โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘วิกฤติน้ำมัน’ สงครามตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันไทย

The Bangkok Insight

อัพเดต 20 เม.ย. เวลา 01.02 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. เวลา 01.00 น. • The Bangkok Insight

ตลาดน้ำมันโลกเผชิญ “supply shock” ที่ไม่ใช่เพียงการลดลงของการผลิตน้ำมันเท่านั้น แต่การขนส่งน้ำมันจำนวน 1 ใน 5 ของโลกที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็หยุดชะงักไปด้วย

ดังนั้น เมื่อผลของวิกฤตินี้ส่งผ่านมาถึงไทย คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า จะตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มหรือไม่อย่างไร แต่รวมถึงว่าจะจัดสรรผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่น้ำมัน ให้เป็นธรรมระหว่างโรงกลั่น ผู้ใช้น้ำมัน และภาครัฐได้อย่างไร

น้ำมัน

ตลาดน้ำมันโลกถูกกระทบอย่างไร

ขนาดของแรงกระทบครั้งนี้ใหญ่มาก เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดสำคัญของตลาดน้ำมันโลก ก่อนสงคราม เส้นทางนี้รองรับการขนส่งน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูปราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณหนึ่งในสี่ของการค้าทางทะเลของโลก

แต่หลังสงครามเริ่มขึ้น ปริมาณส่งออกผ่านเส้นทางดังกล่าวลดลงต่ำกว่า 10% ของระดับก่อนวิกฤต ขณะที่ทางเลือกอื่นในการส่งออกมีอยู่อย่างจำกัด

อุปทานน้ำมันโลกในเดือนมี.ค.2569 ลดลง 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 97 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานถูกโจมตี พร้อมกับการเดินเรือผ่านฮอร์มุซก็ถูกจำกัดด้วย

ผลกระทบลามจากต้นน้ำ ไปถึงระบบที่เหลือของตลาดน้ำมัน สต๊อกน้ำมันโลกในเดือนมี.ค.2569 ลดลงอย่างมาก ประเทศสมาชิก IEA ตกลงระบายน้ำมันฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร และช่วยผ่อนแรงกดดันในตลาดได้บางส่วน แต่ก็ไม่สามารถแก้คอขวดของดีเซล และเชื้อเพลิงกึ่งสำเร็จรูปได้ทันที

ราคาน้ำมันดิบสะท้อน “war premium” ที่ผันผวนตามข่าวการเปิด-ปิดฮอร์มุซ น้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยเดือนมี.ค. อยู่ที่ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าเดือนก.พ. อยู่ 32 ดอลลาร์ และแตะเกือบ 128 ดอลลาร์ในวันที่ 2 เม.ย.

แต่เมื่อวันที่ 17 เม.ย. หลังมีข่าวว่าอิหร่านยอมเปิดทางให้เรือพาณิชย์ผ่านฮอร์มุซได้ในช่วงหยุดยิง Brent ก็ร่วงลงวันเดียวราว 9% ปิดที่ 90.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แสดงว่าราคาน้ำมันดิบมีองค์ประกอบของ risk premium ที่พร้อมจะย่อตัวทันทีเมื่อความเสี่ยงลดลง แม้เสถียรภาพจะยังไม่กลับมาเต็มที่ก็ตาม

น้ำมัน

ดีเซลพุ่งแรงกว่าน้ำมันดิบ

ข้อมูลราคาชี้ชัดมากว่า “ดีเซลพุ่งแรงกว่าน้ำมันดิบ” ในวันที่ 27 ก.พ. 2569 ก่อนสงครามหนึ่งวัน Brent อยู่ที่ 70.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล Dubai อยู่ที่ 71.23 ดอลลาร์ ดีเซลอยู่ที่ 92.88 ดอลลาร์ และ ULG 95 อยู่ที่ 82.09 ดอลลาร์

