โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KCGยังไหวตรึงราคาสินค้า มั่นใจเป้าเดิมโตHigh Single Digit

ทันหุ้น

อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 11.33 น. • เผยแพร่ 03 เม.ย. เวลา 01.00 น.

#KCG #ทันหุ้น – KCG ทิศทางผลงานไตรมาส 1/2569 ยังเติบโตตามแผน ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทั้งราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ เม็ดพลาสติกและกล่องเหล็ก เพราะมีสัดส่วนที่น้อย ซึ่งบริษัทยังคงสามารถตรึงราคาสินค้าไว้ได้จนถึงสิ้นไตรมาส 2/2569 และรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง โดยได้ทำล็อกต้นทุนราคาวัตถุไว้เรียบร้อยแล้ว ยังคงเป้าหมายการเติบโตทั้งปี 2569 แบบ High Single Digit

นางกนกวรรณรัตน์ ศรีมณีศิริ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและขนมตะวันตก (Western foods) เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเริ่มรับรู้รายได้จากโรงงานเนยแห่งใหม่ ที่มีการขยายกำลังการผลิตโรงงานเนยเป็น 23,000 ตันต่อปี เพิ่มขึ้น 25% จากเดิม 18,000 ตันต่อปี ในส่วนทิศทางไตรมาส 2/2569 คาดว่ายังคงเติบโตได้ตามแผน ขณะที่ยังมีความกังวลในช่วงครึ่งปีหลัง หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นรวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

ทั้งนี้จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบหลักต่อราคาน้ำมัน มีผลกระทบต่อบริษัทน้อยมาก เนื่องจากค่าขนส่งที่ใช้รถของบริษัทมีสัดส่วนเพียง 2.5% ของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ซึ่งทุกๆ การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน 10 บาท จะกระทบต่อค่าใช้จ่าย SG&A ประมาณ 0.39 – 0.4%

ขณะเดียวกันแม้ค่าระวางเรือจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้นทุนส่วนนี้คิดเป็นเพียง 1% กว่าๆ ของราคาสินค้านำเข้าทั้งหมด หากค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จะกระทบต้นทุนรวมเพียงแค่ประมาณ 3% เท่านั้น

*ต้นทุนพลาสติกไม่กระทบ

ขณะที่ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมนี้ บริษัทยังไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากยังมีสต๊อกสินค้าเก่าที่ต้นทุนยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก คาดว่าจะสามารถตรึงราคาสินค้าไว้ได้จนถึงสิ้นไตรมาส 2/2569 ซึ่งบริษัทยังเฝ้าสังเกตการณ์สถานการณ์ตลาดและคู่แข่งอย่างใกล้ชิด หากพบว่าผู้เล่นรายอื่นในตลาดมีการปรับขึ้นราคากันเป็นจำนวนมาก บริษัทจึงจะนำเรื่องนี้มาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

ทางด้านต้นทุนเม็ดพลาสติกที่ใช้ทำซองและถาดบรรจุภัณฑ์มีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉลี่ยภาพรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 20% บางรายการอาจสูงถึง 60-80% แต่เป็นส่วนน้อย ซึ่งในปี 2568 บริษัทมียอดซื้อบรรจุภัณฑ์พลาสติกประมาณ 160 ล้านบาท จากต้นทุนขายรวมกว่า 6,000 ล้านบาท ดังนั้นการปรับขึ้นของราคาพลาสติกกระทบต่อกำไรขั้นต้นเพียงประมาณ 0.3% กว่าๆ ถือเป็นตัวเลขที่บริษัทยังสามารถบริหารจัดการได้

ในส่วนกล่องเหล็กปัจจุบันราคายังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้น และทางบริษัทยังมีสต๊อกของเดิมอยู่ โดยปัจจุบันมีการล็อกราคาไว้ และยังมีสินค้าครอบคลุมความต้องการไปจนถึงเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตามได้มีการติดต่อและประสานงานกับซัพพลายเออร์ไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมการรับมือกับความผันผวน

*ล็อกราคาวัตถุดิบแล้ว

นอกจากนี้บริษัทมีการใช้กลยุทธ์ล็อกราคาล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตลาดโลก โดย Butter Oil หรือน้ำมันเนย มีสัดส่วนประมาณ 14% ของต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมด บริษัทได้ทำการล็อกราคาไว้แล้วจนถึงไตรมาส 3/2569 ซึ่งก่อนหน้านี้ราคา Butter Oil ในตลาดโลกมีการปรับตัวลดลง ทำให้บริษัทสามารถล็อกต้นทุนในราคาที่ถูก

ส่วนชีสที่มีสัดส่วนประมาณ 10.4% ของต้นทุนวัตถุดิบ บริษัทได้ทำการล็อกราคาล่วงหน้าไปจนถึงสิ้นปี 2569 เรียบร้อยแล้ว ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบหากราคาชีสในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ขณะที่น้ำมันปาล์ม หรือ Palm Oil มีสัดส่วนการใช้ประมาณ 7-8% ปัจจุบันราคาอาจได้รับผลกระทบจากการนำไปผสมเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น โดยบริษัทเลือกที่จะไม่ซื้อสินค้าล่วงหน้าในปริมาณมาก เพราะรอช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ได้ราคาถูกลง

*โตตามเป้าเดิม

อย่างไรก็ดีบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ไว้ที่หลักเดียว (High Single Digit) และจะมีการทบทวนเป้าหมายอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งในครึ่งปีแรกคาดว่าจะยังรักษาการเติบโตไว้ได้ที่ระดับ High Single Digit โดยตั้งเป้าหมายยอดขายที่มาจากสินค้าใหม่ไว้ที่ประมาณ 200 ล้านบาท จะกระจายอยู่ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์นม, ส่วนผสมเบเกอรี่และกลุ่มบิสกิต โดยอาจจะเน้นหนักไปทางกลุ่มผลิตภัณฑ์นมเป็นหลัก

อีกทั้งยังเริ่มขยายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยยอดขายออนไลน์มีการเติบโตที่โดดเด่นมาก ในบางเดือนเติบโต (Triple Digit) ซึ่งคาดว่าสัดส่วนยอดขายออนไลน์จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ในปีนี้จาก 1.8% ในปีที่แล้ว เป็นการเติบโตจากฐานต่ำ รวมถึงเตรียมตัวไปสู่การพัฒนาเว็บไซต์ .com (ดอทคอม) เป็นของตัวเองเพื่อลดการพึ่งพาช่องทางออนไลน์อื่นๆ ที่ต้องเสียค่าธรรมเนียม โดยคาดหวังว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปีนี้

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...