ครม. ไฟเขียวกฎกระทรวงฯ ถ่ายโอน รพ.สต. เข้าสังกัด สถ.-มอบท่องเที่ยวแก้ “นอมินี-ทัวร์ศูนย์เหรียญ”ส่ง สลค. 30 วัน
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- มติ ครม.มอบท่องเที่ยวแก้ “นอมินี-ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ส่ง สลค.ใน 30 วัน
- ไฟเขียวกฎกระทรวงฯ ถ่ายโอน รพ.สต.เข้าสังกัด สถ.
- ผ่าน พ.ร.ฎ.โอนที่สาธารณะ ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ ให้ กนอ.
- ทส.ไม่พร้อมแก้นิยาม “ป่า” ตาม กสม.เสนอ-วางกลไกรับมือ “EUDR”
- แจงความคืบหน้าการแก้ปัญหามลพิษแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. นายพิพัฒน์ ได้มอบหมายให้นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. มีรายละเอียดดังนี้
ยธ.แก้ปัญหาโภชนาการ-เรือนจำแออัด ตามผู้ตรวจการแผ่นดินแนะ
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบรายงานผลการดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาล อาหารและน้ำ อนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขาภิบาลเรือนจำ ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ และแจ้งให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.) ทราบต่อไป รวมทั้งให้ ยธ. รับความเห็นของ กต. และสำนักงาน ป.ป.ช. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ปัญหาความแออัด และสภาพแวดล้อมของเรือนจำที่มีจำนวนผู้ต้องขังเกินอัตราความจุของเรือนจำ ส่งผลต่อการบริหารจัดการด้านสาธารณูปโภค เช่น การบริหารจัดการพื้นที่ การจัดหาน้ำอุปโภค-บริโภค การกำจัดสิ่งปฏิกูล ประกอบกับข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ได้รับจัดสรร ส่งผลให้การพัฒนาและรักษามาตรฐานสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตสำหรับผู้ต้องขังเป็นไปได้ยาก อีกทั้งอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่มีไม่เพียงพอทำให้การดำเนินงานด้านสาธารณูปโภค อาจเป็นไปอย่างไม่ครอบคลุม อย่างไรก็ตาม ยธ. โดยกรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการต่างๆ ที่สอดคล้องกับข้อเสนอแนะฯ ของ ผผ.
2. รายงานผลการดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาล อาหารและน้ำ อนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขาภิบาลเรือนจำ ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ให้ ยธ. เป็นหน่วยงานหลักรับข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.) เกี่ยวกับการบริหารจัดการของเรือนจำในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง กรณีการดำเนินงานด้านสุขาภิบาลอาหาร น้ำดื่ม-น้ำใช้ และโภชนาการของผู้ต้องขังในเรือนจำ ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้ ยธ. สรุปผลการดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ซึ่ง ยธ. ได้รายงานผลการดำเนินงานที่สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ ผผ. ตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เช่น
(1) กำหนดให้เรือนจำ ทัณฑสถาน และสถานกักขัง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับอาหารดิบเป็นรายสิ่ง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภายนอกที่เป็นกลางและมีความรู้เฉพาะด้านร่วมเป็นกรรมการ
(2) จัดทำตัวอย่างรายการอาหารตามหลักโภชนาการ ที่ผู้ต้องขังควรจะได้รับต่อวัน โดยคำนึงถึงความหลากหลายของรายการอาหาร
(3) กำหนดให้มิการตรวจสอบความปลอดภัยของคุณภาพน้ำเป็นประจำทุกเดือน หมุนเวียนตามจุดต่าง ๆ ใน 1 ปี (4) มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องกับ ข้อกำหนดขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง จัดทำแบบสอบถาม ในภาพรวมของการดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์ครอบคลุมถึงผู้ต้องขังในเรือนจำ
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และสำนักงาน ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น ให้พิจารณาดำเนินการตาม มาตรฐานเละข้อปฏิบัติตามหลักสากลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องควบคู่กัน กรมราชทัณฑ์ควรมุ่งเน้นบทบาท การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเละภาคประชาสังคม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ การดำเนินงานของภาครัฐ
มอบท่องเที่ยวแก้ “นอมินี-ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ส่ง สลค.ใน 30 วัน
