โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กุ๊ย

ไทยโพสต์

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เห็นยังไม่เป็นข่าว ไม่มีการเผยแพร่ในวงกว้าง เลยเอามาฝากครับ

มีเสวนาวิชาการ หัวข้อ "ปอกเปลือกจรรยามารยาทและความเป็นผู้ดีไทย" ตั้งแต่โน้นครับ…วันที่ ๒๔ เมษายน ที่ห้องประชุมริมน้ำ ชั้น ๑ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

เขาเผยแพร่เนื้อหาทางเพจ “ฟ้าเดียวกัน”

มีคลิปการเสวนายาวร่วมๆ ๒ ชั่วโมงครึ่ง

ไฮไลต์อยู่ที่คำพูดของ “พรรณิการ์ วานิช” จากคณะก้าวหน้า

เพจฟ้าเดียวกันยกบางช่วงบางตอนมาเป็นไฮไลต์

“…๔๔ สส.ไม่ได้ละเมิดมาตรฐานจริยธรรม สส. พวกเราละเมิดจรรยาบ่าว เรามันเป็นพวกไม่เจียมกะลาหัว

ไม่รู้ว่าหน้าที่ของตัวเอง as บ่าวไพร่เป็นอย่างไร ฝ่ายเราก็จะบอกว่าเราไม่ใช่บ่าวไพร่ เราเป็นผู้แทนราษฎร

อีกฝ่ายก็จะบอกว่าไม่ค่ะ มึงเป็นบ่าว จงเจียมตัว ในเมื่อไม่เจียมตัวก็ต้องโดนลงโทษโดนโบยด้วยหวายแช่เยี่ยวชื่อ 'ตัดสิทธิ์ตลอดไป'

เป็นหวายแช่เยี่ยวเวอร์ชั่น ๒๕๖๙

วันนี้เราต้องตั้งคำถามว่าระบอบกุ๊ยนี้จะปกครองไปได้อีกนานแค่ไหน และการพยายามยัดเยียดจรรยาบ่าวให้กับสังคมที่ ณ วันนี้มีแนวทางการดัดจริตของตัวเองไปต่างๆ นานา

ยกเว้นจริตเดียวที่ไม่มีใครอยากเป็นแน่คือจริตบ่าว

สังคม ณ วันนี้โดยเฉพาะคนรุ่นช่อลงไป ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองเป็นบ่าวแน่ๆ มันมีความเคารพในตัวเองและเคารพในผู้อื่นเป็นคุณค่าพื้นฐานที่ปลูกฝังแน่นแล้วในสังคมไทย เรื่องความเท่าเทียม เคารพสิทธิเสมอภาค เพราะฉะนั้นจึงน่าสนใจอย่างยิ่งว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดของประวัติศาสตร์

เมื่อปราศจากซอฟต์พาวเวอร์และเราปกครองโดยระบอบกุ๊ย ภายใต้สังคมที่มีคุณค่าที่เขายึดถือซึ่งต่างจากผู้มีอำนาจอย่างสิ้นเชิง มันจะปะทุออกมาเป็นรูปแบบไหนของสังคมไทยต่อไป…”

ดุเดือดทีเดียว!

น่าสนใจครับคนในยุคที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI ยังมีความรู้สึกถึงความเป็นบ่าวไพร่

ไม่ใช่เรื่องเฉพาะคนครับ เป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ในสังคมไทย เป็นผู้อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองอันดับสอง มองว่ากลุ่มคนที่คิดไม่เหมือนตัวเอง มองคนรุ่นช่อลงไปว่าเป็นบ่าวไพร่

น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก!

