โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เธอคือ Iconic” อย่าลืมเชื่อว่าตัวเองมีของ แม้จะอยู่ในโลกที่บางคนพร้อมจะลดทอนคุณค่า ‘งานสร้างสรรค์’ ฝีมือคนเป็นๆ ประคองไฟให้ไม่มอดดับกับ ‘The Devil Wears Prada 2’ ผ่านชีวิตคนทำงานสื่อและศิลป์ ที่อาจสู้กับคนที่ไม่ให้ค่าผลงานมากกว่า AI เสียอีก

Mirror Thailand

อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 10.23 น.
ภาพไฮไลต์

***มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในภาพยนตร์

ตลอดชีวิตการทำงานเป็นนักเขียน เราเคยได้เห็นคนแบบ ‘ทุกตัวละคร’ ในภาพยนตร์ ‘The Devil Wears Prada 2’ ที่ดูไปก็เผลอเอามือขึ้นมาปิดปาก เพราะหลายสถานการณ์ในหนังดันเหมือนภาพซ้อนทับกับโลกความจริงของคนเป็นสื่อมวลชนซึ่งกำลังต่อสู้กับ ‘บางอย่าง’ อยู่ทุกวันนี้ และเราคิดว่าไม่ใช่แค่นักเขียน หรือคนเป็นสื่อมวลชนอย่างเดียวที่ดูแล้วจะรู้สึกรีเลต แต่รวมถึงเหล่าคนทำงาน ‘สร้างสรรค์’ แขนงต่างๆ ที่อย่างน้อยๆ อาจรู้สึก ‘จุก’ ไม่ประเด็นใดก็ประเด็นหนึ่ง เพราะการกลับมาในรอบ 20 ปีของหนังแฟชั่นระดับตำนาน ครั้งนี้ไม่ได้กลับมาเพื่อเสิร์ฟเรื่องราวแฟๆ แต่มาเสิร์ฟ ‘ความหวัง’ ให้คนที่ยังรักอาชีพตัวเอง ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วจนต้องตามให้ทัน และโลกที่มีบางคนลดทอนคุณค่า กระทั่งไม่เห็นคุณค่างานสร้างสรรค์ หรือ ‘งานศิลปะ’ จากฝีมือคนเป็นๆ

สำหรับเรา AI อาจไม่ได้น่ากลัวเท่ากับ ‘คน’ ที่ไม่เชื่อว่า ‘สมอง’ ของคนนั้นมีค่าอีกต่อไป และไม่ได้มองว่า AI เป็นตัวช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่มองมันเป็นพนักงานใหม่ที่สามารถมาทำแทนคนได้ทั้งหมดจนทำให้งานสร้างสรรค์ขาดจิตวิญญาณของมนุษย์ บ้างก็สนับสนุนการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการ ‘ก็อป’ ผลงานคนเป็นๆ แล้วให้ AI เขียน ให้ AI สร้างภาพถ่าย สร้างงานศิลปะ เหมือนที่ศิลปินเจ้าของผลงานหลายคนเคยออกมาพูดถึงปัญหาการโดนก็อปอยู่บ่อยๆ นั่นแปลว่าถ้าไม่มีความคิดของคน AI ก็ไม่สามารถเอาข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ดังนั้น เราจึงเชื่อมั่นเสมอว่า ‘คน’ เนี่ยแหละที่ “มีของแรร์ในตัวเอง” อย่างแท้จริง

The Devil Wears Prada 2 จึงพูดถึงคุณค่าของงานศิลปะในโลกที่ทุกคนต้อง ‘ปรับตัว’ จากการที่คุณค่าของงานถูกมองข้าม และการถูกมองข้ามในที่นี้ ก็นับรวม ‘คนทำงาน’ ที่ถูกมองข้ามจากคนด้วยกัน หนังภาคต่อนี้ เล่าเรื่องของ ‘แอนดี้’ (รับบทโดย แอนน์ แฮททาเวย์) จากที่ภาคแรกเธอได้ไปทำงานในนิตยสาร ‘Runway’ เพื่อเป็นผู้ช่วยของนางมารสวมปราด้า‘มิแรนด้า’ (รับบทโดย เมอรีล สตรีป) บรรณาธิการผู้กุมบังเหียน ภาคนี้แอนดี้ได้ทำงานที่รักจริงๆ อย่างการเป็นนักเขียนในวงการสื่อมวลชน เธอรักที่จะเขียนงานในประเด็นสังคม เพื่อขับเคลื่อนในสิ่งที่เชื่อ ทั้งยังได้รับรางวัลจากความเพียรพยายาม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า ‘มีคนมองเห็น’