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบข้อเสนอแนะ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยมิชอบด้วยกฎหมายของคนต่างด้าวตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอ รวมทั้งให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรมกระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติโดยให้ กก. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้ สลค. ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. รายงานว่า
1. ธุรกิจนำเที่ยวถือเป็นธุรกิจสำคัญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย เป็นจุดเริ่มต้นในการนำนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว โดยจัดให้มีบริการและการอำนวยความสะดวก เช่น สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทำให้มีนักลงทุนต่างชาติจำนวนมากเข้ามาดำเนินธุรกิจนี้ในประเทศไทยและดึงดูด นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้สนใจเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งส่งผลให้เกิดการส่งเสริมด้านตลาดการท่องเที่ยวมากขึ้นอย่างไรก็ตาม ยังพบนายทุนต่างชาติบางกลุ่มมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยว
รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ อย่างครบวงจรทั้งธุรกิจโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ยานพาหนะรับส่งนักท่องเที่ยว ร้านจำหน่ายสินค้า/ของที่ระลึก และธุรกิจบริการอื่น ๆ ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ตกเป็นของกลุ่มทุนต่างชาติ อีกทั้งพบพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เช่น กรณีของกลุ่มนายทุนจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ขายแพ็กเกจทัวร์ในราคาต่ำกว่าทุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวของคนไทยไม่สามารถแข่งขันในด้านราคาและคุณภาพได้อย่างเป็นธรรม รวมทั้งแสวงหาผลกำไรจากนักท่องเที่ยวอย่างไม่สุจริต โดยการแนะนำให้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการตามร้านค้าและสถานประกอบการในเครือข่ายของตน ซึ่งกำหนดราคาไว้สูงเกินปกติ นอกจากนี้ มีการใช้คนต่างชาติมาทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ส่งผลให้เกิดปัญหา มัคคุเทศก์เดือนต่างด้าวแย่งอาชีพสงวนของคนไทย โดยพบพฤติกรรมการข่มขู่ บังคับ นักท่องเที่ยวซื้อสินค้า การให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างไม่ถูกต้อง รวมทั้งการละทิ้งนักท่องเที่ยว
2. จากสภาพปัญหาดังกล่าว ถือเป็นปัญหาเรื้อรังมานานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สังคมและภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างมาก โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการอาศัยช่องว่างของกฎหมาย ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐยังขาดมาตรการหรือกลไกในการควบคุมกำกับดูแลหรือตรวจสอบการประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจเกิดจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีการเรียกรับ สินบนหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยหลีกเลี่ยงหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของกลุ่มนายทุนต่างชาติ การเสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลในการประกอบธุรกิจนำเที่ยว และการคุ้มครองดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมโอกาสในการดำเนินธุรกิจและการประกอบอาชีพของผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ไทย ตลอดจนเพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 122/2568 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนะฯ และให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามนัยมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีสาระสำคัญครอบคลุม 5 ด้าน สรุปได้ดังนี้
1. ด้านการเก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ของคนต่างด้าว
2. ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม กำกับดูแลการประกอบธุรกิจนำเที่ยว
3. ด้านการเสริมสร้างศักยภาพมัคคุเทศก์ไทยและการแก้ไขปัญหามัคคุเทศก์เถื่อนต่างชาติ
4. ด้านการควบคุมกำกับดูแลร้านค้า สถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับบริษัทนำเที่ยว
