โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ญี่ปุ่น” ปลดล็อกส่งออกอาวุธครั้งใหญ่ในรอบกว่า 80 ปี เดินหน้าดันอุตฯ กลาโหม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 เม.ย. เวลา 10.25 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. เวลา 03.25 น.

"ญี่ปุ่น" ผ่อนคลายกฎส่งออกยุทโธปกรณ์ เปิดทางขายอาวุธต่างประเทศครั้งแรกหลังสงครามโลก หวังเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมและลดการพึ่งพาสหรัฐ

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 08.53 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้ตัดสินใจผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกอุปกรณ์ด้านกลาโหมครั้งใหญ่ โดยเปิดทางให้สามารถจำหน่ายอุปกรณ์ทางทหารไปยังต่างประเทศได้ในวงกว้างมากขึ้น นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่น

คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการปรับแก้กฎเกณฑ์การส่งออก ซึ่งจะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้กับภาคธุรกิจ จากเดิมที่อนุญาตให้ส่งออกได้เฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ในภารกิจไม่เกี่ยวกับการรบ เช่น การกู้ภัย การขนส่ง การเฝ้าระวัง หรือการกวาดทุ่นระเบิด โดยMinoru Kihara ระบุว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและสนับสนุนเสถียรภาพของภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมย้ำว่าญี่ปุ่นยังคงยึดหลักสันติภาพที่สืบทอดมากว่า 80 ปี

แม้จะมีการผ่อนคลายข้อจำกัด แต่ยังคงมีการควบคุมการส่งออกอุปกรณ์ที่มีลักษณะรุนแรงไปยังประเทศที่อยู่ในภาวะขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม จะมีข้อยกเว้นในกรณีที่สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติของญี่ปุ่น

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 6 เดือนหลังจากทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่ง โดยเธอเดินหน้าเพิ่มบทบาทด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว ทั้งการเพิ่มงบประมาณกลาโหมและการผลักดันให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโลก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นไม่นานหลังจากที่ญี่ปุ่นลงนามข้อตกลงส่งออกเรือรบขั้นสูงให้กับออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นการส่งออกยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการรบครั้งแรกหลังสงครามโลก โดยมี Mitsubishi Heavy Industries เป็นผู้รับเหมาหลัก ทั้งนี้ข้อมูลจาก Stockholm International Peace Research Institute ระบุว่าบริษัทดังกล่าวอยู่ในอันดับที่ 32 ของโลกด้านรายได้จากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในปี 2567

รัฐบาลญี่ปุ่นคาดหวังว่าข้อตกลงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในภาคกลาโหม โดยเฉพาะในช่วงที่การใช้จ่ายด้านความมั่นคงทั่วโลกเพิ่มขึ้น รวมถึงการกระตุ้นให้บริษัทภายในประเทศเร่งพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญ เช่น โดรนทางทหาร ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นในความขัดแย้งยุคใหม่

ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมกลาโหมของญี่ปุ่นมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก โดยบริษัทส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจหลักในด้านอื่น และรายได้จากภาคกลาโหมมักไม่ถึง 20% ของรายได้รวม อีกทั้งตลาดภายในประเทศที่จำกัดยังทำให้บริษัทลังเลที่จะขยายกำลังการผลิต และธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากเผชิญปัญหากำไรต่ำ

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การขยายอำนาจทางทหารของจีน และโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ได้เพิ่มแรงสนับสนุนภายในญี่ปุ่นให้มีการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารมากขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับภาคกลาโหมปรับตัวเพิ่มขึ้นตามแผนการเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงเป็น 2% ของ GDP

นอกจากนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมกลาโหมภายในประเทศยังอาจช่วยลดการพึ่งพาอุปกรณ์จากสหรัฐฯ โดยญี่ปุ่นมีแผนจัดหาเครื่องบินขับไล่รุ่น F-35 Lightning II จำนวนมากที่สุดนอกสหรัฐฯ และยังร่วมมือกับสหราชอาณาจักรและอิตาลีในการพัฒนาเครื่องบินรบรุ่นใหม่ภายใต้โครงการ Global Combat Air Program

ภายใต้กฎใหม่ ประเทศที่จะสามารถซื้ออุปกรณ์ป้องกันประเทศจากญี่ปุ่นได้ จะต้องมีข้อตกลงด้านการคุ้มครองข้อมูลลับร่วมกัน โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีข้อตกลงดังกล่าวกับ 17 ประเทศ รวมถึงหลายประเทศในยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย และสหรัฐอเมริกา

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...