“ลิซ่า” ซัดนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” ไร้บทเรียนวิกฤต เคยอยู่ในวิกฤตหลายครั้งแต่แก้ปัญหาไม่ได้
“ลิซ่า” ซัดนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” ไร้บทเรียนวิกฤต เคยอยู่ในวิกฤตหลายครั้งแต่แก้ปัญหาไม่ได้ ชี้ แก้ปัญหาแบบผิวเผิน เน้น จ่ายเงินเยียวยามากกว่าวางระบบรับมือระยะยาว คำถามหา ความพร้อมรับมือวิกฤตน้ำมัน-ภัยพิบัติ จี้ ทบทวนบทบาทผู้นำ เหน็บ รวยก็พูดได้ จะประหยัดได้ ต้องทำให้มีก่อน
วันที่ 9 เม.ย. 69 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม วาระแถลงนโยบายรัฐบาล นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายช่วงหนึ่ง ว่า หลังฟังนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย และเพื่อนสมาชิกอภิปรายมาตลอดทั้งวัน สิ่งที่อยากได้รับการยืนยันว่านโยบายที่เสนอต่อคนไทยทั้งประเทศ ผ่านการทบทวนสรุปและถอดบทเรียนจากวิกฤตที่ผ่านมาแล้วหรือยัง แน่ใจว่าหลังจากนี้ประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาลภูมิใจไทยจะสามารถนำพาประเทศไทยผ่านวิกฤตและความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างที่ทราบกันดีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เคยดำรงตำแหน่งสำคัญอยู่ในวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง ทั้งโควิด 19 น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ และตอนนี้วิกฤตน้ำมัน ซึ่งวิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ผ่านแล้วผ่านไป แต่เป็นบทพิสูจน์ความสามารถในการบริหารประเทศ ประชาชนพอจะได้เห็นฝีไม้ลายมือของนายอนุทินมาบ้างแล้ว และเห็นแล้วว่าการบริหารแบบนายอนุทิน บกพร่องและสร้างความเสียหายไว้ขนาดไหน
ยิ่งน่ากังวลไปกันใหญ่ เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในทำนองที่บอกว่าขอให้ประชาชนมั่นใจ เพราะพรรคภูมิใจไทยเคยผ่านวิกฤตน้ำท่วมและโควิดมาแล้วเราจัดการได้ดี สิ่งที่นายกรัฐมนตรีมั่นใจต่างกับความรู้สึกของประชาชนลิบลับ ดังนั้นรัฐบาลอนุทิน 2 กำลังถูกจับตาแล้วตั้งคำถามจากประชาชนว่า 4 ปีหลังจากนี้ไปประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ ประเทศไทยไม่สามารถฝากความหวังไว้ได้กับวิธีคิดเดิม ๆ และประเทศไทยไม่ใช่ที่ทดลองงานตนเห็นด้วยเหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้
" วิธีคิดของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยในการบริหารประเทศจากวิกฤตที่ผ่านมาแก้ปัญหาแบบผิว ๆ เผิน ๆ ดูแคลนความเดือดร้อนของประชาชน เพราะเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมามันพอสรุปได้แบบนั้นจริง ๆ " นางสาวภคมนกล่าว
