SSPแนวโน้มงบQ2/69แจ่ม บุ๊กกำไรพิเศษขายโรงไฟฟ้า
#SSP #ทันหุ้น – SSP แย้มผลดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ดีด เหตุรับรู้ขายโรงไฟฟ้าญี่ปุ่น “ยามากะ” มูลค่าราว 1 พันล้านบาท-บุ๊กกำไรพิเศษ คาดกระบวนการเสร็จไม่เกินมิถุนายนนี้ พร้อมปักเป้าปี 2569 รายได้ทะยาน 10-15% จากปีก่อน พร้อมเดินหน้าควักงบ 2.3 หมื่นล้านบาท ขยายโครงการใน-ต่างประเทศ ปูทางหนุนโตระยะยาว ด้านโบรกเกอร์ เคาะเป้าหมาย 5.00 บาท ฟันธงธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
นายชยุตม์ หลีหเจริญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจของ SSP ในไตรมาส 2/2569 คาดน่าจะปรับตัวต่อเนื่อง เพราะได้รับปัจจัยบวกจากการขายโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่น คือ โครงการยามากะ ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น มีกำลังการผลิตติดตั้ง 34.5 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะมีกำไรพิเศษเข้ามา
@จ่อบุ๊กพันลบ.
“บริษัทคาดว่าการขายโรงไฟฟ้า ยามากะ จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียน เพื่อนำไปพัฒนาโครงการใหม่ตามแผนการขยายธุรกิจ รวมถึงช่วยเสริมสร้างฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว”
ทั้งนี้การทำรายการดังกล่าวดำเนินการโดย Surge Energy Corporation Limited (SEG) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในต่างประเทศของบริษัท โดยมี S. Global Power Limited ถือหุ้น 100% โดย SEG จะดำเนินการจำหน่ายสัดส่วนการลงทุนทั้งหมด (TK Investor) ในสัดส่วน 90.0% ใน GK GSSE (GSSE) ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการยามากะ ให้แก่ PAG REN I Holdings SG VCC และ Tsubasa Energy Assets s.r.o. (ผู้ซื้อ) ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจพลังงานทดแทนในประเทศญี่ปุ่น
มูลค่ารายการรวมทั้งสิ้น 4,976.14 ล้านเยน หรือเทียบเท่า 1,001.30 ล้านบาท อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 20.1221 บาทต่อ 100 เยน โดยคาดว่าการทำรายการจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2569 หรือไม่เกินช่วงมิถุนายนนี้
@รายได้ขายไฟเพิ่ม
รวมถึงรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลดีจากการปรุงประสิทธิภาพการผลิต (Repowering) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) และโครงการใหม่เข้ามาเสริม ประกอบกับมีการรับรู้โครงการใหม่ในต่างประเทศที่เปิดผลิตเชิงพาณิชย์เพิ่มเติม ส่งผลให้ปริมาณขายไฟฟ้าขยายตัวมากขึ้น โดยสิ้นไตรมาส 1/2569 SSP มีกำลังผลิตไฟฟ้า รวมราว 367 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โครงการโซลาร์ฟาร์มและการผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) รวมอยู่ที่ราว 72% ส่วนที่เหลือโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม (วินด์ฟาร์ม) และอื่นๆ
สำหรับผลประกอบการปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตราว 10-15% จากปี 2568 ที่มีรายได้ประมาณ 3.26 พันล้านบาท เนื่องจากได้แรงสนับสนุนจากโซลาร์ฟาร์มในส่วนของ SPN เข้า และโครงการโซลาร์ฟาร์ม ภายใต้ชื่อ LEO 2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 22 เมกะวัตต์ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรับรายได้เข้ามาเต็มปีในปีนี้ นอกเหนือ จากค่าไฟฟ้าผันแปรที่สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า (Ft) ในส่วนของโครงการในประเทศที่เป็นอัตราใหม่เข้ามาในปี 2569
@ธุรกิจพ้นจุดต่ำสุด
นอกจากนี้ ทาง SSP ตั้งงบลงทุน 5 ปี (ปี 2569 -2573) ประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท รองรับการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ คิดเป็นกำลังผลิตรวมอีกไม่ต่ำกว่า 400 เมกะวัตต์ อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 150 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าแปรรูปขยะชุมชนในไทย จำนวน 2 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 19.8 เมกะวัตต์ เพื่อขยายฐานธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มเติม รวมทั้งสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวต่อไป
ส่วนทางนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น SSP ให้ราคาเป้าหมาย 5.00 บาท เพราะมองธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว อีกทั้งฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรปกติในไตรมาส 1/2569 ยังโตจากไตรมาสก่อนหน้า และภาพใหญ่ 1-2 ปีข้างหน้ายังเห็นการเติบโตต่อเนื่อง ผลจากการเริ่มรับรู้กำลังการผลิตใหม่ๆ ที่มีในมือ อีกราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside เปิดกว้าง จึงมองเป็นโอกาสลงทุนในระยะยาว