินใหม่ สิทธิประโยชน์ใหม่ ระบบนิเวศทางการเงินใหม่ ที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นโดยกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องแข่งขันและดึงดูดสถาบันการเงินและนักลงทุนจากทั่วโลกได้จริงจึงจะทำให้ประสบความสำเร็จ

เนื่องจาก ศูนย์กลางทางการเงินของโลกในอันดับต้นๆมีความพร้อมและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาสถานะความเป็นศูนย์กลางให้คงอยู่ต่อไป นอกจากนี้ ต้องให้ความสนใจว่า ผลประโยชน์จากการพัฒนาสู่ความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของไทยได้กระจายมายังประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศหรือไม่ อย่างไร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ดร.อนุสรณ์’ ชี้ไม่ใช่เรื่องง่ายดันไทยฮับการเงินโลก แนะศึกษาบทเรียนวิกฤตปี’40 ก่อน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...