โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เกาะประเด็นการเมือง จับตา นายกฯ ขู่ย้าย ‘พวกเกียร์ว่าง’

เดลินิวส์

อัพเดต 15 เม.ย. เวลา 19.14 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. เวลา 00.30 น. • เดลินิวส์
ถือเป็นการส่งสัญญาณครั้งสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ การสะสางคดีลอบยิง สส. พรรคประชาชาติ งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง จะดำเนินการให้ดู นายกฯ มีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกฯ ย้ายได้ จะย้ายให้ดู

ประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ กรณีคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ (ปช.) ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะรถที่นำมาก่อเหตุเป็นของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) นั้น มีท่าทีน่าสนใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หลังมีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันที่ 17 เม.ย. โดยระบุว่า สิ่งแรกคือตนต้องไปทำให้เกิดความมั่นใจ ซึ่งเรามีปัญหามากพออยู่แล้ว กับการสู้รบกับผู้ก่อความไม่สงบ การใช้อาวุธมาทำร้ายคนไทยด้วยกันเองในลักษณะลอบสังหาร ลอบทำร้าย ต้องไม่เกิดกับประเทศไทย ได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกอ.รมน. ว่า จะต้องเร่งดำเนินคดีและจับตัวผู้กระทำความผิด มาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด ซึ่งเขาก็ดำเนินการไประดับหนึ่งแล้ว

“อาวุธของเรา กำลังของเรา ต้องมีไว้สู้กับคนที่ไม่หวังดีกับประเทศไทย ไม่ใช่มาทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง ผมมีเงื่อนไขมีรูปแบบที่ได้กำชับไปยังฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายตำรวจ ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องมีการย้าย มีการเปลี่ยน วันนี้ไม่ใช่รัฐบาล 4 เดือนแล้ว วันนี้เป็นรัฐบาล 4 ปี ต้องแสดงผลงาน ต้องตอบสนองนโยบายของรัฐบาล” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการไปให้กำลังใจนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรค ปช. หรือไม่ จากเหตุคนร้ายยิงถล่มรถ นายกฯ กล่าวว่า ให้กำลังใจนายกมลศักดิ์เสมอ เจอที่สภาก็ให้กำลังใจกัน และไม่ได้ให้กำลังใจอย่างเดียว เห็นใจด้วย และไปครั้งนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมคนใดคนหนึ่ง แต่ลงไปเพื่อรับฟังสถานการณ์ต่างๆ เพราะยังมีสถานการณ์อื่นๆ อีกมากมาย อย่างที่บอกไปวันนี้ เราเป็นรัฐบาลที่สมบูรณ์ มาจากประชาชน และมีเสถียรภาพ เมื่อเราไปเห็นสภาพหน้างานความเป็นไปต่างๆ ก็จะได้สร้างนโยบาย และบอกแนวทางการดำเนินงานต่างๆ ที่ทุกฝ่ายจะต้องทำตามจะต้องปฏิบัติตาม

“งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกฯ มีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกฯ ย้ายได้ จะย้ายให้ดู” นายกฯ กล่าวและตอบคำถามว่า จะต้องวัดเคพีไอหรือไม่ว่า ไม่ต้อง จะประเมินของตนนี่แหละ ไม่ต้องไปเคพีไอที่ไหน ทำงานมาขนาดนี้แล้ว ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนขนาดนี้ ประเมินได้และมั่นใจว่าประเมินไม่ผิด

ถือเป็นการส่งสัญญาณครั้งสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับเรื่องปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ การสะสางคดีลอบยิง สส. พรรค ปช. งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 นายกฯ จะดำเนินการให้ดู นายกฯ มีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกฯ ย้ายได้ จะย้ายให้ดู

