โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชะตากรรมชาวพระนคร เมื่อโรงไฟฟ้าวัดเลียบ และโรงไฟฟ้าสามเสนถูกทำลาย (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 มิ.ย. 2567 เวลา 03.29 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2567 เวลา 03.29 น.

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

ชะตากรรมชาวพระนคร

เมื่อโรงไฟฟ้าวัดเลียบ

และโรงไฟฟ้าสามเสนถูกทำลาย (1)

ชะตากรรมของชาวพระนครเป็นอย่างไร เมื่อไทยยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านไปยังดินแดนอาณานิคมของอังกฤษในพม่า อินเดียและมลายูเมื่อปลายปี 2484 แล้ว

ท่ามกลางที่สัมพันธมิตรโจมตีพระนครอย่างหนักในช่วงต้นสงคราม และปลายสงคราม ซึ่งสัมพันธมิตรมุ่งโจมตีค่ายทหารญี่ปุ่น คลังสินค้า คลังเสบียง เส้นทางการขนส่งยุทธปัจจัย สะพาน สถานีรถไฟ และแหล่งพลังงานต่างๆ ในไทย

แหล่งพลังงานของเป้าหมายของการโจมตี

โรงไฟฟ้าวัดเลียบและโรงไฟฟ้าสามเสนจึงตกเป็นเป้าหมายการโจมตีตลอดช่วงสงคราม แม้นโรงไฟฟ้าวัดเลียบสามารถรอดพ้นจากการถูกทำลายได้ในช่วงต้นสงครามมาได้ แต่สุดท้ายก็ถูกทำลายลงในช่วงปลายสงครามเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าสามเสนทำให้พระนครตกอยู่ในความมืด

ควรบันทึกด้วยว่า นับแต่ไทยก่อตั้งบริษัท ไฟฟ้าสยาม จำกัด (2432) ขึ้น นับเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนแห่งแรกของไทย โดยมีโรงไฟฟ้าวัดเลียบเป็นแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้า

ต่อมา เมื่อโรงงานไฟฟ้าสามเสนสร้างเสร็จ (2457) มีการแบ่งพื้นที่ให้บริการไฟฟ้าของพระนครออกเป็นสองส่วน คือ โรงไฟฟ้าวัดเลียบ รับผิดชอบจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่พื้นที่บริเวณตอนใต้ของคลองบางลำภู และคลองบางกอกน้อย ส่วนบริเวณตอนเหนือของคลองดังกล่าวเป็นพื้นที่ให้บริการจากโรงไฟฟ้าสามเสน (silpa-mag.com/history/article_47129)

และเมื่อสยามเปลี่ยนชื่อเป็นไทย (2482) บริษัท ไฟฟ้าสยาม จำกัด จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไฟฟ้าไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด

สำหรับกำลังในการผลิตไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์ก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพาระเบิดขึ้นนั้น บริษัทไฟฟ้าวัดเลียบ และโรงไฟฟ้าสามเสน มีกำลังการผลิตรวมกันประมาณ 26,000 กิโลวัตต์ ซึ่งในเวลาต่อมาเมื่อโรงไฟฟ้าทั้งสองได้รับความเสียหายมากจากการถูกโจมตีทางอากาศ (สมศักดิ์ นิลนพคุณ, 2527, 50)

โจมตีพระนครช่วงต้นสงคราม

พลันเมื่อไทยยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไทย (8 ธันวาคม 2484) รัฐบาลประกาศการพรางไฟทั่วประเทศ ด้วยคาดว่า อังกฤษคงจะส่งเครื่องบินมาโจมตี กลางดึกของคืนวันที่ 8 ต่อเช้าวันที่ 9 มกราคม 2485 มีเครื่องบิน 3 ลำของอังกฤษบินจากพม่ามาทิ้งระเบิดที่พระนคร แต่ทำความเสียหายไม่มากนัก เช่น มีการทิ้งระเบิดที่หน้ากรมไปรษณีย์ แต่ไม่ระเบิด แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถขุดค้นได้ และหายไป (รอง ศยามานนท์, 2520, 178-179)

ในคืนนั้นนับเป็นครั้งแรกที่ไทยลิ้มรสการโจมตีทางอากาศ มีการทิ้งระเบิดที่ตรอกบี.เอ็ล.ฮั้ว. เชิงสะพานพุทธ ด้านฝั่งธนฯ มุ่งทำลายสะพานแต่พลาดเป้า จากนั้น เครื่องบินมาทิ้งระเบิดแถวเยาวราช บ้านเรือนพังระเนระนาด (อาจินต์ ปัญจพรรค์, 2541, 196)

อย่างไรก็ตาม สัมพันธมิตรส่งฝูงบินทิ้งระเบิดเข้ามาโจมตีพระนครอีก เมื่อ 24 มกราคม 2485 มุ่งทำลายแหล่งชุมชนการค้า และโรงไฟฟ้าวัดเลียบ แต่การทิ้งระเบิดพลาดเป้าไม่สามารถทำลายโรงไฟฟ้าและเครื่องจักรผลิตไฟฟ้าลงได้ แตทำให้โรงไฟฟ้าเสียหายบ้าง

เมื่อรัฐบาลไทยทำการซ่อมแซมแล้วโรงงานยังสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้พระนครต่อไปได้จวบจนในที่สุดโรงไฟฟ้าวัดเลียบถูกทำลายในช่วงปลายสงคราม

