IMF ชี้สงคราม ฉุดเศรษฐกิจโตช้า-ของแพงขึ้น จ่อหั่นคาดการณ์ GDP โลก
รอยเตอร์รายงานว่านางคริสตาลินา กอร์เกียวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)ออกมาเตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นปัจจัยลบที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจโลก ทั้งราคาสินค้าที่จะแพงขึ้น หรือภาวะ “เงินเฟ้อ” และ เศรษฐกิจโลกที่จะเติบโตช้าลง
กอร์เกียวากล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงได้เร็ว แต่ทาง IMF ก็เตรียมปรับลดตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจลง และปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ
“ไม่ว่าสถานการณ์จะดำเนินไปในทิศทางใด ผลลัพธ์ที่โลกต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ของแพงขึ้นแต่เศรษฐกิจโตช้าลง" โดยมีกำหนดจะขยายความประเด็นนี้ในสุนทรพจน์วันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้
ขณะเดียวกันนายอเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ก็เตรียมจะนำเสนอมุมมองต่อสถานการณ์โลกในสัปดาห์นี้เช่นกัน
IMF ยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูงมาก ทั้งจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว สภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราไม่สามารถนิ่งนอนใจได้เลย พร้อมกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า "แม้เราจะผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ แต่เราก็จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติครั้งต่อไปที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ"
กอร์เกียวา ระบุว่าสงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทรัพยากรโลก โดยทำให้อุปทาน น้ำมันดิบทั่วโลกหายไปถึง 13% และยังลามไปถึงห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ก๊าซธรรมชาติ ฮีเลียม และปุ๋ย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการผลิตภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมทั่วโลก
นอกจากนี้ IMF ประเมินสถานการณ์ไว้เป็น 2 ฉากทัศน์
- หากสงครามจบเร็ว เศรษฐกิจโลกจะยังคงได้รับผลกระทบ โดย IMF จะปรับลดตัวเลขการเติบโตลง "เล็กน้อย" และปรับตัวเลขเงินเฟ้อขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มไปแล้ว
- หากสงครามยืดเยื้อ ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและการเติบโตจะรุนแรงมากขึ้น
จับตาประชุม IMF และ World Bank
รายงานคาดการณ์ว่า “สงคราม” จะเป็นหัวข้อหลักในการหารือของเจ้าหน้าที่ด้านการเงินจากทั่วโลกในการประชุมฤดูใบไม้ผลิ (spring meetings) ของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์หน้า
IMF ส่งสัญญาณเตือนผ่านบทความเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า เตรียมจะ “ปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลก” ในรายงาน World Economic Outlook ที่จะเผยแพร่ในวันที่ 14 เมษายนนี้ โดยระบุว่าสงครามได้สร้าง "ผลกระทบที่ไม่เท่าเทียมกัน" ในแต่ละภูมิภาค ประกอบกับภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้นทั่วโลก
อย่างไรก็ดี กอร์เกียวาชี้ให้เห็นว่า หากไม่มีสงคราม IMF เคยคาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.3% ในปี 2026 และ 3.2% ในปี 2027
กระทบ ‘ประเทศยากจน’ หนักสุด
กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ประเทศยากจนที่ต้องนำเข้าพลังงาน เนื่องจากไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะเข้ามาช่วยพยุงราคาสินค้าให้ประชาชน และภาวะของแพงนี้อาจกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดความไม่สงบทางสังคมได้ในที่สุด
กอร์เกียวาเผยว่า ปัจจุบันมีหลายประเทศเริ่มติดต่อขอความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF แล้ว โดยสมาชิกของ IMF ประมาณ 85% ล้วนเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงาน
ทั้งนี้ กองทุนพร้อมจะเพิ่มวงเงินกู้ให้เพื่อประคองสถานการณ์ โดยมีข้อแม้ว่ารัฐบาลต่างๆ ไม่ควรใช้วิธีอุดหนุนราคาพลังงานแบบเหวี่ยงแห เพราะการอัดฉีดเงินเข้าระบบมากเกินไปจะยิ่งซ้ำเติมให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นไปอีก
"แม้ว่าสงครามจะยุติลงในวันนี้ ผลกระทบเชิงลบก็จะยังคงส่งผลต่อส่วนอื่นๆ ของโลกต่อไป" เธอกล่าว
อ้างอิง Reuters