ด้าน “นายอับดุลเราะมัน มอลอ” รองเลขาธิการพรรค ปช. ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ จะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อติดตามคดีกราดยิง นายกมลศักดิ์ ในวันที่ 17 เม.ย. ว่า จากข้อมูลล่าสุดนั้น นายอนุทิน จะไม่เดินทางเข้าพื้นที่ที่เกิดเหตุ คือบ้านพักของนายกมลศักดิ์ ในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส แต่ยืนยันว่าจะไปบ้านพักของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯ ที่ อ.เมือง จ.ยะลา และให้นายกมลศักดิ์เข้าไปพบ ทั้งนี้ เหตุที่นายกฯ เปลี่ยนสถานที่พบปะ ถือเป็นเรื่องเศร้าใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นคดีใหญ่ ลอบยิง สส. ซึ่งกลับมาจากการโหวตให้นายอนุทิน ได้เป็นนายกฯ และสส. พรรค ปช. ทั้ง 5 เสียงได้โหวตให้

“ประเด็นที่นายกฯ เปลี่ยนแผนกะทันหัน อาจเป็นเรื่องความปลอดภัย เพราะเมื่อใดที่ผู้ใหญ่ลงพื้นที่มีกำหนดการล่วงหน้า ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่จะรายงานไปยังหน่วยเหนือว่ามีความไม่ปลอดภัยในตารางเวลาการเดินทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ และน้อยใจต่อชาวบ้านในพื้นที่ เพราะผมทราบว่าชาวบ้านรอดูว่านายกฯ จะมาดูที่เกิดเหตุ มาให้กำลังใจหรือไม่ เมื่อเช้านี้นายกฯ ได้ตัดสินใจว่าไม่ได้เข้าไปพื้นที่ ส่งสัญญาณได้ว่า แม้แต่ผู้นำสูงสุดของความเป็นรัฐ ไม่มั่นใจพื้นที่ว่าจะปลอดภัยหรือไม่ หรือไม่มั่นใจว่าจะมีการก่อเหตุระหว่างลงพื้นที่หรือไม่ เป็นสัญญาณด้านลบ” นายอับดุลเราะมัน กล่าว

นายอับดุลเราะมัน กล่าวตอบคำถามที่ว่า คิดว่าการลอบยิงครั้งนี้เป็นเรื่องการเมืองหรือส่วนตัว ว่า ผสมผสานกัน คือ สมประโยชน์กัน ตนยืนยันตามคำพูดของ ผบ.ฉก.นราธิวาส และแม่ทัพภาค 4 และในมุมของนายกมลศักดิ์ หรือ พรรค ปช. ไม่ต้องการให้คนไม่ผิดต้องมารับโทษ เราต้องการคนผิด แต่หลักฐานที่ปรากฏ คือ ใช้รถของ กอ.รมน. จริง และใช้คนที่เป็นอดีตทหารจริง และยืมจากทหารใน กอ.รมน. ซึ่งยังอยู่ในราชการและไม่ยืมครั้งเดียว ตามคำให้การของคนที่จับตัวได้ ยืนยันว่ายืมมาแล้วหลายครั้ง และจะลงมือแล้วหลายครั้ง

“เมื่อลงมือไม่ได้ จึงนำรถไปคืน และยืมใหม่ใช้วิธีนี้ จะทำให้ชาวบ้านมั่นใจได้อย่างไร ทั้งนี้มีข้อมูลสำคัญที่ นายกมลศักดิ์จะมอบให้นายกฯ คือ ปรากฏในคำพูดของ 3 คนที่อยู่บนรถในคืนวันที่ก่อเหตุ หลังจากที่ยิงแล้ว ได้โทรศัพท์หาบุคคลๆ คนหนึ่ง และได้คำพูดหนึ่งขึ้นมา แม้เขาไม่บอกว่าโทรศัพท์หาใคร แต่เชื่อว่ามีคนจ้างวานแน่นอน ดังนั้น จึงเป็นข้อมูลเชิงลึกที่จะแจ้งให้นายกฯ และจะได้ตามความคืบหน้าต่อไป” นายอับดุลเราะมัน กล่าว