5. ด้านการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในป้องกันและปราบปรามการทุจริต
รับทราบ กสม. แนะแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์น้ำท่วมตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สรุปผลการพิจารณา หรือ ผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้ กสม. มีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์น้ำท่วม ดังนี้
1. ระยะสั้น
1.1 ให้กรมชลประทานหารือร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการบริหารจัดการน้ำในระยะเร่งด่วน โดยเฉพาะการลดปริมาณน้ำที่ท่วมขังเป็นเวลานาน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ
1.2 ให้กรมชลประทานร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กำหนดแนวทางในการสื่อสารข้อมูลกับประชาชนที่เข้าใจง่าย ชัดเจน และทันท่วงที เช่น การแจ้งเตือนระดับน้ำ การคาดการณ์ช่วงเวลากลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ รวมถึงให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (War Room) ร่วมกันเพื่อให้การตัดสินใจและประสานงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นเอกภาพ
1.3 ให้ ปภ. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่น้ำท่วมขังเป็นเวลานานตามระยะเวลาที่ประสบภัยจริง รวมถึงกลุ่มที่อาศัยในพื้นที่ที่น้ำล้อมรอบและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต
1.4 ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเร่งช่วยเหลือและเยียวยากลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ และผู้ป่วยติดเตียง ทั้งในมิติด้านสังคมและศาสนา
1.5 ให้กรมชลประทานร่วมกับ สทนช. เร่งสำรวจและชดเชยความเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
2. ระยะกลาง
2.1 ให้กรมชลประทานร่วมกับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทออกแบบให้ถนน หรือ สิ่งกีดขวางทางน้ำมีทางระบายน้ำที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.2 ให้กรมชลประทานร่วมกับ สทนช. พิจารณาเพิ่มพื้นที่รับน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง และในกรณีที่จำเป็นต้องเวนคืนที่ดินของประชาชนจะต้องจัดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วม และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่อย่างเคร่งครัด
2.3 ให้จัดสรรงบประมาณที่เพียงพอแก่ อปท. ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อใช้เตรียมความพร้อมและเผชิญเหตุ รวมถึงช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึงและทันต่อสถานการณ์
2.4 ให้ สทนช. ร่วมกับกรมชลประทานจัดตั้งคณะทำงานภายใต้คณะกรรมการลุ่มน้ำยม คณะกรรมการลุ่มน้ำน่าน และคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย ผู้มีส่วนได้เสียทั้งในและนอกเขตชลประทาน ผู้แทน อปท. ผู้แทนภาคเกษตร ผู้แทนภาคธุรกิจ ผู้นำท้องที่ และผู้แทนกลุ่มองค์กรผู้ใช้น้ำ โดยให้มีหน้าที่และอำนาจในการวางแผนและตัดสินใจการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ กำหนดเกณฑ์การรับและระบายน้ำ กำหนดกลไกการสื่อสาร รวมถึงรวบรวมข้อมูลความเสียหายและกำหนดเกณฑ์การชดเชยเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ
3. ระยะยาว
ให้กรมชลประทานและ สทนช. เร่งรัดการดำเนินงานตามแผนเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ เพื่อจัดการปัญหาการบริหารจัดการน้ำภาพรวมของลุ่มน้ำเจ้าพระยา 9 แผนงาน (แผน 1 ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แผน 2 คลองระบายน้ำหลากชัยนาท – ป่าสัก – อ่าวไทย แผน 3 คลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 แผน 4 ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก แผน 5 เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา แผน 6 การบริหารจัตการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ แผน 7 คลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว มีมติเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 อนุมัติให้ดำเนินโครงการ) แผน 8 เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน และแผน 9 พื้นที่รับน้ำนอง ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุม ครม. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ไฟเขียวกฎกระทรวงฯ ถ่ายโอน รพ.สต.เข้าสังกัด สถ.
