ย้อนเหตุการณ์ Oil Shock ของโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ตลอดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ โลกเคยเผชิญกับวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งใหญ่ หรือ Oil Shock หลายครั้ง โดยส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์หรือการหยุดชะงักของอุปทานอย่างฉับพลัน ครั้งล่าสุดคือในเดือนมีนาคม 2026 โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติพลังงานครั้งสำคัญเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สงครามในตะวันออกกลางกำลังก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดโลก โดยการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างรุนแรง จากราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนสงคราม เหลือเพียงเล็กน้อยในปัจจุบัน ทำให้ประเทศผู้ผลิตในอ่าวอาหรับต้องลดกำลังการผลิตรวมอย่างน้อย 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน และหากการเดินเรือยังไม่กลับมา การขาดแคลนอุปทานอาจรุนแรงขึ้น
รายงานภาวะตลาดน้ำมันเดือนมีนาคม (Oil Market Report – March 2026) ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency หรือ IEA) คาดว่า อุปทานน้ำมันโลกจะลดลงราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือคิดเป็นประมาณ 8% ของอุปทานทั้งหมดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะมีการเพิ่มกำลังผลิตจากผู้ผลิตนอก OPEC+ เช่น คาซัคสถานและรัสเซีย มาชดเชยบางส่วน ขณะที่ในภาพรวมปี 2026 อุปทานโลกยังคาดว่าจะเพิ่มเฉลี่ย 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยการเพิ่มทั้งหมดมาจากผู้ผลิตนอก OPEC+
ประเทศสมาชิกของ IEA ได้รับมือกับสถานการณ์นี้ด้วยการบรรลุข้อตกลงร่วมกันเมื่อวันที่ 11 มีนาคม เพื่อระบายน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Stockpiles) เป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับราคาน้ำมันและชดเชยการสูญเสียกำลังการผลิตจากตะวันออกกลาง ขณะที่สต็อกน้ำมันทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 8.21 พันล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021
Reuters ได้สรุป 4 เหตุการณ์สำคัญบางส่วนที่เคยทำให้การจัดส่งน้ำมันทั่วโลกต้องหยุดชะงักในอดีต ดังนี้
การคว่ำบาตรน้ำมันโดยกลุ่มอาหรับ ปี 1973–1974
การคว่ำบาตรน้ำมันของกลุ่มประเทศอาหรับมีชนวนเหตุมาจาก สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1973 เมื่ออียิปต์และซีเรียเปิดฉากโจมตีอิสราเอลอย่างพร้อมเพรียงกัน
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 1973 ทันทีหลังจากที่ประธานาธิบดีนิกสันได้ร้องขอต่อรัฐสภาสหรัฐฯ เพื่ออนุมัติงบประมาณช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ประเทศอิสราเอลเป็นจำนวน 2,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับใช้ในสงครามยมคิปปูร์
กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันชาวอาหรับ ซึ่งดำเนินการผ่านองค์การกลุ่มประเทศอาหรับผู้ส่งออกน้ำมัน (Organization of Arab Petroleum Exporting Countries หรือ OAPEC) ได้สั่งลดกำลังการผลิตลงทันที 5% และตามมาด้วยการลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมอีกเดือนละ 5%
การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกดดันประเทศตะวันตก ให้บีบบังคับให้อิสราเอลถอนตัวออกจากดินแดนของอาหรับที่อิสราเอลเข้ายึดครองมาตั้งแต่สงครามหกวัน (Six-Day War) ในปี 1967
ข้อมูลจากเอกสารลับที่ได้รับการเปิดเผยของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (National Security Council) ซึ่งเตรียมไว้สำหรับประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ได้ประเมินไว้ว่า
การคว่ำบาตรครั้งนี้จะทำให้สหรัฐฯ ขาดแคลนน้ำมันประมาณ 2–3 ล้านบาร์เรลต่อวันและการขาดแคลนน้ำมันโดยรวมในกลุ่มประเทศที่ถูกคว่ำบาตรทั้งหมดจะสูงถึงประมาณ 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ตามบันทึกของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า กลุ่ม OAPEC ได้ประกาศคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 1973 และมาตรการดังกล่าวต่อสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงเดือน มีนาคม 1974
ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงก่อนการคว่ำบาตร ไปแตะที่ 11.65 ดอลลาร์ภายในเดือนมกราคม 1974
รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการรับมือหลายด้าน ได้แก่ การปันส่วนเชื้อเพลิง (Fuel Rationing) จัดเตรียมแผนการจำกัดการใช้เชื้อเพลิง การเปลี่ยนแหล่งพลังงาน สั่งการให้ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันมาใช้ถ่านหินแทน การผลิตในประเทศ ผลักดันให้มีการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันภายในสหรัฐฯ และกฎหมายพลังงาน เร่งผลักดันกฎหมายพลังงานฉุกเฉินเพื่อรับมือกับวิกฤติ
นอกจากนี้ วิกฤติการณ์ดังกล่าวยังเป็นแรงผลักดันให้กลุ่มประเทศผู้บริโภคน้ำมันร่วมกันก่อตั้งองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ขึ้นในปี 1974 เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและตอบสนองกับเหตุการณ์อุปทานน้ำมันหยุดชะงักในอนาคต
วิกฤติการณ์ครั้งนี้เป็นปัจจัยซ้ำเติมให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในสหรัฐฯ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญ คือ การแต่งตั้งพอล โวลก์เกอร์ เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในเดือนสิงหาคม 1979 และธนาคารกลางเริ่มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดอย่างรุนแรง (Aggressive Monetary Tightening) เพื่อกดเงินเฟ้อ
แม้นโยบายนี้จะสามารถหยุดยั้งวงจรภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อลงได้ แต่เมื่อบวกกับภาวะช็อกของราคาน้ำมัน ก็ได้ฉุดให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ ถดถอยอย่างรุนแรง
วิกฤติการณ์อ่าวเปอร์เซีย ปี 1990–1991
การรุกรานคูเวตของอิรัก และการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิรักและคูเวตโดยสหประชาชาติ (UN) ที่ตามมา ส่งผลให้น้ำมันประมาณ 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หายไปจากตลาดโลก
ก่อนเกิดสงคราม อิรักผลิตน้ำมันได้ประมาณ 3.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และส่งออก 2.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนคูเวตผลิตน้ำมันได้ประมาณ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน และส่งออก 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อรวมตัวเลขของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน ก็มีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของกำลังการผลิตและการส่งออกน้ำมันทั้งหมดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียในช่วงเวลานั้น
ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวสูงขึ้นจากประมาณ 17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนกรกฎาคม 1990 ไปอยู่ที่ประมาณ 36 ดอลลาร์ ภายในเดือนตุลาคม 1990 ก่อนที่จะเริ่มปรับตัวลดลงหลังจากสงครามสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์ 1991
ในช่วงเวลานั้น IEA ได้ประกาศใช้ แผนเผชิญเหตุฉุกเฉินด้านพลังงานแบบประสานงาน (Co-ordinated Energy Emergency Response Contingency Plan) เพื่อเตรียมอัดฉีดน้ำมันปริมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เข้าสู่ตลาดภายใน 15 วัน ซึ่งประกอบด้วยการระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาตรการจำกัดความต้องการใช้พลังงาน 400,000 บาร์เรลต่อวัน การสลับไปใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่น และกำลังการผลิตส่วนเกินที่เหลืออยู่อีก 100,000 บาร์เรลต่อวัน
พายุเฮอร์ริเคนแคทรีนาและริตา ปี 2005
ในเดือนสิงหาคม 2005 เฮอร์ริเคนแคทรีนา ได้พัดถล่มชายฝั่งอ่าวสหรัฐฯ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันนอกชายฝั่งจำนวนมหาศาลต้องหยุดชะงักลง โดยจุดสูงสุดของความเสียหายอยู่ในวันที่ 29 สิงหาคม 2005 กำลังการผลิตน้ำมันหายไปประมาณ 1.38 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ในวันที่ 16 กันยายน 2005 อุปทานยังคงขาดหายไปราว 840,000 บาร์เรลต่อวัน
พายุริตาที่เกิดขึ้นตามมาในเดือนกันยายน ทำให้การหยุดชะงักสะสมพุ่งสูงถึง 1.53 ล้านบาร์เรลต่อวัน ณ จุดสูงสุดในวันที่ 26 กันยายน 2005
กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วน เพื่อป้องกันวิกฤติขาดแคลนเชื้อเพลิง โดยให้โรงกลั่นยืมน้ำมันดิบ 9.1 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) และเข้าร่วมกับ IEA ในการระบายน้ำมันสำรองรวม 30 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาดโลก พร้อมอนุญาตแบบเร่งด่วนให้ใช้เบนซินสูตรฤดูหนาว (Winter-blend) และดีเซลที่มีกำมะถันสูงเป็นการชั่วคราวเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบ และยกเว้นกฎหมาย Jones Act อนุญาตให้เรือต่างชาติสามารถขนส่งเชื้อเพลิงระหว่างท่าเรือในสหรัฐฯ ได้ชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดในการกระจายสินค้า
การรุกรานยูเครนโดยรัสเซีย ปี 2022
การเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบของรัสเซียในปี 2022 ได้จุดชนวนให้เกิดวิกฤติการณ์พลังงานไปทั่วโลก เนื่องจากประเทศในยุโรปต่างเร่งรีบที่จะลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย
ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 50% โดยน้ำมันดิบแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 เนื่องจากตลาดพยายามแย่งชิงแหล่งอุปทานทางเลือก
ในเดือนมีนาคม 2022 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้สั่งระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์จำนวน 180 ล้านบาร์เรล โดยทยอยระบายออกตลอดระยะเวลา 6 เดือน เพื่อรับมือกับราคาที่พุ่งสูงขึ้น
สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรตะวันตกได้ร่วมกันกำหนด “เพดานราคาน้ำมันส่งออกของรัสเซีย” โดยมีเป้าหมายเพื่อลดรายได้ที่จะนำไปใช้ในสงคราม โดยที่ไม่ตัดอุปทานน้ำมันของรัสเซียออกจากตลาดโลกโดยสิ้นเชิง เพื่อรักษาความสมดุลของราคา
อย่างไรก็ตาม วิกฤติการณ์น้ำมันในโลกยังเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง และบางครั้งก็ไม่ได้เกิดจากสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมัน ดังนี้
ช่วงปี 2003–2008 : ยุคทองของราคาน้ำมัน (Oil Supercycle)
เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นยาวนานและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งแตกต่างจากวิกฤติครั้งก่อนๆ ที่มักเกิดจาก “ภาวะช็อกด้านอุปทาน” อย่างกะทันหัน แต่ครั้งนี้เป็นซูเปอร์ไซเคิลที่ขับเคลื่อนโดยอุปสงค์เป็นหลัก โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ
เศรษฐกิจจีนเติบโตมากกว่า 10% ต่อปี ประกอบกับอินเดียที่กำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ขณะที่สงครามอิรัก (2003) ทำให้การผลิตของอิรักหายไปชั่วคราว รวมไปถึงความไม่สงบในเวเนซุเอลากระทบต่อการส่งออกน้ำมัน และค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว
ราคาน้ำมันขยับจากประมาณ 28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงต้นปี 2003 ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 147.27 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2008 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 426% ภายใน 5 ปี หากปรับค่าตามอัตราเงินเฟ้อ ราคานี้จะสูงถึงประมาณ 210 ดอลลาร์ ในมูลค่าเงินปี 2025 ซึ่งถือเป็นระดับราคาน้ำมันที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อเทียบตามค่าเงินจริง
เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินโลก จากการล้มละลายของ Lehman Brothers ในเดือนกันยายน 2008 เศรษฐกิจโลกดิ่งลงเหว ความต้องการน้ำมันหายไปในพริบตา ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงถึง 78% เหลือเพียง 32 ดอลลาร์ ภายในเดือนธันวาคม 2008 การไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน 5 ปี ถูกลบหายไปภายในเวลาเพียง 6 เดือน
ภาวะน้ำมันล้นตลาด ปี 2014–2016
ถือเป็นครั้งแรกที่วิกฤติการณ์เกิดขึ้นจาก “อุปทานที่มากเกินไป” แทนที่จะเป็นความขาดแคลน โดยมีปัจจัยหลักจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมพลังงานในสหรัฐฯ การปฏิวัติหินดินดาน (US Shale Revolution) การใช้เทคโนโลยีการฉีดน้ำแรงดันสูง (Fracking) ทำให้การผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2008 พุ่งสูงกว่า 9 ล้านบาร์เรลในปี 2014 นอกจากนี้ ยังมีสงครามราคา แทนที่ซาอุดีอาระเบียจะลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคา แต่กลับตัดสินใจ “อัดฉีดน้ำมันให้ล้นตลาด” หวังจะตัดราคาเพื่อให้ผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดานในสหรัฐฯ ที่มีต้นทุนสูงกว่าต้องล้มละลายไป
