CAKE วิวัฒนาการความหวาน ตำนาน “เค้กวันเกิด” กับ “เค้กแต่งงาน”
เบื้องหลังความนุ่มฟู… มีความรักซ่อนอยู่
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเค้กถึงได้นุ่มเบาเหมือนก้อนเมฆขนาดนี้ ย้อนกลับไปก่อนปี 1840 เค้กส่วนใหญ่ถ้าไม่หนักแน่นเหมือนขนมปัง ก็ต้องใช้แรงมหาศาลในการตีไข่ให้ฟู จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1843 ได้เกิดฮีโร่ขี่ม้าขาวที่ชื่อ อัลเฟรด เบิร์ด (Alfred Bird) นักเคมีชาวอังกฤษที่ไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนโลกขนมหวาน แต่เขาแค่อยากทำขนมให้ "ภรรยา" กินได้ครับ
เรื่องราวมันเริ่มจากความรักของอัลเฟรด ที่มีต่อ เอลิซาเบธ ภรรยาของเขา เธอโชคร้ายที่เป็นโรคภูมิแพ้อย่างหนัก แพ้แม้กระทั่งไข่และยีสต์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการทำขนมสมัยนั้น อัลเฟรดไม่อยากให้ภรรยาต้องพลาดความอร่อย เขาจึงใช้ความรู้ทางเคมีทดลองผสมสารนั่นนี่ จนในที่สุด….ตู้มมมมม….เขาก็ค้นพบ "ผงฟู" (Baking Powder) ขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลก! เจ้าผงนี้ทำหน้าที่แทนยีสต์ได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ทำให้ขนมปังและเค้กพองตัวสวยโดยไม่ต้องรอยีสต์ทำงาน และไม่ต้องพึ่งพาไข่เพียงอย่างเดียว จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ เพื่อภรรยาในวันนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เค้กทั่วโลกเปลี่ยนจาก "ก้อนแป้งแน่น ๆ" กลายเป็น "ความนุ่มละมุน" อย่างที่เรากินกันทุกวันนี้
จุดกำเนิด "เค้กวันเกิด" และปริศนาของการเป่าเทียน
สงสัยไหมครับว่า ทำไมวันเกิดต้องมีเค้ก และทำไมเราต้องเป่าเทียนให้ดับ เรื่องนี้มี 2 ตำนานที่น่าสนใจมาก ๆ
ตำนานกรีกโบราณ เล่าว่า ชาวกรีกทำเค้กน้ำผึ้งรูปทรงกลมเพื่อบูชา เทพีอาร์เทมิส (จันทราเทพี) พวกเขาปักเทียนไว้รอบ ๆ เพื่อให้เค้กสว่างไสวเลียนแบบแสงจันทร์นวลตา และความเชื่อที่โรแมนติกที่สุดคือ "ควันเทียน" ที่เราเป่าจะช่วยพัดพาคำอธิษฐานลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อให้เทพเจ้าได้รับรู้นั่นเอง
ตำนานเยอรมัน (Kinderfest) เล่าว่า ในช่วงศตวรรษที่ 18 ชาวเยอรมันเริ่มจัดงานวันเกิดให้เด็ก ๆ โดยปักเทียนตามอายุ และจะเพิ่มเทียน "แห่งชีวิต" พิเศษอีกหนึ่งเล่ม เทียนจะถูกจุดทิ้งไว้ทั้งวัน และเด็ก ๆ จะเป่าให้ดับพร้อมอธิษฐานก่อนจะเริ่มกินเค้ก ซึ่งเป็นภาพจำที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันที่สุดครับ
