[Vision Exclusive] AMA แก้วิกฤติน้ำมันพุ่ง อัพพอร์ตขนส่งทางบก
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 24 เม.ย. เวลา 14.27 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น – AMA เผยราคาพลังงานกดดัน ธุรกิจขนส่งสินค้าทางเรือและขนส่งสินค้าทางบก เร่งปรับกลยุทธ์ฝ่าความผันผวนเพื่อประคองธุรกิจ เล็งขยายช่องทางขนส่งสินค้าทางบกให้มีความหลากหลายและสอดรับกับดีมานด์
นายพิศาล รัชกิจประการ กรรมการผู้จัดการบริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ AMA เปิดเผยกับ "ทีมข่าวหุ้นวิชั่น" ว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อต้นทุนราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นจากระดับ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (เพิ่มขึ้นราว 40%) ส่วนราคาน้ำมันเตาและดีเซลที่ใช้ขนส่งทางเรือ ที่เมืองท่าต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นถึง 100% ในช่วงแรก และปัจจุบันยังคงทรงตัวสูงอยู่ในระดับ 70%
คาดว่าจะกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทในช่วงไตรมาส 1/2569 โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งทางเรือ คาดว่ายอดขายลดลง แม้อัตราค่าระวางเรือจะขยายตัวได้ดี แต่น้อยกว่าราคาต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับปริมาณขนส่งสินค้าลดลง โดยเฉพาะประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) น้อยลง เนื่องจากต้องเก็บไว้ผลิตไบโอดีเซลใช้ในประเทศมากขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล ขณะที่การนำเข้าก็ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและการบริโภคที่ชะลอตัว
ทั้งนี้บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ โดยพยายามหา "เที่ยววิ่งขากลับ" จากจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อชดเชย และลดภาระต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและการขาดทุน และเตรียมความพร้อมของเรือและบุคลากรเพื่อขยายช่องทางการขนส่งสินค้าประเภทอื่นเพิ่มเติม อาทิ การขนส่งสินค้าสารเคมีที่ไม่กัดกร่อนสูง (Easy Chemical) เช่น ไซลีน (Xylene) และ แนฟทา (Naphtha) เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคต ปัจจุบันบริษัทยังมีเรือขนส่งรองรับตลาดจำนวน 8 ลำ และมีการซ่อมบำรุงตามรอบหรือฤดูกาล
ทางด้านธุรกิจขนส่งทางบก แม้จะมีแนวโน้มที่ดีกว่าขนส่งสินค้าทางเรือ เนื่องจากมีกลไกการปรับราคาตามต้นทุนน้ำมัน (Fuel Adjustment Factor) ที่สามารถส่งผ่านภาระไปยังผู้บริโภคได้ แต่ก็ต้องเผชิญกับภาวะยอดการใช้น้ำมันในประเทศที่หดตัวลง โดยยอดใช้ดีเซลลดลงจากวันละ 87 ล้านลิตร เหลือเพียงประมาณ 50 ล้านลิตร หรือลดลงเกือบ 40% เนื่องจากประชาชนรัดเข็มขัดจากพิษราคาน้ำมัน
นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมายังเกิดความผันผวนของกลไกราคา โดยราคาน้ำมันขายส่งที่บริษัทซื้อเข้ากองรถกลับสูงกว่าราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการที่รัฐบาลอุดหนุนอยู่ถึงลิตรละ 1 บาทกว่า ทั้งที่ปกติราคาขายส่งควรจะถูกกว่าประมาณ 2 บาท
อย่างไรก็ดีเพื่อกระจายความเสี่ยง บริษัทได้นำส่งรถขนส่งจำนวน 15 คัน จากทั้งหมด 334 คัน เข้าสู่ตลาดขนส่งน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) โดยเน้นการขนส่งไปยังท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดกระบี่และภูเก็ต เพื่อส่งออกไปยังอินเดียและบังกลาเทศ รวมถึงการขนส่งจากแหล่งผลิตในภาคใต้ (สุราษฎร์ธานี,ประจวบ, ชุมพร) เข้าสู่โรงกลั่นไบโอดีเซล
ในส่วนของบริษัทย่อย (TSSK) ซึ่งขนส่งเม็ดพลาสติกและตู้คอนเทนเนอร์ ปัจจุบันยังไม่ได้รับผลกระทบมากนักในแง่ปริมาณงาน ทั้งนี้ภาพรวมสัดส่วนรายได้ของบริษัทในปัจจุบันยังคงสัดส่วนระหว่างขนส่งรถและขนส่งทางเรืออยู่ที่ประมาณ 50:50
“สถานการณ์ในปี 2569 ไม่อยากคาดเดา เนื่องจากราคาน้ำมันมีความผันผวนเปลี่ยนไปทุกๆ 2-3 วัน ตามข่าวสารและปัจจัยการเมืองโลก เราทำได้เพียงรัดเข็มขัด ดูแลการบริโภคน้ำมันในกองเรือและกองรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ขับขี่ด้วยความเร็วประหยัด และเข้มงวดเรื่องการบำรุงรักษาอะไหล่ พร้อมทั้งหวังว่าสถานการณ์สงครามจะจบลงโดยเร็วเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจโลกบอบช้ำไปมากกว่านี้”
รายงานโดย : กษมน พงษ์ธานี รองบรรณาธิการข่าว Hoonvision