รมว.คลัง งัดแผน 4T ดัน GDP 3% ชู Hometown Tax-รถเก่าแลกใหม่
รมว.คลัง กางแผน 4T ดัน GDP ไทยโตเกิน 3% ผุดไอเดีย Hometown Tax กระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น – รถเก่าแลกรถใหม่ หนุนสังคมคาร์บอนต่ำ เตรียมชงครม. 11 เม.ย. นี้ เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-ซอฟต์โลน 3 หมื่นล้านบาท
10 เม.ย. 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากวิกฤตในตะวันออกกลางส่งผลให้ทุกประเทศทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation เนื่องจากภาวะดังกล่าวเกิดจากสงครามที่ไปกระทบแหล่งผลิตต้นน้ำอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นจะกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง และลามไปสู่ราคาอาหารและสินค้าอื่นๆ
ดังนั้นภาครัฐต้องใช้งบประมาณอย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานก่อน เพื่อชะลอไม่ให้ผลกระทบส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจในวงกว้างเร็วเกินไป
ดังนั้นในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย. 2569 นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอแพ็กเกจมาตรการเพื่อเยียวยากลุ่มเปราะบางเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังนี้
ในส่วนของกระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการเติมเงิน 100 บาท สำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงินรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสีเขียว เช่น สินเชื่อสำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือนและธุรกิจ และสินเชื่อสำหรับเกษตรกรเพื่อซื้อปุ๋ย
ขณะที่ภาคพลังงานและขนส่งเตรียมเสนอมาตรการเยียวยากลุ่มขนส่งและผู้ขับขี่รถเพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะดูแลราคาสินค้าผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน
“ในฐานะผู้วางนโยบายต้องเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะการตัดสินใจในปัจจุบันจะส่งผลต่ออนาคต ต้องเร่งหยุดเลือดไหลด้วยมาตรการเยียวยาที่ตรงจุด เพื่อไม่ให้ต้นทุนที่สูงขึ้นลุกลามไปสู่กลุ่มต่างๆ ผ่านค่าขนส่งหรือราคาสินค้าและกระทบกับประชาชน”
ขณะที่กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างเตรียมการโครงการคนละครึ่งพลัสรอบใหม่ ที่จะเปลี่ยนชื่อเป็นโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งรายละเอียดเบื้องต้นคือจะมีการเชื่อมโยงกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และใช้ AI เพิ่มศักยภาพให้พ่อค้าแม่ค้าที่ร่วมโครงการด้วย อย่างไรก็ตามจะยังไม่เสนอเข้า ครม. ในวันที่ 11 เม.ย. 2569 นี้
ในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการทำโครงการต่างๆ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเสนอการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ โดยจะดึงมาจากงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างหรือยังไม่มีการลงนามในสัญญาภายในสิ้นเดือน เม.ย. 2569 ซึ่งคาดว่ามีอยู่ประมาณ 100,000 ล้านบาท
“เราออกเป็น พ.ร.ก. โอนงบฯ ก็ได้ แต่จะออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส”
ดร.เอกนิติ เปิดเผยว่า อย่างไรก็ตามแม้จะต้องใช้มาตรการเยียวยาจำนวนมาก แต่ยังยืนยันจะรักษาความเชื่อมั่นของ Rating Agency โดยจะยังยึดกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) โดยหากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแผนก็จะต้องผ่านการเจรจาและพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตามอันดับความน่าเชื่อถือของไทยยังอยู่ในระดับที่ดี ขณะที่พื้นที่ในการบริหารจัดการนโยบายการคลังมีได้หากมีความจำเป็นเร่งด่วนในอนาคต
“ผมมีแผนที่จะเดินทางไปพบกับเรตติ้งเอเจนซี่ระหว่างการประชุม World Bank ที่ต่างประเทศในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้ โดยจะมีการเจรจาชี้แจงให้เห็นถึงสถานการณ์ของประเทศไทยเพื่อยืนยันว่าการใช้เงินของไทยเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ผมมองว่าควรรีบไปเจรจาก่อนดีกว่า”