จากนั้นจนถึงจุดสูงสุด Brent ขึ้นไปแตะ 144.42 ดอลลาร์ในวันที่ 7 เม.ย. เพิ่มขึ้น 103.6% ส่วน Dubai ขึ้นสูงสุดที่ 170.52 ดอลลาร์ในวันที่ 20 มี.ค. เพิ่มขึ้น 139.4% แต่ดีเซลกลับทะยานไปถึง 292.82 ดอลลาร์ในวันที่ 2 เม.ย. เพิ่มขึ้นถึง 215.3% ขณะที่ ULG 95 เพิ่มขึ้น 106.8% เท่านั้น

สรุปได้ว่าเบนซินขยับใกล้เคียงน้ำมันดิบ แต่ดีเซลกลับแพงโดดอย่างเห็นได้ชัด และแม้ถึงวันที่ 15 เม.ย. ซึ่งราคาหลายตัวเริ่มอ่อนลงแล้ว ดีเซลก็ยังสูงกว่าฐานเดิมถึง 86.6% ขณะที่ Brent สูงกว่าฐาน 64.3% และ Dubai สูงกว่า 41.9% เท่านั้น

กล่าวได้ว่า middle distillate cracks ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และดีเซลเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “exposed” ต่อสงครามมากที่สุด

เหตุผลสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ

ประการแรก สงครามตัดทั้งน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูปจากตะวันออกกลางออกจากตลาดพร้อมกัน ดังนั้นเมื่อเส้นทางขนส่งหยุดชะงัก ตลาดไม่ได้สูญเสียเฉพาะ feedstock แต่ขาดผลิตภัณฑ์ปลายน้ำด้วย

ในขณะเดียวกัน โรงกลั่นในภูมิภาคหลายแห่งต้องลด หรือหยุดเดินเครื่อง เพราะส่งออกไม่ได้หรือถูกโจมตี จึงเกิดการขาดแคลนผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงกว่าการขาดแคลนน้ำมันดิบ

ประการที่สอง ดีเซลเป็นสินค้าที่ตลาดตึงอยู่ก่อนแล้ว เพราะเผชิญข้อจำกัดด้านอุปทานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และมาตรการคว่ำบาตร ที่ทำให้ระบบการค้าทั่วโลกเสียสมดุลอยู่ก่อน พอสงครามอิหร่านเกิดขึ้น ความตึงตัวจึงถูกขยายอย่างรวดเร็ว

ประการที่สาม คือการหดตัวของ “swing supply” ฝั่งเอเชีย ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. มีการห้ามส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปบางประเภทในเดือนมี.ค.เพื่อป้องกันการขาดแคลนในประเทศ และมีสัญญาณขยายข้อจำกัดต่อไป ทำให้ตลาดเอเชียสูญเสียซัพพลายเออร์ตัวปรับสมดุลที่สำคัญ

กล่าวโดยสรุป น้ำมันดิบแพงขึ้นเพราะสงคราม และการปิดเส้นทางเดินเรือ แต่ดีเซลแพงกว่านั้น เพราะโลกขาดทั้งน้ำมันดิบ กำลังการกลั่น และสินค้า final product ในตลาดพร้อมกัน

ในมุมของไทย โครงสร้างผลผลิตของโรงกลั่นแสดงว่า “ดีเซลหมุนเร็ว” มีสัดส่วน 40.34% และ “ก๊าด” อีก 16.56% รวมกันคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของราคาเฉลี่ยทั้งหมด

นั่นหมายความว่า เมื่อโลกเข้าสู่ภาวะดีเซลแพงผิดปกติ รายได้เฉลี่ยของโรงกลั่นไทยย่อมถูกยกขึ้นแรงกว่าการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนน้ำมันดิบโดยธรรมชาติ

น้ำมัน

การคำนวณผลประโยชน์ส่วนเกินของโรงกลั่น

ราคาหน้าโรงกลั่นของไทยเป็น “ราคาอ้างอิง” ที่คำนวณจากสูตรซึ่งผูกกับ MOPS หรือ Mean of Platts Singapore สำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด

