“ตลาดหุ้นเอเชีย” เปิดลบ ตามดาวโจนส์ เฟดคงดอกเบี้ย เสียงแตกสูงสุดรอบ 30 ปี
"ตลาดหุ้นเอเชีย" เปิดลบ ตามดาวโจนส์ หลังดาวโจนส์ร่วงกว่า 200 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่ง ขณะเฟดคงดอกเบี้ย เสียงแตกสูงสุดรอบ 30 ปี
วันที่ 30 เมษายน 2569 ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดปรับตัวลดลงเป็นส่วนใหญ่ในวันที่ 30 เมษายน โดยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดหุ้นนิวยอร์ก หลังดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลงกว่า 200 จุดในวันก่อนหน้า ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้นักลงทุนยังคงระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เปิดที่ระดับ 59,484.71 จุด ลดลง 432.75 จุด หรือ 0.72% ขณะที่ ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกง เปิดที่ 26,008.32 จุด ลดลง 103.52 จุด หรือ 0.39% และ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีน เปิดที่ 4,107.30 จุด ลดลงเล็กน้อย 0.01% ด้าน ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ดัชนี S&P/ASX 200 ปรับตัวลง 0.43% ในขณะที่ ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ สวนทางตลาด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.36%
แรงกดดันสำคัญมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังมีรายงานว่า ประธานาธิบดี Donald Trump ได้สั่งการให้ทีมงานเตรียมขยายเวลาการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเขาปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง สะท้อนว่ามาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ จะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นราว 1.96% แตะระดับประมาณ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 0.2% สู่ระดับ 107.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติ 8 ต่อ 4 ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50–3.75% ในการประชุมล่าสุด
อย่างไรก็ตาม การลงมติครั้งนี้สะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยสมาชิกบางส่วนสนับสนุนการลดดอกเบี้ย ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม
ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในครั้งที่มีความเห็นแตกแยกมากที่สุดในรอบกว่า 30 ปี พร้อมกับมีการเตือนว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดต้องจับตาในระยะต่อไป