ราคาน้ำมันทรุดตัวลงจาก 105 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน 2014 เหลือเพียง 26.21 ดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2016 ลดลงถึง 75% ซึ่งถือเป็นการดิ่งลงของราคาครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ภาวะน้ำมันล้นตลาดในปี 1986 สหรัฐฯ พลิกบทบาทจาก “ผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก” กลายเป็น “ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก” ภายในปี 2018
แม้บริษัทขุดเจาะน้ำมันจากหินดินดานในสหรัฐฯ หลายร้อยแห่งจะล้มละลายไปในช่วงนั้น แต่ตัวเทคโนโลยียังคงอยู่และได้รับการพัฒนาจนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้การผลิตกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางภาวะน้ำมันล้นตลาด รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีโอบามาในเดือนธันวาคม 2015 ได้ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการยกเลิกคำสั่งที่ห้ามส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ซึ่งใช้มานานถึง 40 ปี เพื่อให้น้ำมันอเมริกันสามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤติปี 1973 พร้อมกับไม่มีการระบายน้ำมันจากคลังสำรอง เพราะปัญหาคือ “น้ำมันล้น” ไม่ใช่ “น้ำมันขาด” และไม่มีมาตรการฉุกเฉิน “น้ำมันราคาถูก” ก็เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ผู้บริโภคชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตาม ภาวะราคาตกต่ำกลับสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับรัฐที่เป็นฐานการผลิตหลัก เช่น นอร์ทดาโคตา, เท็กซัส และโอคลาโฮมา หน่วยงานท้องถิ่นขาดรายได้และมีการเลิกจ้างงานจำนวนมาก
ปี 2020: วิกฤติการณ์โควิด-19 และราคาน้ำมันติดลบ
เหตุการณ์ราคาผันผวนที่สุดโต่งที่สุดในประวัติศาสตร์น้ำมันโลก การล็อกดาวน์ทั่วโลกทำให้ความต้องการน้ำมันหายไปแทบจะทันที เครื่องบินจอดนิ่ง โรงงานปิด และรถยนต์หยุดวิ่ง ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียและรัสเซียกลับทำสงครามราคาโดยการผลิตน้ำมันออกมาถล่มตลาด เมื่อไม่มีใครใช้แต่มีการผลิตต่อเนื่อง พื้นที่จัดเก็บน้ำมันทั่วโลกจึงเต็ม จนไม่มีที่เหลือให้เก็บน้ำมันดิบที่ขุดขึ้นมาได้
วันที่ 20 เมษายน 2020 ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยปิดที่ -37.63 ต่อบาร์เรล หมายความว่า “ผู้ผลิตต้องจ่ายเงินให้ผู้ซื้อ” เพื่อให้ช่วยเอาน้ำมันออกไปจากมือ เพราะคลังเก็บเต็มแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เคยเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ในทางคณิตศาสตร์
ตลาดกลับมาทรงตัวได้อย่างรวดเร็วหลังจากกลุ่ม OPEC+ ตกลงลดกำลังการผลิตครั้งประวัติศาสตร์ถึง 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน และการล็อกดาวน์เริ่มผ่อนคลายลง
ในช่วงที่โลกเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันติดลบและการล็อกดาวน์ รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ (9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน) เพื่อยุติสงครามราคาระหว่างซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย อีกทั้งมีการขู่ซาอุดีอาระเบียว่าจะถอนกำลังทหารออกจากภูมิภาค หากไม่ยอมลดกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อพยุงราคาโลก มีความพยายามซื้อน้ำมันดิบสะสมเข้าคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ในราคาที่ถูกมาก (ตั้งเป้าไว้ที่ 77 ล้านบาร์เรล) แม้ในช่วงแรกจะถูกรัฐสภาตัดงบประมาณบางส่วนก็ตาม และมีการใช้กฎหมาย CARES Act และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อพยุงภาพรวมเศรษฐกิจที่พังทลาย ไม่ใช่แค่เฉพาะน้ำมัน ตลอดจนเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับบริษัทน้ำมันที่กำลังประสบปัญหาเพื่อป้องกันการล้มละลาย
เรียบเรียงจาก