“ญี่ปุ่น” ปลดล็อกส่งออกอาวุธครั้งใหญ่ในรอบกว่า 80 ปี เดินหน้าดันอุตฯ กลาโหม
"ญี่ปุ่น" ผ่อนคลายกฎส่งออกยุทโธปกรณ์ เปิดทางขายอาวุธต่างประเทศครั้งแรกหลังสงครามโลก หวังเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมและลดการพึ่งพาสหรัฐ
วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 08.53 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้ตัดสินใจผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกอุปกรณ์ด้านกลาโหมครั้งใหญ่ โดยเปิดทางให้สามารถจำหน่ายอุปกรณ์ทางทหารไปยังต่างประเทศได้ในวงกว้างมากขึ้น นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่น
คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการปรับแก้กฎเกณฑ์การส่งออก ซึ่งจะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้กับภาคธุรกิจ จากเดิมที่อนุญาตให้ส่งออกได้เฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ในภารกิจไม่เกี่ยวกับการรบ เช่น การกู้ภัย การขนส่ง การเฝ้าระวัง หรือการกวาดทุ่นระเบิด โดยMinoru Kihara ระบุว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและสนับสนุนเสถียรภาพของภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมย้ำว่าญี่ปุ่นยังคงยึดหลักสันติภาพที่สืบทอดมากว่า 80 ปี
แม้จะมีการผ่อนคลายข้อจำกัด แต่ยังคงมีการควบคุมการส่งออกอุปกรณ์ที่มีลักษณะรุนแรงไปยังประเทศที่อยู่ในภาวะขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม จะมีข้อยกเว้นในกรณีที่สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติของญี่ปุ่น
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 6 เดือนหลังจากทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่ง โดยเธอเดินหน้าเพิ่มบทบาทด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว ทั้งการเพิ่มงบประมาณกลาโหมและการผลักดันให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโลก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นไม่นานหลังจากที่ญี่ปุ่นลงนามข้อตกลงส่งออกเรือรบขั้นสูงให้กับออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นการส่งออกยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการรบครั้งแรกหลังสงครามโลก โดยมี Mitsubishi Heavy Industries เป็นผู้รับเหมาหลัก ทั้งนี้ข้อมูลจาก Stockholm International Peace Research Institute ระบุว่าบริษัทดังกล่าวอยู่ในอันดับที่ 32 ของโลกด้านรายได้จากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในปี 2567
รัฐบาลญี่ปุ่นคาดหวังว่าข้อตกลงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในภาคกลาโหม โดยเฉพาะในช่วงที่การใช้จ่ายด้านความมั่นคงทั่วโลกเพิ่มขึ้น รวมถึงการกระตุ้นให้บริษัทภายในประเทศเร่งพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญ เช่น โดรนทางทหาร ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นในความขัดแย้งยุคใหม่
ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมกลาโหมของญี่ปุ่นมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก โดยบริษัทส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจหลักในด้านอื่น และรายได้จากภาคกลาโหมมักไม่ถึง 20% ของรายได้รวม อีกทั้งตลาดภายในประเทศที่จำกัดยังทำให้บริษัทลังเลที่จะขยายกำลังการผลิต และธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากเผชิญปัญหากำไรต่ำ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การขยายอำนาจทางทหารของจีน และโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ได้เพิ่มแรงสนับสนุนภายในญี่ปุ่นให้มีการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารมากขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับภาคกลาโหมปรับตัวเพิ่มขึ้นตามแผนการเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงเป็น 2% ของ GDP
นอกจากนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมกลาโหมภายในประเทศยังอาจช่วยลดการพึ่งพาอุปกรณ์จากสหรัฐฯ โดยญี่ปุ่นมีแผนจัดหาเครื่องบินขับไล่รุ่น F-35 Lightning II จำนวนมากที่สุดนอกสหรัฐฯ และยังร่วมมือกับสหราชอาณาจักรและอิตาลีในการพัฒนาเครื่องบินรบรุ่นใหม่ภายใต้โครงการ Global Combat Air Program
ภายใต้กฎใหม่ ประเทศที่จะสามารถซื้ออุปกรณ์ป้องกันประเทศจากญี่ปุ่นได้ จะต้องมีข้อตกลงด้านการคุ้มครองข้อมูลลับร่วมกัน โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีข้อตกลงดังกล่าวกับ 17 ประเทศ รวมถึงหลายประเทศในยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย และสหรัฐอเมริกา
อ้างอิง : www.bloomberg.com