นางสาวภคมน กล่าวต่อว่า น้ำท่วมใหญ่ในหาดใหญ่ วิกฤตหนักขนาดนั้นรัฐบาลของนายอนุทินไม่มีแม้กระทั่งศูนย์กลางข้อมูล ระบุพิกัดผู้ประสบภัยหรือแผนปฏิบัติงานฉุกเฉิน ประชาชนและกู้ภัยช่วยเหลือกันเอง ประชาชนคาดหวังความเป็นผู้นำแต่สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดของเหตุการณ์นี้ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดที่มีต่อนายกรัฐมนตรี คือ เขาเห็นนายกไปผัดข้าวแจกผู้ประสบภัย ซึ่งมันไม่ใช่เวลานี้แน่ ๆ นายกฯต้องระมัดระวังการแสดงออกในช่วงเวลาที่ประชาชนเขาคาดหวัง
วันนั้นนายกรัฐมนตรีเองควบกระทรวงมหาดไทยด้วย ทรัพยากรต่าง ๆ ในประเทศอยู่ในอำนาจทั้งสิ้น แต่กลับละเลยจนปล่อยให้วิกฤตลุกลามบานปลาย ว่าการที่ผัดข้าวให้กับผู้ประสบภัยอาจเป็นการส่งความห่วงใยและคลายความกังวลให้ประชาชนแต่เปล่าเลย บทบาทหลักของการเยียวยาที่พอจะคาดหวังได้จากรัฐบาลแต่ประสิทธิภาพการเยียวยาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ มีอีกหลายแสนสิทธิที่รอการเยียวยา
" เมื่ออ่านนโยบายเล่มนี้แล้ว ก็ตรงตามข้อกังวลของดิฉันเป๊ะ ๆ ว่าไม่มีการสรุปบทเรียนอะไรเลย เพราะนโยบายกองทุนภัยพิบัติที่ระบุในเล่มนโยบาย ระบบแค่ว่าจะนำ AI มาช่วย เขียนมาหลวม ๆ ไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่ไหน ชาวบ้านอ่านยังรู้เลยว่าท่านแค่อ้าง AI ไว้ก่อน อุตส่านำเทคโนโลยีมาใช้แล้ว สุดท้ายก็มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์การจ่ายเงินเยียวยาอยู่ดีวิธีคิดคือแบบเดิมเจ็บ จ่าย จบ ในรายละเอียดเล่มนี้ไม่ได้ลงตัวเลขเอาไว้แต่ในเว็บไซต์พรรคภูมิใจไทยเขียนไว้ชัดเจน " นางสาวภคมนกล่าว
นางสาวภคมน ยังกล่าวว่า ถ้ารัฐใช้วิธีคิดแบบนี้ถ้ามีภัยพิบัติ เมื่อไหร่ก็แค่หาเงินจ่ายให้เร็ว ๆ คิดแบบนี้เน้นเอาตัวรอดลดบทบาทตัวเองเหลือแค่บริษัทประกันภัย สิ่งที่ประชาชนอยากได้คือความมั่นใจและรายละเอียดในเล่มเพราะว่าจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมอย่างไร สิ่งที่ประชาชนอยากได้คืออยากรู้ว่ารัฐบาลอนุทิน 2 จะดูแลปกป้องชีวิตเขาไม่ปล่อยให้รอความตายและลอยคอเหมือนรัฐบาลอนุทิน 1 ใช่หรือไม่
ขอถามตรง ๆ ว่าก่อนที่รัฐบาลหนู 2 จะผลักดันนโยบาย กองทุนภัยพิบัติได้ติดตามความเสียหายในรัฐบาลหนู 1 แล้วหรือยัง หรือแค่รอปล่อยมาตรการคนละครึ่งพลัสแล้วถือว่าสุดท้ายเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วเพียงพอถ้าคิดกันแค่นี้จริง ๆ โหดร้ายมากดูถูกความเดือดร้อนของประชาชนมาก ๆ และอันตรายมากในฐานะผู้นำประเทศ
วิธีคิดแบบดูแคลนความรู้สึกของประชาชนไม่ได้เห็นจากนายอนุทินคนเดียว เพราะในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการพิจารณาเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนในภาคเหนือ ที่กำลังประสบกับฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่สถานการณ์รุนแรง ประเทศไทยต้องมีพ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อคุ้มครองชีวิตประชาชนแต่สส. พรรคภูมิใจไทยอภิปรายในวาระนั้นและยืนกรานในสภาว่าไม่เห็นด้วยกับ พ.ร บ. อากาศสะอาด
" จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ท่านยกมาด้วยความเคารพเรามีเหตุผลเดียว ว่าพี่น้องประชาชนคนไทยใช้ลมหายใจเดียวกันดังนั้นพ ร.บ. อากาศสะอาดน่าจะเป็นฉันทามติร่วมกันของคนทั้งสังคม หรือที่ท่านไม่เห็นด้วยเล็กๆแล้วท่านกลัวนายทุนอุตสาหกรรมจะไม่พอใจหรือเปล่าและขอพูดดักไว้เลยว่า ความเห็นของ สส.ท่านหนึ่งไม่เกี่ยวกับคณะรัฐบาล ชวนพี่น้องประชาชนเลยให้จับตากัน ว่าหลังจากนี้คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะนำพ.ร.บ.อากาศสะอาดที่พิจารณาค้างไว้เข้ามาพิจารณาต่อหรือไม่ " นางสาวภคมนกล่าว
ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นประท้วงพร้อมขอใช้สิทธิ์พาดพิงเกี่ยวกับกรณีการกล่าวอ้างถึง สส. จากพรรคภูมิใจไทยที่พูดถึงเรื่อง พ.ร.บ. อากาศสะอาด และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ปัดตก พ.ร.บ. อากาศสะอาด ประธานจึงวินิจฉัยให้นายศุภชัยใช้สิทธิ์ได้ภายหลังอภิปรายเสร็จ
นางสาวภคมน จึงกล่าวต่อว่า เหตุการณ์วิกฤติน้ำมันที่เป็นผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางสงคราม เกิดเป็นเดือน แต่รัฐบาลยังไม่มีทีท่าว่าจะมีความพร้อมรับมือกับผลกระทบของประชาชนอย่างเป็นระบบ คนไทยรู้ชะตากรรมตัวเองกันวันต่อวัน ในวันที่หาน้ำมันเติมไม่ได้รัฐบาลกลับบอกว่าอย่าตื่นตระหนก และจากนั้น ราคาน้ำมันพุ่งข้ามคืน ประชาชนไม่ทันได้ตั้งหลัก ราคาสินค้าเพิ่มสูง เรื่องนี้เป็นเรื่องเศรษฐกิจในวงกว้าง และ นายพิพัฒน์ รับกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะ ศบก. ก็ออกมายอมรับว่ารัฐบาลต้องลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ออกมา ยอมรับว่าไม่สามารถตรึงราคาดีเซลไว้ได้แล้ว
เท่ากับว่า นี่คือการยอมรับพร้อมกันของรัฐมนตรีสองคนในรัฐบาลชุดนี้ว่าสถานการณ์วิกฤตแล้ว และก่อนหน้านี้ทำไมถึงยืนยันว่าปกติ และกล่าวหาประชาชนว่าตื่นตระหนกไปเอง สุดท้ายก็มาขอความร่วมมือกับประชาชนให้ช่วยกันประหยัด ในวันที่รัฐบาลขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันประหยัด ปรากฏว่านายอนุทินขับรถไฟฟ้าป้ายแดง คงคิดว่าประชาชนอ่านข่าวแล้วจะปราบปลื้ม และชื่นชม แต่สิ่งที่ทำตอกย้ำวิธีคิดวิสัยทัศน์ของผู้นำ และคณะผู้บริหารประเทศไทยในขณะนี้ห่างกับประชาชนคนถ่ายเช้ากินค่ำกับฟ้ากับเหว และวิธีคิดแบบนี้ไม่ได้แสดงออกเพียงครั้งเดียวแต่แสดงออกมาทุกครั้งเมื่อเกิดวิกฤต
