คำสั่งต่อเรือ “บรรทุกก๊าซ LNG” ทั่วโลกฟื้นแรง แตะ 35 ลำใน Q1 รับดีมานด์พลังงานพุ่ง
คำสั่งต่อเรือ "บรรทุกก๊าซ LNG" ทั่วโลกฟื้นแรง แตะ 35 ลำใน Q1 รับดีมานด์พลังงานพุ่ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง
วันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 14.29 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าคำสั่งต่อเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Carrier: LNGC) ทั่วโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวในปีนี้ หลังชะลอลงในปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิต LNG และความต้องการเรือที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น แม้จะมีความกังวลว่าสงครามสหรัฐ-อิหร่านอาจกระทบความต้องการขนส่งระยะสั้นและกดดันค่าระวางเรือ
ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา อู่ต่อเรือในเกาหลีใต้และจีนได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น โดยมีการสั่งต่อเรือ LNGC ใหม่ 35 ลำในไตรมาสแรกของปีนี้ ตามข้อมูลจาก Poten & Partners และ Drewry เทียบกับทั้งปี 2568 ที่มีคำสั่งซื้อรวม 37 ลำ ขณะที่ปี 2565 เคยทำสถิติสูงสุดที่ 171 ลำ โดยเรือแต่ละลำมีมูลค่า 250-260 ล้านดอลลาร์ และใช้เวลาก่อสร้างมากกว่า 3 ปี
นักวิเคราะห์ ระบุว่า กำลังการผลิต LNG ใหม่ในสหรัฐ แอฟริกา แคนาดา และอาร์เจนตินา จะช่วยหนุนความต้องการเรือขนส่งในระยะยาว ควบคู่กับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านไปสู่เรือที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น และการเร่งปลดระวางเรือรุ่นเก่าที่ใช้กังหันไอน้ำหรือระบบดีเซล-ไฟฟ้า
ปัจจุบัน กองเรือ LNGC ทั่วโลกมีมากกว่า 700 ลำ รองรับปริมาณการค้าก๊าซ LNG กว่า 400 ล้านตันต่อปี โดยในปีที่ผ่านมา มีการอนุมัติโครงการกำลังการผลิตใหม่ราว 72 ล้านตันต่อปี และคาดว่าสหรัฐจะเพิ่มกำลังการผลิตอีกกว่า 120 ล้านตันในช่วง 3–4 ปีข้างหน้า
นักวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie ชี้ว่าการเติบโตของ LNG จากสหรัฐ ซึ่งมักขายในรูปแบบที่ยืดหยุ่นด้านปลายทาง (free-on-board) จะทำให้รูปแบบการขนส่งซับซ้อนขึ้น และเพิ่มความต้องการเรือ เนื่องจากสามารถเปลี่ยนเส้นทางระหว่างเดินเรือได้ ทำให้ใช้เวลานานขึ้นต่อเที่ยว
ด้าน Mitsui O.S.K. Lines ผู้ให้บริการเรือ LNGC รายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งมีเรือกว่า 107 ลำ คาดว่าการลงทุนใน LNG ของสหรัฐฯ จะกระตุ้นคำสั่งซื้อเรือเพิ่มขึ้น โดยมีแผนขยายกองเรือเป็นราว 150 ลำภายในปี 2578
ขณะเดียวกัน การปลดระวางเรือรุ่นเก่าเร่งตัวขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา มีการปลดระวางเรือที่ใช้ระบบกังหันไอน้ำถึง 15 ลำ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากต้นทุนไม่คุ้มค่าและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น โดยกรอบนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ International Maritime Organization ก็เป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดความต้องการเรือรุ่นใหม่ที่ใช้เชื้อเพลิง LNG หรือระบบ dual-fuel
อย่างไรก็ตาม สงครามอิหร่านยังคงสร้างความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มตลาด โดยแม้การหยุดชะงักของอุปทานจะทำให้ประเทศในเอเชียต้องหันไปนำเข้าจากแหล่งอื่น เช่น แอตแลนติก ซึ่งเพิ่มระยะทางขนส่งและอาจหนุนความต้องการเรือ แต่ในอีกด้านหนึ่ง สงครามยังส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซสะดุด และทำให้กำลังการผลิต LNG ของกาตาร์บางส่วน หรือราว 12.8 ล้านตันต่อปี ต้องหยุดชะงักเป็นเวลา 3–5 ปี ซึ่งอาจลดความต้องการขนส่งและกดดันค่าระวางเรือ
นอกจากนี้กาตาร์มีแผนเพิ่มเรือใหม่อีก 70-80 ลำในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ขณะที่ ADNOC ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีแผนเพิ่มกองเรือเป็นสองเท่า ภายใน 36 เดือน อย่างไรก็ตาม หากโครงการ LNG ที่เกี่ยวข้องยังล่าช้า เรือเหล่านี้อาจถูกนำออกสู่ตลาดเช่า ซึ่งจะยิ่งกดดันอัตราค่าระวาง
ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการส่งมอบเรือ LNGC ใหม่ 90–100 ลำในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 79 ลำในปี 2568 แต่ความไม่แน่นอนจากสงคราม รวมถึงต้นทุนการต่อเรือที่สูงขึ้น อาจทำให้บางบริษัทชะลอการสั่งซื้อเรือใหม่ในระยะต่อไป
อ้างอิง : www.reuters.com