แต่…นายทุนกลับไม่มองเห็น เมื่อเธอและเพื่อนพ้อง ถูก Layoff ยกเซ็ต เธอจึงต้องยอมลด ‘อุดมการณ์’ เพื่อทำงานอื่น ที่อาจจะไม่ได้ชอบที่สุด แต่ก็ไม่ได้เกลียด เพราะยังได้ ‘เขียน’ อยู่ อย่างการกลับไปที่นิตยสารรันเวย์ เพื่อกู้หน้าให้กับรันเวย์ที่กำลังมีประเด็นเดือดๆ บนโลกออนไลน์

เราคิดว่าคนดูหนังเรื่องนี้ น่าจะได้รับสารที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการตีความของแต่ละคน ซึ่งไม่มีถูก ไม่มีผิด แต่ในมุมมองของเรา เราคิดว่าตั้งแต่ต้นจนจบ หนังพยายามเล่าถึง ‘คุณค่า’ ของคนที่ถูกลืมจริงๆ และเราก็คาดเดาไม่ได้ด้วยว่า คนที่เราเจอในชีวิตประจำวัน เขาจะเห็น ‘ความสามารถ’ ของเราหรือเปล่า ถึงอย่างนั้น เราก็ชอบที่หนังพยายามบอกว่า ไม่ว่าจะยังไง จะมีคนเห็นคุณค่านั้นเสมอ ถ้าตัวเราเอง ‘ยังเชื่อมั่นอยู่’

แอนดี้ ถูกมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ จากการได้รับรางวัลสื่อมวลชน ขณะเดียวกัน เธอก็ไม่ถูกมองเห็นจากนายจ้าง แต่การที่เธอยังเชื่อมั่นใน ‘เสียง’ ของสื่อ ทำให้เธอกล้าท้าชน พูดอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าสาธารณชนว่าเกิดความไม่ยุติธรรมนี้ในวงการสื่ออยู่ จนทำให้มีคนอื่นๆ ที่ตามข่าวได้ ‘เห็น’ เห็นถึงสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อสาร และนำไปสู่การได้งานใหม่ (ที่ทำงานเก่าตอนวัยรุ่น) ซึ่งเธอก็บอกกับเพื่อนชัดว่า เธอตัดสินใจยอมลดอุดมการณ์เพื่อทำงานในที่ที่ไม่ได้ใช่ที่สุด แต่ลึกๆ เราก็เห็นความพยายามที่จะ ‘เป็นตัวเอง’ ของแอนดี้ แม้เธอจะกลับมาทำงานในนิตยสารแฟชั่น ในยุคที่ปรับตัวเป็นสื่อออนไลน์ เพราะคนจับกระดาษน้อยลง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนก็ยังเสพโซเชียลฯ อยู่

เธอพยายามใส่คาแรกเตอร์ของตัวเองลงในทุกงานเขียน สอดแทรกประเด็นสังคม และความหนักแน่นในประเด็น ซึ่งตอนแรกมิแรนด้าก็แทบจะไม่อ่านอะไรเลย เพราะมองแค่ ‘ยอด’ ถ้ายอดไม่ได้เปรี้ยงจนเตะตาเธอได้ เธอก็ไม่ได้สนด้วยซ้ำว่าชิ้นนั้นดีหรือไม่ดี เราว่าคนที่ทำงานกับยอดวิว ยอดไลก์ คงจะรู้ดีว่า หัวหน้าประเภทที่ดูแต่ยอด แต่ไม่ได้อ่าน ไม่ได้ดูงานอย่างตั้งใจ นั้นมีเยอะแค่ไหน และทำให้บางคนอาจรู้สึกท้อได้ง่ายๆ แต่แอนดี้ก็ไม่หยุดความพยายาม เธอตั้งใจทำบทสัมภาษณ์จากแหล่งข่าวที่ขึ้นชื่อว่าติดต่อยากสุดๆ ทว่าหากติดต่อได้จะเรียกยอดจากคนอ่านได้แน่นอน แล้วเธอก็ทำสำเร็จ แถมแหล่งข่าวคนนั้น ก็ยังชื่นชมว่า งานของรันเวย์เปลี่ยนไปในทางที่ดี และหนักแน่นขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และแน่นอนจะเป็นฝีมือใครไปได้ นอกจากแอนดี้ของเรา ฉากนั้นเป็นการย้ำถึงการถูกมองเห็นคุณค่างาน ที่สุดท้าย มันอาจจะมีคนเห็น ถ้าเราไม่ล้มเลิกมันไปเสียก่อน

