‘ทนายอั๋น‘ ยื่นหลักฐานคดี ‘ศักดิ์สยาม’ หลังฝ่ายค้านจ่อยื่นร้องตรวจสอบ ป.ป.ช.
‘ทนายอั๋น‘ ยื่นหลักฐานคำเบิกความ - เส้นทางการเงิน คดี ‘ศักดิ์สยาม’ ซุกหุ้น หลังฝ่ายค้านจ่อยื่นคำร้องตรวจสอบ ป.ป.ช. ภายในสิ้นเดือนนี้ ‘พริษฐ์’ หวังประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย ปธ. สภาปัดตกคำร้องอีก
วันนี้ (12 พ.ค. 69) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ยื่นหนังสือถึงนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอให้ตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยกคำร้องในคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ตนเองมีหลักฐานชิ้นใหม่ชิ้นสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ในคดีของนายศักดิ์สยาม ไม่สอดคล้องต้องด้วยข้อเท็จจริง พยานหลักฐานชิ้นใหม่นี้คือ คำเบิกความของนายศักดิ์สยามและคุณ ศ. ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นนอมินี รวมถึงเส้นทางการเงินที่สองคนนี้ใช้โอนไปมาระหว่างกัน หวังว่าหลักฐานนี้จะทำให้ฝ่ายค้านทำหนังสือยื่นไปยังประธานสภาฯ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามใครที่ไม่เห็นด้วยกับมติ ป.ป.ช. ในคดีของนายศักดิ์สยาม ขอให้มาร่วมลงชื่อกับตนเอง ซึ่งจะมีการประกาศผ่านช่องทางออนไลน์อีกครั้ง ส่วนจะถึง 20,000 รายชื่อตามรัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ ต้องดูตามกรอบระยะเวลาตามคำร้องที่วิปฝ่ายค้านจะจัดทำให้เสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งตนเองพร้อมแนบรายชื่อให้กับวิปฝ่ายค้าน
นายพริษฐ์ กล่าวในฐานะฝ่ายค้าน ยืนยันคำเดิมว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว. บางส่วน จะเดินหน้ารวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นคำร้องไปที่ประธานสภาฯ เพื่อส่งต่อไปที่ศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระ ไต่สวนคณะกรรมการ ป.ป.ช. สำหรับเสียงถือว่าครบถ้วนหากยึดตามมติพรรค มีพรรคประชาชน 119 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 20 กว่าเสียง พรรคไทยภักดี พรรคเสรีรวมไทย พรรคละ 1 เสียง สว. อีกประมาณ 10 กว่าเสียง ซึ่งเกิน 140 รายชื่อเพียงพอต่อการยื่นคำร้องแน่นอน หากประชาชนจะรวบรวม 20,000 รายชื่อ เพื่อยื่นคำร้องดังกล่าวเข้ามาด้วย จะเป็นการเสริมพลังกันและกัน
ส่วนคำร้องอยู่ระหว่างการจัดทำ แบ่งเป็น 3 หมวดหมู่หลัก หมวดหมู่แรกคือ การตั้งข้อสังเกตจากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ปรากฏในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการโอนหุ้นหรือเส้นทางการเงินต่าง ๆ เราตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใด ป.ป.ช. ถึงไม่นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณา หรือหากนำมาพิจารณาเหตุใดจึงไม่มีข้อสรุปว่านายศักดิ์สยาม มีเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือซุกหุ้น คล้ายกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยให้นายศักดิ์สยาม พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี
หมวดหมู่ที่ 2 เป็นการตั้งข้อสังเกตว่าจากคำร้องที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งได้ยื่นไปถึง ป.ป.ช. เราจะตรวจสอบว่า ป.ป.ช. ดำเนินการพิจารณาตรวจสอบทุกข้อกล่าวหาครบถ้วนตามคำร้องหรือไม่ หรือบางข้อกล่าวหาในคำร้องที่ ป.ป.ช. ไม่ได้พิจารณาตรวจสอบหรือตกหล่นหรือไม่
