โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จีนใช้ “เกษตรอัจฉริยะ” พลิกโฉมอุตสาหกรรมไข่อย่างไร

China Media Group

อัพเดต 28 มี.ค. เวลา 08.00 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. เวลา 08.00 น.

จีนใช้ “เกษตรอัจฉริยะ” พลิกโฉมอุตสาหกรรมไข่อย่างไร

จีนเป็นประเทศผู้ผลิตไข่รายใหญ่ที่สุดของโลก ทั้งในด้านปริมาณผลผลิตและขนาดอุตสาหกรรม โดยไข่ถือเป็นหนึ่งในแหล่งโภชนาการพื้นฐานของประชาชนจีน และเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อระบบอาหารของประเทศ โดยอุตสาหกรรมไข่ของจีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบการผลิตแบบเดิมไปสู่ “อุตสาหกรรมอาหารสมัยใหม่” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ ระบบดิจิทัล และการแปรรูปเชิงอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร

หัวใจสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมไข่จีนเริ่มจาก “มาตรฐานความปลอดภัย” ในระดับฟาร์ม โดยหน่วยงานวิจัยด้านปศุสัตว์ของจีนระบุว่า คุณภาพของไข่ขึ้นอยู่กับสุขภาพของแม่ไก่เป็นหลัก ทำให้ฟาร์มสมัยใหม่จำนวนมากนำระบบควบคุมสภาพแวดล้อมอัตโนมัติเข้ามาใช้ เช่น การควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง 22–26 องศาเซลเซียส ความชื้น 60–70% และควบคุมระดับแอมโมเนียในโรงเรือนให้อยู่ต่ำกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน เพื่อรักษาสุขภาพสัตว์และคุณค่าทางโภชนาการของไข่

นอกจากสภาพแวดล้อมแล้ว การจัดการอาหารสัตว์ยังถูกจัดการอย่างเป็นระบบ โดยมีการควบคุมชนิดวัตถุดิบ แหล่งที่มา ความสด และระดับสารพิษจากเชื้อรา พร้อมทั้งใช้แนวทางลดการใช้ยาปฏิชีวนะและเพิ่มการฉีดวัคซีนเฉพาะทาง เพื่อลดความเสี่ยงของสารตกค้างในห่วงโซ่อาหารตั้งแต่ต้นทางของการผลิต

ในขั้นตอนหลังการผลิต เทคโนโลยีอัตโนมัติถูกนำมาใช้ในการคัดแยกและบรรจุไข่ โดยไข่จะผ่านกระบวนการทำความสะอาด เป่าลมแห้ง และฆ่าเชื้อด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียบนเปลือกไข่ เช่น อีโคไล และซาลโมเนลลา ก่อนเข้าสู่กระบวนการบรรจุภัณฑ์และกระจายสินค้า

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีดิจิทัลยังถูกนำมาใช้เพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบครบวงจร ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลของไข่แต่ละฟองได้ตั้งแต่กระบวนการเพาะเลี้ยง การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่ง ซึ่งช่วยยกระดับความโปร่งใสของระบบอาหารและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมไข่จีนคือการพัฒนาสายพันธุ์ไก่ไข่ภายในประเทศ ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 ตลาดจีนเคยพึ่งพาสายพันธุ์นำเข้ามากกว่า 80% โดยไก่นำเข้าสามารถให้ไข่ได้มากกว่า 300 ฟองต่อปี ขณะที่สายพันธุ์ในประเทศให้ผลผลิตเพียงประมาณ 100 ฟองต่อปี แต่หลังจากการวิจัยด้านพันธุกรรมอย่างต่อเนื่อง นักวิทยาศาสตร์จีนสามารถพัฒนาสายพันธุ์ประสิทธิภาพสูง เช่น “จิงหง หมายเลข 1” (Jinghong No.1) และ “จิงเฟิน หมายเลข 1” (Jingfen No.1) ซึ่งสามารถให้ผลผลิตมากกว่า 330 ฟองต่อปี ส่งผลให้จีนสามารถลดการพึ่งพาสายพันธุ์ต่างประเทศ และสร้างระบบพัฒนาพันธุ์เชิงพาณิชย์ที่พึ่งพาตนเองได้สำเร็จ ปัจจุบันสายพันธุ์ไก่ในประเทศครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 60 % และเริ่มส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เช่น แทนซาเนีย และสปป.ลาว

นอกจากการพัฒนาด้านต้นน้ำแล้ว จีนยังเร่งยกระดับอุตสาหกรรมแปรรูปไข่ในระดับกลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ บริษัทหลายแห่งจึงเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปไข่ให้เป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม เช่น ไข่เหลว ผงไข่ และโปรตีนไข่สำหรับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ ซึ่งช่วยตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจอาหารที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์จีนในตลาดต่างประเทศ

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไข่ด้วย “เกษตรอัจฉริยะ” ที่นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการแปรรูปมูลค่าสูงเข้ามาเชื่อมต่อกันตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงช่วยยกระดับทั้งประสิทธิภาพการผลิต ความปลอดภัยทางอาหาร ความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมไข่อย่างเป็นระบบ และช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศในระยะยาว

บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย

ที่มา/ภาพ : People’s Daily

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...