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอและให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอซึ่ง สคก. ตรวจพิจารณาแล้ว มีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ สถ. มท. เพื่อให้สอดรับกับบทบาทภารกิจของหน่วยงานที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันและรองรับการดำเนินงานในอนาคต ซึ่งมีภารกิจเพิ่มเติมที่สำคัญ เช่น การสนับสนุนภารกิจการจัดการเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การรองรับภารกิจการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่สมัครใจ หรือ มีความพร้อม จากสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ทั้งนี้ ในการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการและหน้าที่และอำนาจของ สถ. ดังกล่าว ไม่มีการเพิ่มจำนวนกองและอัตรากำลังในภาพรวม โดย มท. ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติในการเสนอร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการภายในกรมตามมติคณะรัฐมนตรี (19 ธันวาคม 2549 และ 25 สิงหาคม 2554) แล้ว ประกอบกับกระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และ สงป. พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย โดย สคก. พิจารณาแล้วเห็นว่าหาก มท. (สถ.) ยืนยันว่า “การดำเนินการตามร่างกฎกระทรวงนี้ ไม่มีผลเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณ หรือ มีงบประมาณรายจ่ายเพียงพอรองรับการดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว กรณีจึงเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้มีได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการ อันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
ทั้งนี้ มท. ได้ยืนยันว่าการปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการของ สถ. นี้ ไม่มีผลเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณหรือมีงบประมาณรายจ่ายเพียงพอรองรับการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้ว และเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติโดยเป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ มิได้มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ไฟเขียวผังเมืองรวมเชียงใหม่ – รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาและการดำรงรักษาเมืองเชียงใหม่และพื้นที่เกี่ยวเนื่องให้สอดคล้องกับการเติบโตของเมืองในอนาคต ทั้งด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคมและการขนส่ง การสาธารณูปโภค บริการสาธารณะ และการดูแลสภาพแวดล้อม
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ฉบับใหม่นี้ครอบคลุมพื้นที่ในท้องที่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอสันทราย อำเภอแม่ริม อำเภอหางดง อำเภอสารภี อำเภอดอยสะเก็ดบางส่วน และอำเภอสันกำแพงบางส่วน จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเมืองกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชน เพื่อผลักดันเชียงใหม่สู่การเป็นศูนย์กลางของภาคเหนือที่มีคุณภาพและเติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุงผังเมืองครั้งนี้ มีการปรับขอบเขตพื้นที่ผังเมืองรวมให้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,428.90 ตารางกิโลเมตร รวมทั้งปรับประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และการพัฒนาเมืองมากขึ้น โดยกำหนดประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินไว้ 15 ประเภท เพิ่มจากเดิม 4 ประเภท ได้แก่ ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ที่ดินประเภทอนุรักษ์ป่าไม้ และที่ดินประเภทปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงแผนผังด้านคมนาคมและการขนส่ง โดย เพิ่มแนวถนนโครงการใหม่ 18 สายทาง เพื่อรองรับพื้นที่พัฒนาใหม่ และ ยกเลิกถนนโครงการเดิม 7 สายทาง ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และแนวทางพัฒนาในปัจจุบัน
ในส่วนของข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้มีการปรับรายละเอียดให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น การแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อยออกเป็นย่านย่อย เพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทของแต่ละพื้นที่ และเพิ่มข้อห้ามสำหรับกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบหรือความขัดแย้งต่อชุมชน เช่น การตั้งคลังน้ำมัน คลังแก๊สปิโตรเลียมเหลวเพื่อการจำหน่าย หรือโรงฆ่าสัตว์ในบางพื้นที่ พร้อมทั้งปรับแนวทางควบคุมกิจการอุตสาหกรรมให้ชัดเจนขึ้น
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การจัดทำผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ครบถ้วนแล้ว และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผังเมือง รวมถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ โดยมีการนำข้อคิดเห็นที่เหมาะสมมาปรับปรุงร่างผังเมืองให้สอดคล้องกับสภาพจริงและความต้องการของประชาชนมากขึ้น
รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปพิจารณาประกอบการดำเนินงานอย่างรอบคอบ เพื่อให้การใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม มรดกทางวัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
ผ่าน พ.ร.ฎ.โอนที่สาธารณะ ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ ให้ กนอ.