ดร.เอกนิติ เปิดเผยต่อว่า หลังจากมาตรการเยียวยา กระทรวงการคลังจะเดินหน้านโยบาย Quick Big Win โดยจะทำเป็น Action Plan โดยหัวใจนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล คือ การเปลี่ยนวิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนี้ให้เป็นโอกาส โดยได้วางกรอบนโยบายเศรษฐกิจผ่านหลักการ 4T ดังนี้
1. Target (มุ่งเป้า) เน้นการใชงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและมีวินัยการคลัง โดยจะมีการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นในโครงการปี 2570 เช่น งบดูงานต่างประเทศ และงบฟุ่มเฟือยต่างๆ เพื่อนำเงินมาเยียวยากลุ่มเปราะบางและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโดยตรง
2. Transition (ช่วยเปลี่ยนผ่าน) สนับสนุนให้ภาคธุรกิจและประชาชนปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยมีแนวคิดในการทำโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โดยเบื้องต้นมีรายละเอียดคือรถใหม่ที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ได้ต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ ต้องเป็นรถที่ปล่อยคาร์บอนต่ำครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) และต้องผลิตในประเทศไทยเพื่อเป็นการสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศไปพร้อมกัน ทั้งนี้เบื้องต้นอาจใช้ลักษณะการให้เงินอุดหนุนผ่านผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปลดราคารถให้แก่ประชาชน
3. Transform (พลิกโฉม) มุ่งเน้นการกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่น ไม่ให้เติบโตกระจุกตัวแค่ในเมืองใหญ่ โดยมีแนวคิดในการทำ Hometown Tax ซึ่งเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จของประเทศญี่ปุ่น โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถบริจาคหรือจัดสรรเงินภาษีของตนเองให้กับจังหวัดที่ตนเองรักหรือจังหวัดบ้านเกิดได้
“รูปแบบจะคล้ายกับการที่ประชาชนสามารถเลือกบริจาคภาษีให้กับพรรคการเมืองในปัจจุบัน แต่เปลี่ยนเป็นการระบุให้จังหวัดแทน โดยเงินจำนวนนี้จะถูกส่งไปเพื่อพัฒนาท้องถิ่นนั้นๆ โดยตรง และอาจเปิดให้ผู้บริจาคระบุได้ว่าต้องการให้เน้นพัฒนาในด้านใดเป็นพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้คนรู้สึกมีส่วนร่วมและอยากพัฒนาบ้านเกิดของตนเองมากขึ้น”
4. Together (รวมพลัง) เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ผ่านกลไก PPP (Public Private Partnership) และ Thailand Future Fund เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันศักยภาพการเติบโตของไทยอยู่ที่ประมาณ 2.7% ซึ่งถือว่าโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายแรกคือการผลักดันให้ GDP กลับมาเติบโตที่ 3% Plus หรือมากกว่า 3% ให้ได้ก่อน และวางเป้าหมายว่าในอนาคตจะกลับไปโตในระดับ 5-6% อย่างไรก็ตามต้องใช้เวลาในการวางรากฐานและเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่
โดยมีปัจจัยสำคัญคือการเพิ่มสัดส่วนการลงทุน โดยต้องผลักดันการลงทุนรวมจากปัจจุบันที่ 23% ให้ขึ้นไปถึง 30% ของ GDP ภายใน 4 ปี นอกจากนี้ยังต้องเปลี่ยนรถยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)เศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับทักษะคนไทย อย่างไรก็ตามปี 2569 นี้เป็นปีที่ท้าทายมากเนื่องจากวิกฤตโลกและสงคราม โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ หากราคาน้ำมันปรับขึ้นทุกๆ 10 เหรียญ จะส่งผลกระทบให้ GDP ลดลงประมาณ 0.2% รัฐบาลจึงต้องพยายามพยุงเศรษฐกิจไม่ให้กลับไปติดหล่มควบคู่ไปกับการลงทุนใหม่
“เราจะเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยให้เป็นรถคันใหม่ ที่มีเครื่องยนต์ใหม่ทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้เร็วขึ้น มีระบบที่มั่นคง ปลอดภัย พร้อมรับมือความผันผวนของโลก เป็นรถที่นั่งสบายเพราะไม่ได้เติบโตแค่ตัวเลขแต่คือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือเป็นรถที่มีที่นั่งสำหรับทุกคน”