นางสาวภคมน กล่าวอีกว่า วันนี้สถานการณ์น้ำมันไม่มั่นคง แทนที่จะสื่อสารตรง ๆ เอาความจริงมาพูดกัน ช่วยเหลือกันให้พ้นวิกฤติ 3 - 6 เดือนหลังจากนี้จะได้วางแผนชีวิตได้ แต่กลับเลือกขับรถไฟฟ้าป้ายแดง เพื่อบอกกับประชาชนว่าให้ประหยัดน้ำมัน ตนเองคิดว่าความคิดแบบนี้จำเป็นต้องมีการตั้งคำถามกันจริง ๆ เช่นเดียวกับนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ต้องเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ให้สัมภาษณ์ว่าต้องมีการปรับตัว ต้องประหยัดตามเศรษฐกิจพอเพียง เพราะท่านรวยจึงพูดแบบนี้ได้ แต่คนจนเวลาสั่งให้ท่านต้องทำให้เขาก่อน คนเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีไม่เข้าใจเลยว่าคนจนจนจริง ๆ ก่อนเลือกตั้งมาบอกว่าจะทำให้คนไทยรวยจนร้องขอชีวิตแต่เมื่อได้อำนาจมากลับบอกว่าขอให้ประชาชนพอเพียง วิธีคิดแบบนี้สะท้อนผ่านนโยบายนี้เช่นกัน
นางสาวภคมน ระบุว่า ขอถามตรง ๆ ว่าที่นายกรัฐมนตรี บอกว่าจะทำให้ประชาชนรวยจนต้องขอชีวิต รู้หรือไม่ว่าต้นตอของความจน และความขัดสนของประชาชน คืออะไรกันแน่ เพราะนโยบายเล่มนี้ไม่มีบรรทัดไหนเลย ที่รัฐบาลมีเจตจำนงในการลดความเหลื่อมล้ำ และพร้อมสู้กับกลุ่มทุนผูกขาดให้กับประชาชน ในสมัยหนึ่งเราเคยได้ยินคำว่า คิดใหญ่ทำเป็น แต่ปัจจุบันคำว่า พูดแล้วทำ กำลังทำให้กลายเป็นสิ่งใหม่ เพราะอย่างที่ตอนหาเสียง คนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ก็บอกชัดเจนว่านโยบายของพรรคภูมิใจไทย ไม่ต้องละเอียดมาก น้อย ๆ แต่ทำได้จริง ตนเองว่าคิดแบบนี้เป็นการคิดแบบเอาตัวรอด ดึงความหวังของประชาชนให้ต่ำลง ประชาชนควรคาดหวังกับรัฐบาลที่มีเจตจำนง และความกล้าหาญมากพอในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่พูดและทำ
สุดท้ายใช้คำทันสมัยแต่วิธีคิดยังเหมือนเดิม เมื่อใครในประเทศนี้มุ่งหวังจะสร้างการเปลี่ยนแปลงกลับถูกตีตราว่า เป็นพวกเพ้อฝันทั้งที่พรรคการเมืองควรนำเสนอนโยบายที่ก้าวหน้าท้าทายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของประชาชนแต่ประเทศนี้วันนี้ไม่ได้สนใจแล้วว่าสิ่งที่ทำคู่ควรกับประชาชนควรจะได้รับหรือไม่ ไม่กล้าท้าทายข้อจำกัดให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากโหยหาอำนาจ กดให้ประชาชน ไม่คาดหวัง ให้เชื่อแล้วชิน การเมืองวันนี้กำลังทำ และให้รางวัลกับคนที่คิดแต่ในกรอบพูดแต่เรื่องเดิม ๆ ทำแต่เรื่องเดิม ๆ แต่ต้นตอของปัญหาที่ฉุดรั้งไม่ให้ชีวิตของประชาชนโตได้ยังคงอยู่รัฐราชการที่แข็งทื่อยังคงอยู่ ความเหลื่อมล้ำเชิงระบบยังอยู่ สิทธิและเสรีภาพยังคงถูกจำกัด
ซึ่งสิ่งที่เราได้วันนี้ก็เป็นวิธีคิดที่หากประชาชนก็แค่ปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มทักษะ เพิ่มความรู้ เพิ่มเทคโนโลยี และแจกเงินแต่ไม่เคยตั้งคำถามกับระบบเศรษฐกิจ สังคมที่กดขี่ให้คนส่วนใหญ่จน และเข้าไม่ถึงโอกาสตั้งแต่แรก และนโยบายเล่มนี้ชัดเจนว่าเป็นนโยบายที่ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองใด ๆ เลยไม่สามารถสร้างความหวังให้กับประชาชน และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศนี้ รัฐบาลชุดนี้นี้ท่านจะเป็นแค่ผู้ที่จะจัดสรรผลประโยชน์ให้ในทุนและชนชั้นนำเท่านั้น พร้อมฝากทิ้งท้ายว่า อย่าสบประมาทประชาชน