หมวดหมู่ที่ 3 เป็นการตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการของ ป.ป.ช. ตั้งแต่การรับคำร้องไปจนถึงการตรวจสอบไต่สวนว่าเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของ ป.ป.ช. หรือไม่ เพราะในฐานะที่นายปกรณ์วุฒิ เป็นผู้ร้องไม่เคยได้รับการติดต่อสื่อสารกลับมาจาก ป.ป.ช. พบพร้อมกับสื่อมวลชนและประชาชนว่ามีการยกคำร้องไปแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดวิสัย
เรามีความตั้งใจว่าอยากจะให้คำร้องเสร็จสิ้นภายในเดือน พ.ค. นี้ แต่ตัวแปรสำคัญที่รอจาก ป.ป.ช. อยู่คือ เอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีนี้ ซึ่งนายปกรณ์วุฒิได้เดินทางไปที่ ป.ป.ช. ด้วยตนเองเพื่อขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของ ป.ป.ช. คำชี้แจงของนายศักดิ์สยาม และความเห็นของ ป.ป.ช. ก่อนนำไปสู่มติยกคำร้อง ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่เราใช้ประกอบคำร้อง
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาตนเองมีข้อสังเกตใหม่ พร้อมฝากคำถามถึง ป.ป.ช. ว่าตกลงแล้วก่อนที่ ป.ป.ช. จะมีการยกคำร้องกรณีนายศักดิ์สยามได้ทำการไต่สวนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้หรือไม่ ตนเองสงสัยว่าอาจจะไม่ได้มีการไต่สวนเลยเพราะเมื่อไปเปิดดู พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 51 กำหนดไว้ชัดเจนว่า การไต่สวนเรื่องใดที่เป็นเรื่องสำคัญมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง หรือเป็นกรณีที่ไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการไต่สวนเองหรือแต่งตั้งกรรมการ ไม่น้อยกว่า 2 คนหรือบุคคลอื่นเป็นคณะกรรมการไต่สวน แต่ที่ผ่านมายังไม่ปรากฏรายละเอียดว่า ป.ป.ช. ไต่สวนเองหรือตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมา
และเมื่อไปดูแถลงการณ์ของ ป.ป.ช. ที่เปิดเผยต่อสื่อมวลชน ไม่ปรากฏรายละเอียดคำว่า “ไต่สวน” แม้คำเดียวในแถลง จึงขอถาม ป.ป.ช. ว่ามีการไต่สวนในคดีนี้หรือไม่ หากไม่มีการไต่สวนคาดว่า ป.ป.ช. น่าจะใช้มาตรา 49 เพื่อปัดตกข้อกล่าวหาจากเพียงการตรวจสอบเบื้องต้น หาก ป.ป.ช. มีการตรวจสอบเบื้องต้นและมีคำสั่งไม่รับเรื่องไว้พิจารณา กรณีที่มีคำกล่าวหาให้มีหนังสือแจ้งให้ผู้กล่าวหาทราบ แต่กรณีนี้นายปกรณ์วุฒิ ไม่เคยได้รับการสื่อสารจาก ป.ป.ช. เลย
”ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้เราค้นพบว่ากรณีที่พรรคฝ่ายค้านใช้ช่องทางนี้ในการตรวจสอบ ป.ป.ช. ในกรณีพลเอกประวิตร และคลิปหลุดของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หนึ่งวันก่อนยุบสภานายวันมูหะมัดนอร์ได้ใช้อำนาจตามช่องทางนี้ในการปัดตก เราจึงหวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย เราจะทำคำร้องให้รอบด้านครบถ้วนที่สุด หหวังว่าข้อเท็จจริงเหล่านั้นจะเพียงพอให้ประธานโสภณ ซารัมย์ มีเหตุอันควรสงสัยส่งต่อไปยังศาลฎีกา“
นายพริษฐ์ มองว่า มติยกคำร้องในคดีนี้ไม่สมเหตุสมผล หากข้อเท็จจริงปรากฏต่อ ป.ป.ช. และ ป.ป.ช. จะดำเนินการทบทวนก็เป็นเรื่องในขอบเขตอำนาจที่ ป.ป.ช. ดำเนินการได้อยู่แล้ว แต่หากไม่มีการขยับ หรือขยับแต่การปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบหรือความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว เราก็จะมีการยื่นคำร้องตามมาตรา 236 ต่อไป