สภาสูงหวั่นค่าโง่แลนด์บริดจ์
สภาสูงถก “รายงาน-ญัตติแลนด์บริดจ์” รุมถล่มชี้จุดอ่อนเพียบ เตือน พ.ร.บ. SEC ไม่ใช่ยาวิเศษ หวั่นเอื้อนายทุนต่างชาติ-เสี่ยงรัฐเสียค่าโง่ซ้ำ มองรัฐบาลเริ่มถอยหลังเจอกระแสต้านหนัก ขณะ สว.สีน้ำเงินเชียร์ “อนุทิน” เปิดประตูเชื่อม 2 มหาสมุทร ด้าน “พิพัฒน์” ปัดเอี่ยวเอกชนกว้านซื้อที่ดิน ถามกลับ “เกี่ยวอะไรด้วย”
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 พ.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณารายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ซึ่งคณะกรรมมาธิการการคมนาคมพิจารณาเสร็จแล้ว และญัตติเรื่องขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ โดยนายนรเศรษฐ ปรัชญากร สว. เป็นผู้เสนอ
นายประพันธ์ โลหะวิริยศิริ สว. และอนุกรรมาธิการนโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี เสนอผลศึกษาต่อที่ประชุมวุฒิสภา ชี้ว่าโครงการแลนด์บริดจ์ยังมีจุดอ่อนหลายด้าน โดยเฉพาะ “สมมุติฐาน” ของโครงการที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ หากตั้งต้นผิด การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการเงินก็จะคลาดเคลื่อนทั้งหมด
นายประพันธ์ระบุว่า การแข่งขันของแลนด์บริดจ์ต้องวัดจากต้นทุน เวลา และความน่าเชื่อถือในมุมมองของสายเดินเรือ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันไทยยังติดปัญหากฎหมายและระบบถ่ายลำสินค้า แม้โครงสร้างพื้นฐานจะพร้อม แต่หากขั้นตอนทางกฎหมายไม่เอื้อก็ทำให้การขนส่งล่าช้าและต้นทุนสูง โดยการถ่ายลำผ่านแดนของไทยมีไม่ถึง 1% ของปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่แหลมฉบัง เทียบกับสิงคโปร์ที่สูงถึง 80%
นอกจากนี้ยังเตือนว่า ร่างกฎหมาย SEC ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” ที่จะแก้ทุกปัญหาได้ เพราะแม้กฎหมาย EEC ที่ใช้มาก่อนก็ยังติดข้อจำกัดจากกฎหมายอื่น พร้อมตั้งข้อกังวลเรื่องร่องน้ำฝั่งระนองที่แคบและตื้น อาจมีต้นทุนขุดลอกและค่าบำรุงรักษาสูง รวมถึงเสี่ยงกระทบสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงชายแดนทางทะเล
นายประพันธ์ยังเสนอว่า หากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องผู้ร่วมทุนและรูปแบบโครงการ ไม่ควรเร่งเวนคืนที่ดิน เพราะอาจสร้างความขัดแย้งกับชุมชนและเพิ่มภาระการคลังของรัฐ โดยต้นทุนการเยียวยาและเวนคืนควรถูกนำมาคำนวณในความคุ้มค่าของโครงการด้วย
ทั้งนี้ อนุกรรมาธิการฯ เสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 6 ด้าน และข้อเสนอเชิงปฏิบัติการ 9 ข้อ เช่น การทบทวนสมมุติฐานหลัก ปรับแบบจำลองต้นทุนและเวลา แก้กฎหมายเกี่ยวกับการถ่ายลำและผ่านแดน รวมถึงให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระตรวจสอบรายงานอีกครั้ง
นายนรเศรษฐเสนอญัตติประกบ โดยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กระบวนการรับฟังความคิดเห็น และกฎหมายพิเศษ SEC ที่อาจกระทบสิทธิประชาชน ยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการพัฒนา แต่ต้องการให้โครงการเดินหน้าอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยั่งยืน
นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว. อภิปรายว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีงบประมาณการลงทุนและใช้เวลาก่อสร้างอีกยาวนาน ยังไม่รวมถึงการศึกษาผลกระทบต่างๆ และสุดท้ายงบประมาณที่เราจะสูญเสียไปจะตกในมือใคร หรือโครงการนี้ และสิ่งที่สำคัญคือต้องดูว่าสุดท้ายแล้วร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เอื้อใคร หรือเอื้อนายทุนขนาดไหน และเอื้อในส่วนของคนที่จะเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะเป็นชาวต่างชาติ และในพื้นที่ได้ประโยชน์แค่ไหน เพราะตัวสาระสำคัญที่มีการพูดถึงมาโดยตลอดว่ามีการปล่อยให้มีการเช่ากว่า 50 ปี สามารถต่ออายุได้รวมแล้ว 99 ปี และหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบเห็นได้ชัดคือประเทศรอบข้างของไทยทั้งหมด ที่ให้ทางกลุ่มนายทุนหรือกลุ่มบริษัทต่างชาติเข้ามาเช่าที่แบบนี้ เจ๊งกันเป็นแถบ เหมือนยกประเทศไปให้เขา
นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. อภิปรายว่า คนที่มองโลกในแง่ร้ายมักเห็นอุปสรรคในทุกในโอกาส แต่คนที่มองโลกในแง่ดีมักจะเห็นโอกาสในทุกอุปสรรค ฉะนั้นตนจึงอยากให้รัฐบาลศึกษาอย่างจริงจังว่าทำแล้วคุ้มค่าหรือไม่ ให้ชัดเจนแล้วโครงการเหล่านี้จะได้ไม่ไปโผล่ในรัฐบาลต่อไป คิดให้จบในรัฐบาลนี้เลยว่าจะทำหรือไม่ทำแล้วเอาให้ชัด ตนฟังรัฐบาลมาทุกรัฐบาลไม่ต่ำกว่า 50 ปี วันนั้นนายกฯ เปรมเปิดวาล์วก๊าซ จุดประกายอีสเทิร์นซีบอร์ดให้โชติช่วงชัชวาล วันนี้ถึงเวลาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จะเปิดประตูเชื่อมมหาสมุทรให้พุ่งทะยาน ไร้พรมแดนเช่นกัน
น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว. อภิปรายว่า จังหวัดชุมพรมีรายได้จากการเกษตรและการท่องเที่ยวเดือนละ 9,630 ล้านบาท แล้วท่านไปให้ฝรั่งทำท่าเรือเช่าที่ดินกำไรปีละ 7,066 ล้านบาท ท่านยังสติดีกันอยู่หรือไม่ ดังนั้นโครงการ SEC ชุมพร ระนอง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องดูให้รอบด้าน ไม่ใช่ผลาญงบประมาณของประเทศเล่นเหมือนที่ผ่านมา มีการทักท้วงรัฐบาลควรจะฟังให้มาก และยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสื่อสารทำความเข้าใจจนให้ทุกฝ่ายยอมรับ
นายชูชีพ เอื้อการณ์ สว. อภิปรายว่า ตนไม่คัดค้านการพัฒนา แต่ขอให้รัฐบาลศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบ รวมถึงภาระทางการคลัง และควรให้สังคมตรวจสอบเข้าถึงได้โดยไม่เป็นสะพานภาระให้คนไทย นอกจากนี้ ไม่ควรให้คนไทยเสียค่าโง่เหมือนหลายโครงการที่ผ่านมา เช่น โครงการโฮปเวลล์ คลองด่าน
นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. อภิปรายว่า กรณีที่รัฐบาลตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ประกอบกับรายงานฉบับดังกล่าวของ กมธ. ตนมองว่าเป็นสัญญาณให้ถอยโครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าหากไม่มีโครงการดังกล่าว ในคำแถลงนโยบายก็ไม่ควรเดินหน้า เพราะมีผลกระทบต่อพื้นที่ ประชาชน เศรษฐกิจ และไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ทั้งนี้ ขอให้เป็นโครงการตัวอย่างที่รัฐบาลจะยุติ เพราะมีความเห็นคัดค้านและข้อท้วงติงจากประชาชน ตนไม่ปฏิเสธการพัฒนา แต่ปฏิเสธการพัฒนาที่สุ่มเสี่ยง ที่ประเมินแล้วไม่คุ้มค่า สุ่มเสี่ยงตกเหว
ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีบริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวกรณีถูกพาดพิงเรื่องการกว้านซื้อที่ดิน ใน จ.ระนอง เพื่อรองรับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยนายพิพัฒน์ถามสื่อกลับว่า “เกี่ยวอะไรกับผม”
ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า ในฐานะ รมว.คมนาคม นายพิพัฒน์ตอบกลับว่า ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับตนเลย และบริษัทดังกล่าวได้แถลงชี้แจงไปแล้ว เมื่อถามว่าบริษัทดังกล่าวมีกรรมการบริษัทนามสกุลรัชกิจประการ นายพิพัฒน์ยอมรับว่า ซีอีโอเป็นน้องชาย ก่อนจะถามกลับว่า ท่านมีปัญหาอะไรหรือไม่
ส่วนที่พรรคฝ่ายค้านเชื่อมโยงว่าบริษัทดังกล่าวไปกว้านซื้อที่ดิน นายพิพัฒน์กล่าวว่า "บริษัทก็ออกมาแถลงแล้วว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่ได้ซื้อสักที่หนึ่ง หรือถ้าว่างๆ นักข่าวก็ลองโทรศัพท์ไปถามเขาดู ผมไม่อยากจะคุยเรื่องนี้ เพราะคุยไปเดี๋ยวเข้าตัว"
น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบเรื่องการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 และติดตามการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน 2569.