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบหลักการ ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ส่วนขยาย ในท้องที่ตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ
รองโฆษกฯ กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งเดิมเป็นทางสาธารณะและพลเมืองเลิกใช้ประโยชน์แล้ว จำนวน 2 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 1 ไร่ 36.9 ตารางวา ภายในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ส่วนขยาย เพื่อให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ กนอ. และนำไปใช้พัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมให้เป็นแปลงต่อเนื่องสำหรับรองรับการประกอบอุตสาหกรรมต่อไป
ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ส่วนขยาย ซึ่งจัดตั้งขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยการคงสภาพที่ดินสาธารณะ ซึ่งเลิกใช้แล้วไว้ภายในเขตนิคมอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดต่อการพัฒนาและการจัดสรรพื้นที่สำหรับกิจกรรมอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่และต่อเนื่อง
รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ได้ผ่านขั้นตอนตามกฎหมายครบถ้วนแล้ว ทั้งการขอความเห็นจาก องค์การบริหารส่วนตำบลตาสิทธิ์ และ อำเภอปลวกแดง ซึ่งไม่ขัดข้อง รวมถึงมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่แล้ว ขณะที่กระทรวงมหาดไทยได้ให้ความยินยอม และ กนอ. ได้ชำระราคาที่ดินให้แก่กระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 4,041,325 บาท
นอกจากนี้ กรมการปกครองได้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของท้องที่ และแนวเขตการปกครองในแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกาแล้ว เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีและหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง“การเห็นชอบหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาครั้งนี้ จะช่วยให้การพัฒนาพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสนับสนุนศักยภาพในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป” นางสาวลลิดา กล่าว
พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทส.ไม่พร้อมแก้นิยาม “ป่า” ตาม กสม.เสนอ-วางกลไกรับมือ “EUDR”
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่องการแก้ไขนิยาม “ป่า” และการปฏิรูปกฎหมายป่าไม้ของไทย เพื่อป้องกันการถูกกีดกันทางการค้าจากสหภาพยุโรป
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ “EUDR” มีผลต่อการนำเข้า ส่งออก และวางจำหน่ายสินค้าในตลาดสหภาพยุโรป โดยครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ วัว ไม้ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง โกโก้ กาแฟ และยางพารา รวมทั้งผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องแสดงข้อมูลให้ตรวจสอบได้ว่าสินค้าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อประเมินผลกระทบและแนวทางดำเนินการในภาพรวม
ผลการพิจารณาพบว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่า ไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับกติกาใหม่ของสหภาพยุโรปอย่างรอบด้าน ทั้งในเชิงกฎหมาย ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการสร้างความเข้าใจให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่ในประเด็นการแก้ไขนิยามคำว่า “ป่า” ตามกฎหมายป่าไม้ไทย ยังมีความเห็นว่าควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากระบบกฎหมายป่าไม้ของไทยมีโครงสร้าง และเจตนารมณ์เฉพาะที่แตกต่างจากนิยามตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรป
นางสาวลลิดา กล่าวว่า “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเห็นว่า การแก้ไขนิยาม “ป่า” อาจยังไม่เหมาะสมในขณะนี้ เพราะกฎหมายป่าไม้ของไทยใช้แนวคิดแบ่งแยกพื้นที่ป่ากับที่ดินของเอกชน โดยอาศัยเอกสารสิทธิที่ดินตามกฎหมาย ขณะที่หลายหน่วยงานเห็นตรงกันว่า ประเด็นสำคัญที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ คือ การพัฒนากลไกตรวจสอบ และรับรองแหล่งที่มาของวัตถุดิบให้สอดคล้องกับแนวทางของสหภาพยุโรป เพื่อป้องกันปัญหาอุปสรรคทางการค้าในอนาคต” รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอว่า หากจะพิจารณาแก้ไขนิยาม “ป่า” หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาให้ชัดเจน รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างกว้างขวาง และต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบทางกฎหมาย เศรษฐกิจ และสังคมอย่างเป็นระบบก่อน
ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังอยู่ระหว่างการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ตามกฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย โดยจะนำข้อเสนอแนะและความเห็นจากทุกฝ่ายไปประกอบการพิจารณาต่อไป