คำพูดอีกตอน เพจ ฟ้าเดียวกัน ไม่ยกมาเป็นไฮไลต์ แต่ใจความดุดันกว่า

"…ดิชั้นไม่ได้พูดถึงแค่นักการเมือง ผู้มีอำนาจทุกองคาพยพไม่อยู่ในบรรทัดฐานที่เรารู้สึกว่าเป็นสุภาพชนเลย

นึกภาพออกมั้ยคะ พูดชัดไปกว่านี้ก็ไม่ไหวแล้ว แต่ว่าเอาเป็นว่าทุกคนเข้าใจตรงกัน

มันเป็นโครงสร้างสังคมเหมือนทุกคนในสังคมยอมรับร่วมกันว่าผู้มีอำนาจในสังคมวันนี้คือพวกกุ๊ย มันมีอำนาจในสังคมแต่มันเป็นกุ๊ยว่ะ…"

เข้าใจมั้ยครับว่า “ช่อ” ต้องการสื่อถึงใคร?

ครับ…สองสามวันก่อนมีข่าวดีเป็นที่ปีติของคนไทยส่วนใหญ่ นั่นคือการที่ “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ทรงร่วมงานพระราชพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ครบ ๘๐ พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ ๑๖ กุสตาฟแห่งสวีเดน

เกิดปรากฏการณ์ขึ้นมากมาย พระราชวงศ์จากเอเชีย เพียงหนึ่งเดียว ที่ได้รับการทูลเชิญให้เข้าร่วมงาน ทำให้นึกถึงสมัย ในหลวงรัชกาลที่ ๕ เสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป

โพสต์ของ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ อธิบายเอาไว้อย่างละเอียด เนื้อหาบางช่วงบางตอนมีดังนี้…

----------------------

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ถึงกรุงสตอกโฮล์มเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๙๗ ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก และทรงได้รับการต้อนรับโดยสมเด็จพระราชาธิบดีออสการ์ ที่ ๒ แห่งสวีเดน

ความสำคัญของฉากนี้ไม่ได้อยู่เพียงที่ “รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ เยือนสวีเดน” แต่อยู่ที่การที่พระมหากษัตริย์ยุโรปทรงต้อนรับกษัตริย์สยามในฐานะพระประมุขของรัฐเอกราช ไม่ใช่เจ้าเมืองใต้อาณัติหรือผู้ปกครองดินแดนอาณานิคม การเสด็จฯ โดยรถม้าร่วมกับกษัตริย์ออสการ์ที่ ๒ การเข้าพำนักในกรอบราชสำนัก และงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำที่พระราชวัง ล้วนเป็น “ภาษาทางการทูต” ที่ประกาศต่อสายตายุโรปว่า สยามเป็นรัฐที่มีอธิปไตย มีราชสำนัก มีระเบียบพิธี และมีสถานะเทียบชั้นในระบบระหว่างประเทศ

การเสด็จฯ เยือนสวีเดนของรัชกาลที่ ๕ ในปี ๑๘๙๗ จึงไม่ใช่เพียงภาพประวัติศาสตร์ของกษัตริย์ไทยในราชสำนักยุโรป แต่คือฉากหนึ่งของยุทธศาสตร์เอาตัวรอดของสยามในยุคจักรวรรดินิยม พระองค์ทรงใช้ราชสำนักยุโรปเป็นเวทีรับรองสถานะของสยามว่าเป็นรัฐเอกราช มีอารยธรรม มีระเบียบการปกครอง และมิใช่ดินแดนว่างเปล่าที่มหาอำนาจจะอ้างสิทธิ์เข้าครอบงำได้ง่ายๆ

สวีเดนคือ “เวทีปลอดภัย” ของสยาม

การเสด็จฯ เยือนสวีเดนของรัชกาลที่ ๕ ในปี ๑๘๙๗ ไม่ใช่เพียงการเยี่ยมเยียนราชสำนักยุโรป แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “การทูตเพื่อเอกราช” หลังสยามเพิ่งเผชิญแรงกดดันจากอังกฤษและฝรั่งเศส โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ หรือ ค.ศ. ๑๘๙๓ กับฝรั่งเศส

สวีเดนมีความสำคัญตรงที่ไม่ได้เป็นมหาอำนาจอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงต่างจากอังกฤษและฝรั่งเศสที่มีผลประโยชน์โดยตรงรอบตัวสยาม การสร้างสัมพันธ์กับสวีเดนจึงเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ทางการทูต สยามสามารถเข้าใกล้ยุโรปโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของจักรวรรดินิยมโดยตรง

