โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิชาการ-เกษตรกร หนุนเอ้กบอร์ดคุมสมดุลไข่ไก่ เตือนเปิดเสรีกระทบรายย่อย

สยามรัฐ

อัพเดต 29 มี.ค. เวลา 11.18 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. เวลา 10.27 น.

นักวิชาการ-เกษตรกร ชี้ราคาไข่ไก่ขึ้นอยู่กับต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์แพง ไม่ใช่โครงสร้างเอ้กบอร์ด หรือโควต้านำเข้าแม่พันธุ์ เตือนเปิดเสรีจะกระทบเกษตรกรรายย่อยโดยตรง

ในที่ประชุมเสวนาหัวข้อ ไข่ไทยใครคุม? ของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่นำเสนอผลการศึกษาโครงสร้างอุตสาหกรรมไข่ไก่ของประเทศ ส่วนหนึ่งพบว่าบทบาทเอ้กบอร์ด หรือคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ที่มีการจำกัดโควต้านำเข้าพ่อแม่พันธุ์เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม และทำให้ราคาไข่มีแนวโน้มสูงขึ้น

ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ หัวหน้าภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวในฐานะเคยร่วมเป็นกรรมการเอ้กบอร์ดว่า เอ้กบอร์ดถูกตั้งขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะ และทำหน้าที่รักษาสมดุลของอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งผู้เลี้ยงและผู้บริโภคมาโดยตลอด

สำหรับข้อเสนอให้เปิดโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์แบบเสรี ศ.ดร.ชัยภูมิ ระบุว่า การไม่ควบคุมปริมาณการผลิตตั้งแต่ต้นทาง ผู้ที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเกษตรกรรายย่อย พร้อมย้ำว่า เอ้กบอร์ดไม่ได้มีอำนาจสั่งกำหนดโควต้านำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่โดยลำพัง แต่เป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้เลี้ยงในการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับอุปสงค์และอุปทาน

"ปัญหาไข่ไก่จริงๆ ของประเทศไทย ยังคงขึ้นกับดีมานด์-ซัพพลายเป็นหลัก ซึ่งต้องมีการวางแผนล่วงหน้า การขยายตลาด สิ่งที่เราต้องการเพิ่มเติมคือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการผลิตเพื่อเพิ่มขีดแข่งขันในการส่งออก" ศ.ดร.ชัยภูมิ กล่าว

พร้อมกันนี้ ยังเสนอทางออกว่า รัฐต้องสนับสนุนงบประมาณผ่านกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ใช้บุคลากรและเครื่องมือที่มีอยู่แล้วในการยกระดับคุณภาพไข่ไก่ในทุกมิติ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ไข่ไทยมีขีดความสามารถไปแข่งขันในต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาไทยยังมองแต่เชิงปริมาณ จนละเลยการจัดการคุณภาพ

"เราต้องมี FCR (อัตราแลกเนื้อ) ที่เป็นมาตรฐานกลางของไทย อย่างน้อยก็จะช่วยให้เกษตรกรบ้านเราพัฒนาการผลิตที่มีประสิทธิภาพขึ้น เพื่อให้ต้นทุนการผลิตลดลง" ศ.ดร.ชัยภูมิ กล่าวพร้อมเรียกร้องให้แก้ปัญหาต้นทุนอาหารสัตว์ที่แพงเกินจริงอย่างจริงจัง

จุฑามาศ บุญแสง ตัวแทนสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด จ.อ่างทอง เล่าถึงบทเรียนในอดีต ว่าประเทศไทยเคยผ่านวิกฤติไข่ขาด-ไข่ล้นมาแล้วถึง 4 ครั้ง ทุกครั้งคนที่ได้รับแรงกระแทกก่อนคือรายย่อย และครั้งที่เจ็บปวดที่สุดคือยุคที่มีเปิดเสรี จนเกิดภาวะไข่ล้นตลาด ส่งผลราคาดิ่งเหลือฟองละ 1 บาทกว่า เกษตรกรขาดทุนอย่างหนักและหายไปจากระบบหลายหมื่นราย ส่วนใหญ่เป็นรายย่อย

"นั่นคือเหตุผลที่เราต้องการกลไกควบคุมสมดุล ให้ปริมาณการผลิตสอดคล้องกับอัตราบริโภค ไม่ใช่ปล่อยเสรีแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะรายย่อยจะถูกกระทบเป็นคนแรก " จุฑามาศกล่าว

เธอยืนยันด้วยว่า ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ของไทยแพงกว่าความเป็นจริง ส่วนหนึ่งยอมรับว่ามาจากนโยบายจากภาครัฐ ทำให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกากถั่วเหลืองราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนนี้มาโดยตลอด

"การเลี้ยงไม่ใช่ปัญหาของบ้านเรา สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือโครงสร้างต้นทุนและการสนับสนุนจากรัฐอย่างจริงจัง เพราะอัตราการบริโภคคงเพิ่มไปกว่านี้ไม่ได้มากแล้ว ด้วยโครงสร้างประชากรไทยเป็นสังคมผู้สู้อายุ และโครงสร้างต้นทุนที่สูงยังเป็นอุปสรรคทำให้ไข่ไก่ไทยสู้ต่างประเทศไม่ได้" เธอกล่าว

ในเวทีเสวนาดังกล่าว ยังมีความเห็นของเกษตรกรอีกหลายรายที่ยังเห็นว่าการควบคุมการนำเข้าเสรีพ่อแม่พันธุ์ไก่ยังเป็นประโยชน์ บางรายมองว่าข้อเสนอที่แนะให้ใช้มาเลเซียเป็นต้นแบบเปิดเสรีนั้น ต้องลงลึกไปศึกษาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ของมาเลเซียที่เคยมีอยู่ 37 ราย ทุกวันนี้หายไปเหลือเพียง 6 รายในปัจจุบัน ขณะที่คณะผู้วิจัยยอมรับว่า ผลงานศึกษาดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะดำเนินการปรับปรุงและเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...