โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘วิโรจน์’ ชี้ช่องรัฐบาลใช้กฎหมายไขทางออกแก้น้ำมันแพง

เดลินิวส์

อัพเดต 6 เมษายน 2569 เวลา 23.26 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘วิโรจน์’ ชี้ทางออกแก้ปัญหาน้ำมันแพง แนะรัฐบาลปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ใช้อำนาจพ.ร.ก.ป้องกันขาดแคลนน้ำมันฯ จัดการโรงกลั่น-แก้ประมวลรัษฎากรเคลียร์ปม ‘ภาษีลาภลอย’

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก เสนอแนะทางออกสำหรับการแก้ปัญหาน้ำมันราคาแพง ว่า ทางออกน้ำมันแพงตามกฎหมาย สิ่งที่รัฐ ทำได้ และควรทำ

สถานการณ์น้ำมันแพง และอาจจะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ ที่ประสบอยู่นี้ หากไม่มีมาตรการใดๆ มาควบคุม ก็จะเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ราคาสินค้าและบริการต่างๆ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง กระทบต่อค่าครองชีพและการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างรุนแรงได้

เบื้องต้นมีการถกเถียงกันว่ากระทรวงพาณิชย์มีอำนาจในการเข้าไปกำกับและควบคุมราคาน้ำมันหรือไม่ โดยมีผู้เสนอว่าสามารถใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เข้าไปออกมาตรการเพื่อควบคุมราคาน้ำมันให้มีความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคได้ แต่ปรากฏว่ามีข้อโต้เถียงกลับมาว่า มีคำพิพากษาคดีปกครองเกี่ยวกับคดีน้ำมันเชื้อเพลิง (คดีดำที่ 1872/2566 และคดีแดงที่ 193737/2561) ออกมาแล้วว่า แม้ว่าจะมีการกำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าและบริการควบคุม ตามประกาศ กกร. เรื่องการกำหนดสินค้าและบริการควบคุม ปี 2555 ลงวันที่ 25 ม.ค.2555

แต่เนื่องจากมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2534 ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประกอบกับมีหน่วยงานที่กำกับดูแลสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานอื่นในประเทศไทยอยู่แล้ว อันได้แก่ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ดังนั้น กกร.จึงไม่มีหน้าที่กำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง

และผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า น้ำมันเชื้อเพลิงมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ได้แก่ พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 และ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ดังนั้น ผู้ที่รับผิดชอบหลักจึงควรเป็นกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วน กกร. จะเป็นผู้ตรวจสอบการแจ้งราคาและการแสดงราคาให้เป็นไปตามที่กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 มิ.ย.2568 ได้มีมติ ครม.ใหม่ กำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมราคา ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยมีทั้งก๊าซปิโตรเลียมเหลวและน้ำมันเชื้อเพลิงถูกกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุม นั่นเท่ากับว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2568 ได้ยกเลิกมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2534 ไปโดยปริยาย แต่หากรัฐบาลยังไม่มั่นใจว่ามติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2534 นั้นถูกยกเลิกไปแล้วจริงหรือไม่ รัฐบาลก็สามารถออกมติ ครม. ใหม่เพื่อยกเลิกมติเดิมดังกล่าวได้ ก็จะเป็นอันยุติข้อโต้แย้งในประเด็นนี้

ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะต้องถือเอาโอกาสนี้ปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะ 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) กำไรที่เพิ่มขึ้นจากสต๊อกน้ำมันเดิมก่อนภาวะสงคราม (Stock Gain) และ 2) กำไรจากค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin) ที่เพิ่มขึ้นจากฐานปกติ อันเนื่องมาจากส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบอย่างผิดปกติในช่วงภาวะสงคราม

ในทางปฏิบัติ ที่สามารถดำเนินการได้ในระยะสั้น คือการขอความร่วมมือจากโรงกลั่นในการส่งเงินส่วนหนึ่งจากกำไรที่เกินจากฐานปกติเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ กบน.นำไปใช้อุดหนุนราคาน้ำมัน อันจะช่วยประคับประคองและแบ่งเบาภาระของประชาชนในยามทุกข์ยาก

ในทางกฎหมาย รัฐบาลสามารถใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ได้อยู่แล้ว แต่เข้าใจว่ารัฐบาลพยายามหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็น ก็ต้องกล้าใช้อำนาจดังกล่าว เพราะในเมื่อ กบน. กล้าที่จะปรับราคาน้ำมันขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง หากจำเป็นก็ต้องกล้าใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้กับโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันเช่นเดียวกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งโรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน สถานีน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม ครัวเรือน และประชาชน ร่วมทุกข์ร่วมสุขในการผ่านพ้นวิกฤติการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งรัดการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ในเรื่องการจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย (Windfall Tax)” ให้มีความชัดเจน เพื่อให้รัฐมีงบประมาณเพียงพอในการจัดการกับวิกฤติการณ์น้ำมัน โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง และการอุดหนุนกลุ่มเป้าหมายต่างๆ อย่างมียุทธศาสตร์ เช่น กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มชาวประมง เป็นต้น โดยไม่ผลักภาระให้ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพเพียงลำพัง และไม่เป็นภาระทางการคลังที่เกินควร ตลอดจนไม่กระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...