ออริจิ้น ปรับทัพรุกอสังหาฯ มัลติฟังก์ชั่น ดัน Backlog ทะลุ 3.4 หมื่นล้าน
ออริจิ้น ปรับพอร์ตโฟลิโอเน้น "Unique Product" เจาะนิชมาร์เก็ตและตลาดภูเก็ตที่เติบโตสวนกระแส ปั้นโมเดล Brilliant Business Park พื้นที่ธุรกิจอัจฉริยะแบบ Built-to-Suit กระจายความเสี่ยงสู่ธุรกิจรายได้ประจำ ชูความสำเร็จกลุ่ม Ready to move ครองสัดส่วนยอดขาย 61% สะท้อนกลยุทธ์สินค้าพร้อมโอนที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย
16 เมษายน 2569—ท่ามกลางความท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ได้ปรับหันมาเน้นกลยุทธ์ Diversification หรือการสร้างความหลากหลายทางธุรกิจเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว โดยล่าสุดได้เปิดตัวโปรเจกต์เชิงกลยุทธ์อย่าง “BRILLIANT BUSINESS PARK” ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจพื้นที่ทำงานอัจฉริยะ (Business Space) ในรูปแบบ Built-to-Suit
ยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง: จากที่อยู่อาศัยสู่ "พื้นที่ธุรกิจมัลติฟังก์ชั่น"
ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นการตอบโจทย์เจ้าของธุรกิจและ SMEs ผ่านการรวมพื้นที่โชว์รูม สตูดิโอ ออฟฟิศ และที่พักอาศัยไว้ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งนับเป็นการขยายอาณาจักรจากเพียงผู้พัฒนาที่อยู่อาศัย สู่การเป็นผู้พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยในเฟสแรกมีมูลค่าโครงการสูงถึง 1,200 ล้านบาท
“โปรดักส์รูปแบบใหม่อย่าง Brilliant Business Park เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จหลักของเครือออริจิ้นในปี 2569 รวมทั้งการ Diversify ธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้หลากหลายธุรกิจ วันนี้ผลสำเร็จเริ่มเกิดขึ้นแล้ว และจะส่งผลต่อเนื่องที่นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท” นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ORI กล่าวย้ำ
กลยุทธ์สินค้าเฉพาะตัว (Unique Product) เจาะตลาด High-End และภูเก็ต
อีกหนึ่งแกนหลักของกลยุทธ์ออริจิ้นคือการพัฒนาโครงการที่มีความเฉพาะตัวสูง เพื่อเลี่ยงการแข่งขันในตลาดที่มีอุปทานส่วนเกิน โดยเฉพาะในทำเลศักยภาพอย่างภูเก็ต ซึ่งบริษัทได้ส่ง "Origin Residences Phuket Bangtao" คอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมในรูปแบบเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ (Pet-Friendly) เข้าสู่ตลาด
ผลจากการวางเซกเมนต์ที่ชัดเจนทำให้โครงการนี้สามารถกวาดส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 60% ภายในเวลาเพียง 2 เดือน ซึ่งบริษัทมองว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกลยุทธ์การออกแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคในแต่ละทำเล ปัจจุบันบริษัทขยายพอร์ตในภูเก็ตไปแล้วกว่า 8 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 16,700 ล้านบาท
บริหารจัดการกระแสเงินทุนผ่านกลุ่มโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move)
ในเชิงการจัดการพอร์ตโฟลิโอ ออริจิ้นให้ความสำคัญกับการหมุนเวียนกระแสเงินทุนอย่างรวดเร็ว (Inventory Turnover) โดยเน้นการระบายสต็อกในกลุ่มโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) ซึ่งในไตรมาส 1/2569 สินค้ากลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 61% ของยอดขายรวม 4,511 ล้านบาท
กลยุทธ์นี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรและมุ่งเน้นไปที่กลุ่ม Real Demand ที่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ทันที ส่งผลให้บริษัทมีอัตราความมั่นคงสูง โดยในไตรมาส 2 นี้ เตรียมรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการใหม่ที่มียอด Backlog รองรับแล้วเกือบเต็มจำนวน (98%) อย่างโครงการโซ ออริจิ้น ศิริราช และ ออริจิ้น เพลส เพชรเกษม
Backlog 34,476 ล้านบาท สร้าง "เสถียรภาพทางการเงิน" ยิงยาว 4 ปี
จากการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ข้างต้น ส่งผลให้บริษัทมียอด Backlog สะสมแข็งแกร่งกว่า 34,476 ล้านบาท ซึ่งความสำคัญของตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของเม็ดเงิน แต่คือการสร้าง "เสถียรภาพทางการเงิน" ให้กับบริษัทในอีก 4 ปีข้างหน้า (ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2572)
การมี Backlog ที่หนาแน่นช่วยให้ออริจิ้นสามารถรักษาระดับการเติบโตและมีฐานเงินทุนที่มั่นคงเพียงพอในการต่อยอดไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต ตามเป้าหมายการกระจายความเสี่ยงเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนมากกว่าการพึ่งพาเพียงรายได้จากการขายที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว