โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยกลับมาติด 25 อันดับแรกดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของ Kearney ปี 2569

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 21 เม.ย. เวลา 21.06 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. เวลา 16.08 น.

ไทยกลับมาติด 25 อันดับแรกของดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของ Kearney ปี 2569 ขณะที่เอเชียแปซิฟิกครองตลาดท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก

  • เอเชียแปซิฟิกครองสัดส่วนสูงสุดในดัชนีเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ โดยมี 10 ประเทศจากทั้งหมด 25 อันดับ

  • ไทยและมาเลเซียกลับเข้ามาติด 25 อันดับแรก ขณะที่ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และอินเดียต่างมีอันดับที่สูงขึ้นเช่นกัน

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทยมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสนใจจากนักลงทุน ผ่านมาตรการส่งเสริมในหลายภาคส่วน ได้แก่ พลังงานที่ยั่งยืนสาธารณสุข ศูนย์ข้อมูล การผลิตแบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้า

  • นักลงทุนระบุว่าความสะดวกในการทำธุรกิจและทักษะความสามารถของแรงงานไทยเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดในการเข้ามาลงทุน

ประเทศไทยกลับมาติด 25 อันดับแรกของดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) ของ‎คาร์นีย์ (Kearney) ในปี 2569 (Kearney’s 2026 FDI Confidence Index®) หลังจากครั้งล่าสุดในปี 2566 โดยการสำรวจผู้บริหารธุรกิจระดับโลกประจำปีนี้ได้จัดอันดับตลาดที่มีแนวโน้มสูงสุดในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

การสำรวจที่ดำเนินการโดย Global Business Policy Council ของ Kearney ในเดือนมกราคม 2569 โดยมีผู้บริหารระดับสูงกว่า 500 คนจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกเข้าร่วม แสดงให้เห็นว่าบริษัทต่าง ๆ ยังคงมุ่งมั่นในการลงทุนระหว่างประเทศแม้จะมีความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจถึง 88% ระบุว่าพวกเขาวางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องในโอกาสระยะยาวของตลาดโลก

ไทย (อันดับ 20) และมาเลเซีย (อันดับ 21) กลับเข้ามาติด 25 อันดับแรกอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานถึง 3 ปีและ 12 ปีตามลำดับ ขณะที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดายังคงครองอันดับ 1 และ 2 ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาสู่อันดับ 3 และจีน (รวมฮ่องกง) ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 4 นอกจากนี้ สิงคโปร์ (อันดับ 8) เกาหลีใต้ (อันดับ 11) และอินเดีย (อันดับ 22) ต่างก็มีอันดับที่สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ไทยมีอันดับที่สูงขึ้น โดยการประกาศใช้มาตรการหลายด้านในปี 2568 เพื่อขยายสิทธิประโยชน์การลงทุนในหลายภาคส่วน ได้แก่ พลังงานที่ยั่งยืน สาธารณสุข ศูนย์ข้อมูล การผลิตแบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้า มาตรการเหล่านี้ประกอบด้วยสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุม เช่น การยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีนำเข้า การอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดิน และการอำนวยความสะดวกด้านบุคลากรต่างชาติ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนโดยรวมของไทย

อัตราการว่างงานของไทยลดลงเหลือ 0.76% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2557 สถิติดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยทักษะและความสามารถของแรงงานไทย (29%) รวมถึงความสะดวกในการทำธุรกิจ (31%) ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย

เดวิด อูเลนบร็อค (David Uhlenbrock) พาร์ทเนอร์ของ Kearney ประเทศไทย

เดวิด อูเลนบร็อค (David Uhlenbrock) พาร์ทเนอร์ของ Kearney ประเทศไทย กล่าวว่า “ไทยกำลังฟื้นตัวอย่างชัดเจนในด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตรงเป้าหมาย โครงสร้างพื้นฐานที่แข่งขันได้ และกลยุทธ์ China+1 ในภูมิภาค ส่งผลให้การลงทุนใหม่มุ่งเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้น เช่น ศูนย์ข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภูมิทัศน์การลงทุนในประเทศไทย”

ตลาดเกิดใหม่ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง

ตลาดเกิดใหม่ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับกระแสการลงทุนโลกมากขึ้น ทั้งไทยและมาเลเซียมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (จากอันดับ 10 เป็น 6 และจากอันดับ 11 เป็น 7 ตามลำดับ) ในดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสำหรับตลาดเกิดใหม่ของ Kearney ปี 2569 โดยเฉพาะไทยที่มีการปรับตัวขึ้นสูงสุดท่ามกลางการกระจายตัวของห่วงโซ่อุปทานที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่จีนยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดเกิดใหม่อันดับ 1 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในระยะ 3 ปีข้างหน้าอยู่ในระดับสูง ติดอันดับ 5 ของโลก และเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในการจัดอันดับความมั่นใจสุทธิของตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อนักลงทุน บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถือ ยังคงช่วยเสริมสร้างความน่าสนใจในการลงทุนของประเทศอย่างต่อเนื่อง

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การลงทุน

แม้ความตั้งใจในการลงทุนจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ผู้บริหารยังคงตื่นตัวต่อความเสี่ยงระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากที่สุดในปีหน้า (36%) ตามมาด้วยการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในตลาดประเทศพัฒนาแล้ว (30%)

ในขณะเดียวกัน นโยบายอุตสาหกรรมกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการกำหนดทิศทางการตัดสินใจลงทุน จากการสำรวจพบว่านักลงทุนทั่วโลก 84% ระบุว่านโยบายอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุน และ 57% เชื่อว่านโยบายดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานทางธุรกิจของบริษัท นอกจากนี้นักลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่าให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการสนับสนุนทางการเงินว่าเป็นเครื่องมือนโยบายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดย 88% มองว่านโยบายที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยที่ดีและ 80% มีมุมมองเชิงบวกต่อมาตรการสนับสนุนทางการเงิน

สิทธารถ ปาทัก (Siddharth Pathak) พาร์ทเนอร์อาวุโสของ Kearney

สิทธารถ ปาทัก (Siddharth Pathak) พาร์ทเนอร์อาวุโสของ Kearney กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่นักลงทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีการแบ่งขั้วมากขึ้น เอเชียครองสัดส่วนสูงสุดของตลาดที่ติดอันดับในดัชนีปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ และไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่โดดเด่นที่มีความก้าวหน้าที่น่าสนใจที่สุดของภูมิภาค โดยกลับเข้ามาอยู่ในดัชนีระดับโลกอีกครั้ง และมีอันดับที่สูงขึ้นในดัชนีตลาดเกิดใหม่ ท่ามกลางการกระจายห่วงโซ่อุปทานแบบ China+1 ที่ยังคงดำเนินต่อไป และความน่าสนใจในฐานะประเทศกำลังพัฒนาขนาดกลางที่เพิ่มสูงขึ้น ในภาพรวม นักลงทุนกำลังนำเงินทุนไปยังตลาดที่มีการผสมผสานระหว่างศักยภาพ ด้านนวัตกรรม โอกาสในการเติบโต และความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์”

เกี่ยวกับดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของ Kearney ปี 2569

ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของ Kearney ปี 2569 (2026 Kearney FDI Confidence Index®) จัดทำขึ้นจากข้อมูลปฐมภูมิที่ได้จากการสำรวจผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำทั่วโลกจำนวน 507 คน โดยดำเนินการสำรวจในเดือนมกราคม 2569 กลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจประกอบด้วยผู้บริหารระดับ C-level ผู้นำระดับภูมิภาค และผู้นำหน่วยธุรกิจจากบริษัทที่มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 500 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป โดยบริษัทเหล่านี้มีสำนักงานใหญ่กระจายอยู่ใน 30 ประเทศทั่วโลก และครอบคลุมทุกภาคธุรกิจ

การคำนวณค่าดัชนีใช้วิธีค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจากจำนวนคำตอบที่อยู่ในระดับสูง ปานกลาง และต่ำ ซึ่งเป็นคำตอบต่อคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการลงทุนโดยตรงในตลาดที่เลือกไว้ภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า โดยค่าดัชนีคำนวณจากคำตอบของบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ค่าดัชนีของสหรัฐอเมริกาจะไม่นับรวมคำตอบจากนักลงทุนที่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ค่าดัชนีที่สูงขึ้นแสดงให้เห็นว่าประเทศนั้นเป็นเป้าหมายการลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้น

ข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่นำเสนอในรายงานนี้เป็นตัวเลขประมาณการและคาดการณ์ล่าสุดจาก Oxford Economics เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น ส่วนแหล่งข้อมูลทุติยภูมิอื่น ๆ ได้แก่ หน่วยงานส่งเสริมการลงทุน ธนาคารกลาง กระทรวงการคลังและการค้า แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง และแหล่งข้อมูลสำคัญอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...