โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อาเซียนหันหา ‘แหล่งน้ำมันใหม่’ บรูไน-ลิเบีย-สหรัฐ ผงาดแทน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

สองเดือนหลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้น “แผนที่พลังงาน” ของอาเซียนกำลังถูกเขียนใหม่อย่างเร่งด่วน โดยข้อมูลการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งทางเรือชี้ตรงกันว่า ประเทศในอาเซียนกำลัง “ลดการพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลาง” อย่างมีนัยสำคัญ โดยหันไปหา “แหล่งใหม่” อย่างบรูไน ลิเบีย สหรัฐ รวมถึงประเทศนอกภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ท่ามกลางช่องแคบฮอร์มุซที่แทบปิดตาย

ไทยหันซบ ‘บรูไน-ลิเบีย’ กระจายความเสี่ยง

สำหรับ “ประเทศไทย” ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างชัดของการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ ข้อมูลการขนส่งทางทะเลจาก Kpler บริษัทวิจัยการค้าจากยุโรประบุว่า การนำเข้าน้ำมันดิบ และคอนเดนเสท (ก๊าซธรรมชาติเหลว) จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ของไทยในเดือนเมษายน “ลดลงกว่า 50%” จากเดือนกุมภาพันธ์ เหลือเพียง 160,000 บาร์เรลต่อวัน

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า “ช่องว่างดังกล่าว” ถูกชดเชยอย่างรวดเร็ว จากการนำเข้าจาก “บรูไน” ซึ่งเพิ่มขึ้นจากศูนย์ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็น 71,000 บาร์เรลต่อวัน นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2018 ขณะที่การนำเข้าจาก “ลิเบีย” อยู่ที่เฉลี่ยราว 113,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 28% จากสองเดือนก่อนหน้า

ข้อมูลภาครัฐไทยยังยืนยันว่า ไทยกำลังกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันมากขึ้น โดยข้อมูลการค้าเดือนมีนาคมที่กระทรวงพาณิชย์ไทยเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 เมษายน ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียลดลง 43% ขณะที่จาก UAE ลดลง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในทางกลับกัน การนำเข้าจากลิเบียเพิ่มขึ้น 54% นอกจากนี้ ไทยยังเริ่มนำเข้าน้ำมันจาก “อาร์เจนตินา” และ “กายอานา” ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยส่งออกมายังไทย

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ เผยว่า ไทยกำลังเจรจากับบราซิล ไนจีเรีย และคาซัคสถานเพิ่มเติม และได้รับ “สัญญาณตอบรับที่ดี” สะท้อนยุทธศาสตร์กระจายแหล่งนำเข้าอย่างจริงจัง

เวียดนาม ‘หนักสุด’ เมื่อคูเวตสะดุด

ในภูมิภาคอาเซียน“เวียดนาม” เผชิญแรงกระแทกมากที่สุด โดยในปีที่ผ่านมา 80% ของน้ำมันนำเข้ามาจาก “คูเวต” แต่เมื่อการส่งออกจากคูเวต “แทบหยุดชะงัก” ปริมาณนำเข้าจึงลดลงเหลือ 159,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน จาก 375,000 บาร์เรลต่อวันเมื่อสองเดือนก่อนหน้า

ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า เวียดนามจึงต้องหันไปพึ่งแองโกลา อาร์เจนตินา ไอวอรีโคสต์ และสหรัฐแทน

โรงกลั่น Nghi Son ในจังหวัด Thanh Hoa ยังต้องเร่งล็อกซัพพลาย โดยบริษัทแม่ญี่ปุ่น Idemitsu Kosan จะจัดส่งน้ำมันดิบจากแหล่งทางเลือกให้เวียดนามราว 4 ล้านบาร์เรล

สิงคโปร์หันพึ่งสหรัฐ-บรูไนผงาดฮับส่งออก

ขณะเดียวกัน “สิงคโปร์” ซึ่งเป็นศูนย์กลางเติมเชื้อเพลิงเรือรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมีสำคัญ ก็เร่งกระจายแหล่งนำเข้าเช่นกัน โดยการนำเข้าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทลดลงเหลือราว 388,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นการหดตัวลง 61% จากเดือนกุมภาพันธ์ และปัจจุบันมากกว่า 60% ของการนำเข้าน้ำมันของสิงคโปร์ มาจาก “สหรัฐ” ตามข้อมูลของ Kpler

ในอีกด้านหนึ่ง“บรูไน” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการส่งออกในภูมิภาค โดยในเดือนเมษายน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายนี้ส่งออกได้ 105,000 บาร์เรลต่อวัน สูงสุดในรอบ 5 ปี

มูหยู สวี่ นักวิเคราะห์น้ำมันดิบอาวุโสของ Kpler ชี้ว่า “รัสเซีย” ก็กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งทางเลือกสำคัญของภูมิภาค แม้จะมีข้อจำกัดด้านปริมาณ

อาเซียนยังคงส่งออกแรง แม้พลังงานตึงตัว

แม้แรงกดดันด้านพลังงานยังสูง แต่เศรษฐกิจอาเซียนไม่ได้อ่อนแรงลงตาม โดยการส่งออกของ “ไทย” ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 35.1 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 18.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ได้แรงหนุนจากภาคอิเล็กทรอนิกส์และอานิสงส์ความต้องการเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ที่ยังคงแข็งแกร่ง

ด้าน “เวียดนาม” การส่งออกเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบรายปีในเดือนมีนาคม ขับเคลื่อนโดยภาคการผลิต โดยเฉพาะการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และเครื่องจักร

ขณะที่ “มาเลเซีย” การส่งออกเพิ่มขึ้น 8.3% จากปีก่อนหน้า โดยมีภาคการผลิตเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

ส่วน “สิงคโปร์” การส่งออกภายในประเทศที่ไม่รวมน้ำมัน เพิ่มขึ้น 15.3% ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับปีก่อน เร่งตัวขึ้นจากการเติบโต 4% ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

“จากกระแส AI บูม ทำให้เศรษฐกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบด้านการค้า” หยุน หลิว นักเศรษฐศาสตร์อาเซียนอาวุโสจาก HSBC กล่าว

อย่างไรก็ตาม เธอชี้ว่า ประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม โดยสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามโดดเด่นที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สูง รองลงมาคือไทยและฟิลิปปินส์ ขณะที่อินโดนีเซีย มีการพึ่งพาภูมิภาคนี้ค่อนข้างต่ำ

อ้างอิง: nikkei

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...