ดังนั้น เมื่อ diesel crack สิงคโปร์พุ่ง ราคาหน้าโรงกลั่นไทยจึงถูกยกขึ้นตามอย่างรวดเร็ว แม้ต้นทุนน้ำมันดิบจริงจะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าก็ตาม

จากข้อมูลวันที่ 1 เม.ย. 2569 ราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่โรงกลั่นได้รับอยู่ที่ 39.3195 บาทต่อลิตร ขณะที่ต้นทุนน้ำมันดิบอยู่ที่ 25.4403 บาทต่อลิตร ทำให้ค่าการกลั่นอยู่ที่ 13.8792 บาทต่อลิตร

เมื่อรวม war premium และต้นทุนอื่น ๆ ได้แก่ ค่าประกันภัย ค่าระวาง ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ค่าเสื่อม ดอกเบี้ย และกำไรปกติ ต้นทุนรวมอยู่ที่ 33.9343 บาทต่อลิตร

ดังนั้น ส่วนต่างระหว่างราคาที่โรงกลั่นได้รับจริงกับราคาที่ควรได้รับตามปกติอยู่ที่ 5.3852 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็น “ผลประโยชน์ส่วนเกิน”

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ไม่ใช่ทุกบาทของค่าการกลั่นที่สูงขึ้นจะเป็นกำไรส่วนเกิน เพราะโรงกลั่นมีต้นทุนสงครามจริง มีค่าใช้จ่ายเพิ่มจริง และยังมีกำไรปกติรวมอยู่แล้ว

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

ข้อเสนอคือให้รัฐดึงกลับเฉพาะส่วนเกิน 5.3852 บาทต่อลิตร เพื่อนำไปลดราคาขายปลีกหรือพยุงกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยที่โรงกลั่นยังคงมีกำไรปกติ

อย่างไรก็ตาม มาตรการต้องมีความสมมาตร กล่าวคือ เมื่อราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็วหลังสงคราม โรงกลั่นอาจขาดทุนจากกลไกอ้างอิงเดิม

ดังนั้น ระบบที่ดึงส่วนเกินในขาขึ้น ควรมีการชดเชยในขาลง เพื่อให้โรงกลั่นกลับมาอยู่ในระดับกำไรปกติ และไม่กระทบต่อเสถียรภาพของอุปทาน

หลักการจึงไม่ใช่ “เก็บเมื่อมีกำไร แต่ไม่ช่วยเมื่อขาดทุน” แต่ต้องเป็น “ตรึงให้อยู่ใกล้กำไรปกติทั้งสองฝั่ง"

น้ำมัน

ฐานกฎหมาย

พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ให้อำนาจรัฐในการกำกับการผลิต จำหน่าย ขนส่ง สำรอง และนำเข้า-ส่งออกน้ำมันในภาวะวิกฤติ

ในวิกฤติรอบนี้ รัฐได้ใช้เครื่องมือดังกล่าวแล้ว เช่น การระงับการส่งออกน้ำมันบางชนิด และเพิ่มระดับการสำรองน้ำมัน

บทสรุป

สงครามตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 ทำให้ตลาดน้ำมันโลกเผชิญแรงกระแทก 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ การลดลงของการผลิต การหยุดชะงักของการขนส่ง และการลดกำลังการกลั่น

ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล ปรับตัวสูงกว่าน้ำมันดิบอย่างชัดเจน และทำให้เกิดผลประโยชน์ส่วนเกินในระบบ

แนวทางที่เสนอคือ การใช้สูตรต้นทุนที่โปร่งใส ดึงเฉพาะส่วนเกินในช่วงวิกฤต และกำหนดมาตรการให้เป็นแบบชั่วคราว โปร่งใส สมมาตร และเป็นธรรม เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับผู้ใช้น้ำมันและงบประมาณของรัฐเพียงฝ่ายเดียว

ผู้เขียน:พรชัยพล คุ้มทรัพย์

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...