นาทีนี้พรรคการเมืองที่ต้องลุ้นกับวิบากกรรม แบบที่ไม่รู้บทสรุปจะเป็นอย่างไร คงหนีไม่พ้น พรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งเชื่อมโยงกับคดี 44 สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กรณีร่วมกันลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ปัจจุบันคดีนี้อยู่ในมือของศาลฎีกาแล้ว รอฟังคำสั่งหลังสงกรานต์ว่า จะประทับรับคำร้อง ส่งผลให้ 10 สส.ปชน.ปัจจุบัน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ โดยเฉพาะ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ติดอยู่ในโผดังกล่าวด้วย จึงมีข่าวพรรคส้ม จะผลักดัน "อาจารย์ต้น" วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ระยะหลังจะเห็น “นายวีระยุทธ” ออกมาให้ความเห็นในเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาวิกฤติพลังงาน เพื่อหวังโชว์ภาพให้เห็นว่า มีความเชี่ยวชาญด้านปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ

“น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรค ปชน. เปิดเผยว่า การประชุมสามัญพรรค ปชน. จัดขึ้นทุกปี ในช่วงเดือน เม.ย. ตามที่กฎหมายกำหนด ยอมรับว่ามีการปรับในตำแหน่งเลขาธิการพรรค เพราะนายศรายุทธิ์ ใจหลัก ได้ลาออกจากตำแหน่ง จึงจะต้องมีการเลือกใหม่ ส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรค จะรอความชัดเจนจากคดี 44 สส.ว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร ขณะนี้ คดี 44 สส. ทีมกฎหมายอยู่ระหว่างทำเรื่องขอคัดสำเนาเอกสารจากศาลฯ เนื่องจากมีเป็น 1,000 หน้า 1 คน มี 3 ลัง เพื่อจะนำมาศึกษาเขียนสำนวนคัดค้าน และขอทุเลาต่อศาล คาดว่ากระบวนการที่ศาลจะพิจารณาประทับรับฟ้องหรือไม่นั้น จะใช้เวลาระยะหนึ่ง ยกเว้นศาลจะอ่านเอกสารได้เร็ว ก็อาจจะทำให้พิจารณาสั่งประทับรับฟ้องได้เร็ว แต่ดูจากจำนวนเอกสารแล้วคาดว่าไม่น่าจะเร็ว

กระบวนพิจารณาของศาลฎีกาในเรื่องนี้ จะมีระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 กำหนดขั้นตอนปฏิบัติไว้ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 1.) เมื่อมีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว ในกรณีที่ศาลเห็นว่า คำร้องไม่ถูกต้อง ศาลอาจสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดได้ หากผู้ร้องไม่ดำเนินการ ศาลมีอำนาจสั่งไม่รับคำร้องนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน

2.) หากคำร้องถูกต้องแล้ว ศาลจะมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย แล้วส่งสำเนาคำร้องให้ผู้คัดค้าน หรือแจ้งให้ผู้คัดค้านมารับสำเนาคำร้อง 3.) เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำร้อง ผู้คัดค้านต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และศาลจะแจ้งคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ 4.) ศาลจะประกาศกำหนดวันนัดพิจารณาครั้งแรกให้คู่ความทราบไม่น้อยกว่า 5 วันก่อนวันนัด และกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานและวันไต่สวน เมื่อการไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลจะมีคำพิพากษาต่อไป

ต้องรอดูศาลฎีกาใช้เวลาเท่าไหร่ ในการพิจารณาสำนวนคำร้อง 44 สส. พรรค ก.ก. ซึ่งจะมีผลต่อการทำงานของพรรค ปชน. เพราะ 10 สส. ที่ติดอยู่ในสำนวน ล้วนเป็นตังตึงและมีบทบาทสำคัญกับการเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ

"ทีมข่าวการเมือง"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...