เมื่อรัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ถึงสตอกโฮล์มวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๑๘๙๗ พระองค์ทรงได้รับการต้อนรับจากกษัตริย์ออสการ์ที่ 2 และทั้งสองพระองค์เสด็จฯ โดยรถม้าพระที่นั่งไปยังพระราชวังหลวงสตอกโฮล์ม จากนั้นมีพระราชพิธี การสนทนา และการเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรนิทรรศการศิลปะและอุตสาหกรรม รวมถึงกิจการกองทัพเรือและกองทัพสวีเดน

นัยสำคัญคือ ภาพนี้ส่งสัญญาณว่า “กษัตริย์สยาม” ไม่ได้ถูกจัดวางในฐานะผู้ปกครองพื้นเมืองใต้อำนาจยุโรป แต่ได้รับการต้อนรับในฐานะพระประมุขของรัฐเอกราชที่สามารถสนทนาและดำเนินสัมพันธ์กับราชสำนักยุโรปได้ในระดับเดียวกัน

ในปลายศตวรรษที่ ๑๙ โลกกำลังถูกจัดระเบียบโดยจักรวรรดิยุโรป ประเทศที่ไม่สามารถแสดงตนว่าเป็น “รัฐสมัยใหม่” ได้ มักถูกมองว่าเป็นพื้นที่ล้าหลัง ไร้อารยะ หรือพร้อมถูกจัดการโดยมหาอำนาจ

ดังนั้น สิ่งที่รัชกาลที่ ๕ ทรงทำคือการพาสยามเข้าสู่สายตายุโรป ในฐานะรัฐที่มีพระมหากษัตริย์ มีราชสำนัก มีระบบพิธีการ มีความสามารถในการเรียนรู้เทคโนโลยี กฎหมาย การทหาร และการบริหารสมัยใหม่

การพบกษัตริย์ยุโรปหลายราชสำนักจึงไม่ใช่เพียงการสร้างมิตรภาพส่วนพระองค์ แต่คือการสะสม “ทุนรับรอง” ให้สยาม

พูดง่ายๆ คือ ยิ่งราชสำนักยุโรปต้อนรับรัชกาลที่ ๕ มากเท่าไร สยามก็ยิ่งยากจะถูกลดสถานะเป็น “ดินแดนรอการจัดการ” มากขึ้นเท่านั้น….

….สรุป

สวีเดนไม่ได้ช่วยไทย “สู้ฝรั่งเศส” แต่ช่วยให้ไทย “ไม่โดดเดี่ยวในยุโรป” การเสด็จฯ เยือนสวีเดนจึงเป็นหมากหนึ่งของยุทธศาสตร์เอกราชแบบรัชกาลที่ ๕ คือไม่ถ่วงดุลมหาอำนาจด้วยปืน แต่ถ่วงดุลด้วยสถานะ การรับรอง ภาพลักษณ์ และเครือข่ายราชสำนักยุโรป

นี่คือเหตุผลที่ความสัมพันธ์ไทย-สวีเดน ๑๕๘ ปี ไม่ควรถูกเล่าแค่ว่า “เป็นมิตรภาพยาวนาน” แต่ควรเล่าว่าเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ที่ช่วยให้สยามสร้างที่ยืนในโลกตะวันตกในยุคที่เอเชียจำนวนมากกำลังถูกกลืนเป็นอาณานิคม…

-------------------

ก็อยากพูดให้ชัดๆ ว่า “ช่อ” ควรศึกษาประวัติศาสตร์ไทยเสียใหม่ ศึกษาราชวงศ์ยุโรปหาคำตอบว่าทำไมปัจจุบันยุโรปยังรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้

ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยไม่ควรมองอนาคตประเทศแค่เรื่องเลือกตั้ง และละเลยรากเหง้าของประเทศ

ถ้าเข้าใจก็จะก้าวข้ามสิ่งที่ติดค้างอยูในใจ คือ บ่าว ไพร่ ไปได้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...