TU ลุ้นงบ Q1/69 โบรกคาดกำไรโต แนะกลยุทธ์ลงทุน
#TU #ทันหุ้น-โบรกเกอร์คาดว่าบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU จะประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 1/69 ออกมาในวันพรุ่งนี้(5 พ.ค.69) ซึ่งคาดว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่กว่า 1 พันล้านบาท ฟื้นตัวเมื่อเทียบกับ YoY และ QoQ พร้อมทั้งประเมินแนวโน้มไตรมาส 2/69 และกลยุทธ์การลงทุนและราคาเป้าหมาย
บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) คาดว่า TU จะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 1,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.8% QoQ และเพิ่มขึ้น 12.1% YoY ขณะที่กำไรปกติอยู่ที่ 1,128 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.9% QoQ และเพิ่มขึ้น 77.8% YoY จากรายได้ทางภาษีของธุรกิจในยุโรป ขณะที่ธุรกิจหลักยังเติบโตได้เล้กน้อย มี Pet care ที่โตเด่นคาดที่ 15% YoY แต่ภาพรวมอัตรากำไรขั้นต้นหรือ GPM ลดลง YoY
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 2/69 มองว่ามีความท้าทายด้านต้นทุน เนื่องจากต้นทุนพลังงานและบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น เริ่มมีผลกระทบ ส่วนราคาปลาทูน่าปรับขึ้นแรงในเดือน มี.ค. จะเริ่มกระทบในไตรมาส 3/69 เมื่อสต๊อกเก่าหมด
โดยแนะนำเก็งกำไรในหุ้น TU ให้ราคาเป้าหมายที่ 12.80 บาท
บล.เอเอสแอล คาดว่า TU จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.07 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% QoQ และเพิ่มขึ้น 5.4% YoY โดยความสามารถในการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยหลักหนุนการเติบโต พร้อมทั้งรับรู้ผลประโยชน์โครงการ Sonar แม้ว่าอยู่ช่วงโลว์ซีซั่นของฤดูกาลส่งออกสินค้าและผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า
ฝ่ายวิจัยเอเอสแอล คาดว่าแนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 2/69 ของ TU ยอดขายสินค้าแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นช่วยผลักดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้อยู่ที่ระดับ 19% โดยประเมินว่าเมื่อเทียบกับ QoQ จะขยายตัว จากการผ่านพ้นช่วง Low season ส่งผลให้ยอดขายในทุกกลุ่มธุรกิจฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับ YoY คาดว่าจะหดตัว จากความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่กระทบต่อต้นทุน ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นยอดขายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
โดยแนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 14 บาท คาดหวัง Div.yield 5.9% เนื่องความสามารถในการบริหารที่มีประสิทธิภาพและการกระตุ้นยอดขายในสินค้า High margin รวมถึงความสามารถในการปรับราคาเพื่อส่งผ่านต้นทุนสำหรับการเติบโตในระยะยาว นอกจากรับ Sentiment เชิงบวกจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐที่ลดลงในอัตราที่ 10%
บล.กรุงศรี คงคำแนะนำซื้อหุ้น TU ให้ราคาเป้าหมายที่ 14.20 บาท ซึ่งคาดว่าไตรมาส 1/69 จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,184 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% YoY และเพิ่มขึ้น 17% QoQ คาดรายได้เติบโต 5% YoY จากทุกกลุ่มธุรกิจ แต่ลดลง 11% QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) คาดว่าจะปรับลดลงทั้ง YoY และ QoQ มาอยู่ที่ 18.1% จากแรงกดดันของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง
ขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้อยู่ที่ 14.5% ลดลง YoY หลังสิ้นสุดโครงการ Sonar แต่เพิ่มขึ้น QoQ จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่สูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีเครดิตภาษีประมาณ 400 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2568
สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/69 คาดว่ากำไรปกติจะชะลอตัวทั้ง YoY และ QoQ จากแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบ และผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ฝ่ายวิจัยกรุงศรี ยังคงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อธุรกิจ Pet Care ซึ่งได้รับแรงหนุนจากเทรนด์ Pet Humanization ที่สนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนสินค้าพรีเมียม (Premium mix) อีกทั้งยังมีความสามารถในการรับมือกับภาวะต้นทุนที่ปรับตัวสูง (cost inflation resilience) ได้ดีกว่ากลุ่ม เนื่องจากลูกค้ามีความอ่อนไหวต่อราคาค่อนข้างต่ำ ดังนั้น จึงเลือกหุ้น ITC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ TU เป็น Top pick ของกลุ่ม
บล.ทิสโก้ แนะนำถือหุ้น TU ให้ราคาเป้าหมายที่ 14.00 บาท โดยคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 1,175 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% YoY และเพิ่มขึ้น 16% QoQ ซึ่งมีปัจจัยหนุนหลักจาก ธุรกิจ Pet Care คาดรายได้เติบโตแข็งแกร่ง 15% YoY จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าแบรนด์ระดับโลกในสหรัฐฯ และการปรับราคาขายที่สูงขึ้น, กลุ่ม Frozen คาดเติบโต 5% YoY จากความต้องการในธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ (Feed) และการปรับราคาชดเชยภาษีนำเข้า ขณะที่กลุ่ม Ambient คาดเติบโตเล็กน้อยที่ +1% YoY โดยมีปัจจัยด้านราคาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก