โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘อัษฎางค์’ อ่านเกมสถานการณ์ตะวันออกกลาง สงครามจะลากยาวถึง 9 เดือน

ไทยโพสต์

อัพเดต 23 มี.ค. เวลา 07.54 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. เวลา 00.54 น.

23 มี.ค.2569-อัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์เฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” เรื่อง “สงครามจะลากยาวถึง 9 เดือน” เนื้อหาระบุว่า ซาอุดีอาระเบียอนุญาตให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพอากาศคิงฟาฮัด (King Fahd) ในไทฟ์ (Taif) สำหรับปฏิบัติการต่ออิหร่าน เนื่องจากอยู่ห่างจากขีปนาวุธอิหร่านมากกว่า และเจดดาห์เป็นฮับโลจิสติกส์หลัก. UAE ส่งสัญญาณสนับสนุนสหรัฐฯ-อิสราเอลเช่นกัน แม้ก่อนหน้านี้ (ม.ค.-ก.พ.) จะปฏิเสธไม่ให้ใช้ดินแดนโจมตีเพื่อหลีกเลี่ยงการลากเข้าสงคราม แต่การอพยพเจ้าหน้าที่สหรัฐฯออกจากซาอุฯเมื่อ 9 มี.ค. ยังคงดำเนินเพื่อลดความเสี่ยง

UAE ยืนยันพร้อมสำหรับสงครามยืดเยื้อยาวนานถึง 9 เดือน ท่ามกลางการโจมตีโครงสร้างพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจากอิหร่าน

เพนตากอนเตรียมแผน CENTCOM สำหรับปฏิบัติการอย่างน้อย 100 วันหรือจนถึงก.ย. (ราว 6-9 เดือน) โดยขอเพิ่มกำลังข่าวกรองและงบประมาณ แม้ประเมินเริ่มต้น 4-6 สัปดาห์จะใกล้เสร็จ แต่ไม่มีกรอบเวลาชัดเจนเพื่อรับมือสถานการณ์ยืดเยื้อ

จากข้อมูลและบทวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดโดยผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระดับโลก ทิศทางค่อนข้างชัดเจนว่า สงครามมีแนวโน้มสูงที่จะยืดเยื้อและมีความเสี่ยงบานปลายอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์และสถาบันระดับโลก (เช่น Middle East Eye, สถาบันวิเคราะห์ความมั่นคง, และผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง) ได้ประเมินสถานการณ์ไว้ดังนี้

นักวิเคราะห์มองว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การโจมตีทางอากาศระยะสั้น แต่มีเป้าหมายเชิงลึกในการบั่นทอนโครงสร้างผู้นำและทำลายขีดความสามารถของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่และทรงอิทธิพล การจะบรรลุเป้าหมายนี้จึงต้องใช้เวลาและแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง

การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ UAE ส่งสัญญาณเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจลากยาวถึง 9 เดือน เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนว่าคนในพื้นที่เองก็ประเมินว่านี่จะไม่ใช่แค่ "ปฏิบัติการแบบสายฟ้าแลบ"

การที่ซาอุดีอาระเบียยอมเปิดฐานทัพอากาศ "คิง ฟาฮัด" (King Fahd) ที่เมือง Taif ให้สหรัฐฯ ใช้งาน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่สะท้อนว่าภัยคุกคามกำลังขยายตัว การย้ายฐานลอจิสติกส์ไปทางตะวันตก (ใกล้ทะเลแดงและเจดดาห์) มีจุดประสงค์เพื่อถอยร่นให้พ้นรัศมีขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน พร้อมรองรับกองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐฯ ที่กำลังเดินทางมาสมทบ

ความเสี่ยงบานปลายที่น่ากลัวที่สุดคือ "สงครามเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ" อิหร่านได้ประกาศเตือนอย่างชัดเจนว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตนถูกโจมตี อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งพลังงานและโรงกลั่นน้ำทะเลของพันธมิตรสหรัฐฯ ในภูมิภาค (รวมถึงซาอุฯ และ UAE) ทันที

นักวิเคราะห์ทางการเงิน (เช่น จาก Goldman Sachs และบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน) กังวลถึง "Doomsday Scenario" ปัจจุบันความขัดแย้งทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และมีการคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาอาจพุ่งไปถึง 150–200 ดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า แม้สหรัฐฯ จะประสบความสำเร็จในแง่ยุทธวิธีทางทหารบางส่วน แต่ในภาพรวมระดับภูมิภาค สถานการณ์กำลัง "ควบคุมได้ยาก" และยังมองไม่เห็นฉากทัศน์ในการยุติสงครามที่เป็นไปได้จริงในระยะเวลาอันใกล้นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...