และนี่แหละครับจุดกำเนิดของวันเกิดต้องมีเค้ก และต้องเป่าเทียนวันเกิดให้ดับ
วัฒนธรรม "การหักขนมปังบนหัวเจ้าสาว" สู่จุดกำเนิดของ “เค้กแต่งงาน”
อาจจะคิดว่า ที่มาของเค้กแต่งงานน่าจะโรแมนติก…แต่…ไม่เป็นแบบนั้นครับ ที่มาค่อนข้างดุดันกว่าที่คิด
ในยุคโรมันโบราณ เขาไม่ได้ตัดเค้กสวย ๆ ในงานแต่งงานแบบในปัจจุบันนะ แต่เจ้าบ่าวจะนำ "ขนมปังข้าวบาร์เลย์" มาหักเหนือศีรษะของเจ้าสาว เพื่อเป็นการอวยพรให้เธอมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง (Fertility) เศษขนมปังที่ร่วงลงมา แขกเหรื่อก็จะรีบเก็บไปกินเพราะถือว่าเป็นโชคลาภ ต่อมาในอังกฤษ ยุคกลาง แขกจะเอาขนมปังชิ้นเล็ก ๆ มาวางกองสุมกันเป็นภูเขา แล้วให้เจ้าสาวกับเจ้าบ่าวพยายาม "จูบกันผ่านกองขนมปัง" โดยห้ามทำล้ม ถ้าทำสำเร็จเชื่อว่าจะชีวิตคู่จะรุ่งเรืองสุด ๆ และกองขนมปังนี่แหละครับที่เป็นต้นแบบของ "เค้กหลายชั้น" ในเวลาต่อมา
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย “เค้กแต่งงาน” กับ “ความเชื่อสุดว้าว”
เกร็ดที่ 1 - ในสมัยวิกตอเรียน การที่เค้กแต่งงานมีสีขาวโพลน (Royal Icing) ไม่ได้สื่อถึงความบริสุทธิ์อย่างเดียวครับ แต่มันคือการ "โชว์รวย" เพราะน้ำตาลทรายที่ขัดสีจนขาวจั๊วะมีราคาสูงมาก ยิ่งขาวเท่าไหร่ แปลว่าบ้านนั้นฐานะดีสุด ๆ
เกร็ดที่ 2 - สมัยก่อนมีความเชื่อว่า ถ้าเพื่อนเจ้าสาวอยากเจอเนื้อคู่ ให้นำชิ้นเค้กแต่งงานห่อใส่ผ้าแล้ว "วางไว้ใต้หมอน" ในคืนวันแต่งงาน แล้วจะฝันเห็นหน้าว่าที่สามี (แต่ในความเป็นจริงมดน่าจะขึ้นจนไม่ได้นอนมากกว่า)
เกร็ดที่ 3 - ธรรมเนียมดั้งเดิมจะเก็บเค้กชั้นบนสุด (ซึ่งมักเป็นเค้กผลไม้ที่เสียยาก) แช่แข็งไว้กินในวันครบรอบแต่งงาน 1 ปี หรือในวันรับขวัญลูกคนแรก เพื่อความเป็นสิริมงคล
จากก้อนแป้งแข็ง ๆ สู่ศิลปะการแต่งหน้าเค้กด้วยครีมสด ผลไม้และดอกไม้ที่กินได้ ประวัติศาสตร์ของเค้ก คือ เรื่องราวของความพยายามที่มนุษย์จะสร้าง "รสชาติแห่งการเฉลิมฉลอง" ไม่ว่าจะเป็นเค้กวันเกิดที่มีเทียนสว่างไสว หรือเค้กแต่งงานที่ซ้อนกันหลายชั้น สิ่งที่เหมือนกัน คือ มันเป็น "สัญลักษณ์ของช่วงเวลาที่พิเศษที่สุด" ครั้งต่อไปที่เป่าเทียนเค้กวันเกิด อย่าลืมว่า ต้องเป่าให้ดับ แล้วอธิษฐาน เผื่อควันเทียนจะช่วยส่งคำขอของคุณไปถึงดวงดาวและเทพเจ้า จริง ๆ นะครับ!
เขียนโดย จอมโหดกระทะเหล็กI ขอบคุณภาพประกอบจากร้าน Dulce Casa De Pan
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : CAKE วิวัฒนาการความหวาน ตำนาน “เค้กวันเกิด” กับ “เค้กแต่งงาน”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com