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับตัวของไทยต่อมาตรการการค้าใหม่ของต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พร้อมคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศควบคู่กันไป” นางสาวลลิดา กล่าว
แจงความคืบหน้าการแก้ปัญหามลพิษแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะมาตรการ หรือ แนวทางส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน กรณีการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายจากประเทศเมียนมา ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวมีความสำคัญ เนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรายงานว่า สถานการณ์การปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยมีสาเหตุหลักจากการทำเหมืองแร่ทองคำ และแร่แรร์เอิร์ธบริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งอาจมีการใช้สารเคมีอันตรายในกระบวนการผลิต ส่งผลให้ดินและกากแร่ปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม และปรอท ไหลลงสู่ลำน้ำสายหลักและเข้าสู่ประเทศไทย กระทบต่อคุณภาพน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
จากการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปผลการดำเนินงานในภาพรวมว่า ภาครัฐได้เร่งดำเนินมาตรการทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
ในด้านการติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษได้กำหนดแผนตรวจวัดคุณภาพน้ำ และตะกอนดินในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และพื้นที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยตรวจวัดโลหะหนักในน้ำเดือนละ 2 ครั้ง และเก็บตัวอย่างตะกอนดินเดือนละ 1 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 พร้อมเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษ และจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารความเสี่ยงแก่ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงให้บริการตรวจวัดสารหนูด้วยชุดทดสอบเบื้องต้น
ด้านสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังและคัดกรองผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยกรมควบคุมโรคได้จัดทำแผนตรวจสุขภาพและคัดกรองความเสี่ยง พร้อมพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุกในพื้นที่ ขณะที่กรมอนามัยได้ตรวจคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านในพื้นที่ริมแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย พบว่าหลายพื้นที่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และได้แจ้งผลการตรวจพร้อมให้คำแนะนำการใช้น้ำอย่างปลอดภัยแก่ประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว
ในส่วนของการจัดหาน้ำสะอาด การประปาส่วนภูมิภาคและหน่วยงานในพื้นที่ได้เร่งเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดิบ และน้ำประปาอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีการแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง พร้อมทั้งวางแผนพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว
สำหรับผลกระทบต่อภาคเกษตรและประมง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยกรมการข้าว กรมประมง และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ตรวจสอบคุณภาพตะกอนดิน สัตว์น้ำ และผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ผลการตรวจสอบที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานอาหารตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
ในด้านการฟื้นฟูและสนับสนุนงบประมาณ กรมควบคุมมลพิษได้เสนอขอรับการสนับสนุนงบกลาง รวมถึงตั้งงบประมาณเฉพาะสำหรับปี 2569–2570 เพื่อดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน และเห็นชอบแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำรวม 14 โครงการ วงเงินงบประมาณ 188.36 ล้านบาท เพื่อเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณต่อไป
รองโฆษกฯ กล่าวต่อว่า ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ไทยได้หารือกับฝ่ายเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับเทคนิคและระดับรัฐต่อรัฐ โดยมีการประชุมหารือร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก และเห็นพ้องให้จัดตั้งคณะทำงานด้านวิชาการร่วมระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และพิจารณาความเป็นไปได้ในการลงพื้นที่สำรวจร่วมกันบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนออย่างเป็นทางการไปยังฝ่ายเมียนมา
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสุขภาพประชาชน และสิทธิของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน โดยเดินหน้าทั้งการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม การดูแลสุขภาพประชาชน การจัดหาน้ำสะอาด การติดตามผลกระทบต่อภาคเกษตรและประมง ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว
อ่านมติ ครม.ประจำวันที่ 17 มีนาคม เพิ่มเติม