โรงไฟฟ้าวัดเลียบถูกทำลายเมื่อปลายสงคราม

ด้วยเหตุที่โรงไฟฟ้าวัดเลียบตั้งอยู่ในเขตที่ดินของวัดราชบุรณะ หรือวัดเลียบ โรงไฟฟ้าแห่งนี้ประชาชนทั่วไปจึงเรียกกันว่า “โรงไฟฟ้าวัดเลียบ” โรงงานผลิตไฟฟ้านี้มีโรงจักรที่มุงด้วยสังกะสี มีเครื่องจักรที่ผลิตไฟฟ้าที่ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง ดังนั้น หน้าโรงงานจึงมีเรือฟืนและแพฟืนลอยน้ำมากมาย โรงไฟฟ้าจะสูบน้ำจากแม่น้ำเข้ามาในแอ่งเพื่อให้เรือขนฟืนลอยลำขึ้นสะดวกในส่งฟืนเข้าเตาเผาเพื่อเดินเครื่องจักรผลิตไฟฟ้า

ในครั้งนั้น โรงไฟฟ้าวัดเลียบเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าเลี้ยงเกือบทั้งพระนคร แหล่งพลังงานนี้จึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรมุ่งหมายจะทำลายตั้งแต่ช่วงต้นสงครามให้ได้ แต่พลาดเป้าไป จวบจนสามารถทำลายโรงไฟฟ้าวัดเลียบลงได้เมื่อ 14 เมษายน 2488

ซ้ำยังมีผลทำให้วัดราชบุรณะ โรงเรียนสวนกุหลาบฯ โรงเรียนเพาะช่าง และที่อื่นๆ ในย่านนั้นโดยรอบโดนลูกหลงระเบิดเสียหายไปด้วยเช่นกัน

จากภาพถ่ายทางอากาศของ awm.gov.au จะเห็นโรงไฟฟ้าวัดเลียบถูกระเบิดทำลาย ในภาพมีคำบรรยายระบุว่า โรงไฟฟ้าวัดเลียบถูกทำลายจากเครื่องบินทิ้งระเบิดของกองบัญชาการกองทัพอากาศภาคพื้นตะวันออกแห่งกองทัพอากาศอังกฤษ ทำลายโรงไฟฟ้าลงเมื่อ 14 เมษายน 2488

ทั้งนี้ ดร.พร ศรีจามร ผู้อำนวยการโรงงานยานยนต์ กรมพลาธิการทหารบก ผู้ที่ต่อมาได้กลายเป็นผู้ซ่อมโรงไฟฟ้าวัดเลียบและโรงไฟฟ้าสามเสนภายหลังสงคราม เล่าถึงความทรงจำวันที่โรงไฟฟ้าถูกทำลายเมื่อ 2488 ว่า

“วันนั้นเป็นวันเสาร์ จะเป็นวันที่เท่าไร เดือนอะไรจำไม่ได้เสียแล้ว… สมัยนั้นทางราชการทำงานในวันเสาร์ครึ่งวัน คือ เลิกงานเวลา 12.00 น.

ในวันนั้น เมื่อเลิกงานเวลาเที่ยงแล้ว ข้าพเจ้าก็เดินทางกลับบ้านที่อพยพไปอยู่ที่ตำบลวัดสิงห์ ฝั่งธนบุรี ขณะที่รอที่สถานีรถไฟคลองสานเพื่อรอรถรางไฟฟ้ากลับบ้านนั้น สัญญาณทางอากาศได้ดังขึ้น

ขณะนั้นเป็นเวลา 14.00 น. และในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ก็ได้ยินเสียงเครื่องบินดังกระหึ่มและเห็นตัวเครื่องบินบินมาเป็นสองฝูง ฝูงหนึ่งบินไปทางสะพานพุทธยอดฟ้า ส่วนอีกฝูงหนึ่งบินไปทางเหนือแล้วก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากสองทิศทางนั้น

พอสิ้นเสียงระเบิดปรากฏว่า พลังงานไฟฟ้ากรุงเทพฯ ธนบุรีถูกตัดขาดหมดสิ้น ไฟแสงสว่างดับ พัดลมและเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดหยุดเงียบหมด รถรางที่พาข้าพเจ้ากลับที่พักดังเคยมาทุกวันก็เดินไม่ได้ ข้าพเจ้าต้องรออยู่จนเย็นจึงมีรถไฟไอน้ำมารับผู้โดยสารเดินทางต่อไป” (พร ศรีจามร, 2540, 51)

ดร.พรเล่าต่ออีกว่า “รุ่งเช้าวันอาทิตย์ แม้จะเป็นวันหยุดราชการ ข้าพเจ้าก็รีบเดินทางออกจากบ้านพักเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปยังกรมชลประทานที่สามเสน เพราะแน่ใจแล้วว่าโรงไฟฟ้าหลวงถูกทำลายแล้ว

โรงงานกรมชลประทานที่ข้าพเจ้าควบคุมดูแลอยู่ก็ต้องวอดวายไปด้วยเช่นกัน ภาพที่เห็นคือ โรงงานกรมชลประทานถูกระเบิดทำลายย่อยยับ นับหลุมระเบิดได้ถึง 60 หลุม…

แต่เมื่อมองข้ามรั้วที่พังข้ามไป โรงจักรไฟฟ้าหลวงสามเสนก็ต้องอนาถใจ ปรากฏว่าถูกทิ้งระเบิดเสียหายอย่างยับเยิน นับหลุมระเบิดได้กว่า 100 หลุม” (พร ศรีจามร, 2540, 52)

เมื่อโรงงานผลิตไฟฟ้าถูกทำลายลง ไม่ใช่แต่เพียงสร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิตของชาวพระนครเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความมืดมิดครอบคลุมในยามค่ำคืนที่อำนวยให้โจรผู้ร้ายชุกชุมมากขึ้นในพระนครเมื่อครานั้น

https://x.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชะตากรรมชาวพระนคร เมื่อโรงไฟฟ้าวัดเลียบ และโรงไฟฟ้าสามเสนถูกทำลาย (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...