มิแรนด้า เริ่มยอมรับงานของแอนดี้ ถึงอย่างนั้น เธอก็ต้องต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงที่ต้องปรับตัวเช่นกัน จากที่เคยร้ายแบบสุดขีด มาภาคนี้ ก็ร้ายนะ แต่ถูกห้ามปรามมากขึ้น เธอมีผู้ช่วยที่คอยห้ามว่าอะไรที่ไม่ควรพูดกับคนทำงาน ซึ่งก็สะท้อนถึงการปรับตัวให้เธอมีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น และความร้ายในแบบของเธออาจไม่ใช่สิ่งที่คนทำงานทุกคนจะ ‘ยอม’ อีกต่อไป ไม่ใช่แค่นั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนผ่านผู้บริหารบริษัทแม่ที่ดูแลรันเวย์เสียชีวิตลง ทำให้ลูกชายของเขากลายมาเป็นผู้บริหารคนใหม่ และเกิดการไม่เห็นคุณค่างานอีกครั้ง เมื่อเขาสั่งตัดงบ ไปจนถึงมีแผนจะทำการเลิกจ้างคนเก่งๆ ในรันเวย์อย่างไม่เป็นธรรม

เราได้เห็นท่าทียอมจำนนของนางมารที่รักงานของตัวเอง ซึ่งไม่อยากปล่อยสิ่งที่ตัวเองรักไป แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร และคงเหมือนหลายๆ คนที่หากเป็นไปได้ เราก็คงอยากจะกอดอาชีพที่เราทำแล้วเติมเต็มชีวิตเราให้ได้มากที่สุด แม้มิแรนด้าจะมีสามีที่ดีที่พร้อมซัพพอร์ต แต่นั่นก็ไม่ใช่ปลายทางที่เธออยากจะพึ่งพา เพราะเธอยังอยากมีตัวตนที่ทำให้เธอมองเห็นถึงคุณค่าในตัวเองอยู่ นั่นก็คือการทำในสิ่งที่รัก

เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก เราคิดในหัวขณะดูว่า แล้วมิแรนด้าจะเห็น ‘คุณค่า’ ของคนอื่นมากขึ้นไหม เพราะในตอนนี้เธอก็น่าจะได้เห็นถึงสถานการณ์ที่คนไม่เห็นคุณค่าของงานเธอแล้วเช่นกัน มิแรนด้าดูถูก ‘เอมิลี่’ (รับบทโดย เอมิลี บลันท์) ผู้ช่วยคนเก่าในภาคแรกที่ภาคนี้ทำงานระดับซีเนียร์ที่แบรนด์ Dior ทั้งยังมีสามีเป็นไฮโซรวยๆ ซึ่งมิแรนด้าเมื่อรู้ว่าสามีของเอมิลี่จะซื้อรันเวย์มาให้เอมิลี่ดูแล เพื่อสานฝันภรรยา ที่ก่อนหน้านี้เคยอกหักจากรันเวย์เพราะ มิแรนด้า ‘ไม่มองเห็นคุณค่า’ ของเอมิลี่มากพอ และเป็นเหตุที่ทำให้เอมิลี่ลาออกมาทำงานที่อื่น มิแรนด้าก็เลือกที่จะลดทอนความสามารถของเธอ บอกว่าเธอเป็นได้แค่แม่ค้า ซึ่งนับว่าเจ็บแสบไม่น้อย เพราะแม้วิธีการของเอมิลี่ที่ให้สามีแย่งรันเวย์มาจากมิแรนด้าจะเป็นวิธีการที่ร้าย แต่ฉากนั้นก็สะท้อนถึงการถูกเมินมาตลอดของเธอเช่นกัน เพราะบางครั้งคนทำงานก็อยากให้คนอย่างเจ้านาย ‘ยอมรับ’ บ้าง เพื่อยืนยันว่าเราก็มีดี ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร…

ไม่ใช่แค่เอมิลี่ที่มิแรนด้าเคยมองข้าม แต่คนใกล้ตัวอย่าง ‘ไนเจล’ (รับบทโดย สแตนลีย์ ทุชชี) ผู้เป็นดั่งคนที่รู้ใจเจ้านายคนนี้แบบสุด และอยู่กับมิแรนด้ามายาวนาน แต่มิแรนด้าก็แทบจะไม่เคยถามถึงความต้องการของเขาเลย ว่าเขาอยากทำอะไร อยากขยับขยายไหม หรืออยากมีบทบาทอะไรเพิ่มขึ้น จนแอนดี้ได้มาช่วยดึงสติในช่วงองค์สุดท้าย จนกลายเป็นฉากเรียกน้ำตาสุดประทับใจ เพราะบางครั้งสิ่งที่มีความหมายสำหรับคนทำงาน อาจเป็นการที่เราถูกมองเห็นว่าสำคัญในที่ทำงาน และมีคนอยากจะเข้าใจเรามากขึ้น โดยเฉพาะกับหัวหน้า ที่ควรจะมีหน้าที่ดูแลใจลูกน้อง ไม่ใช่โฟกัสแต่งานจนลืมความเป็นคน

แม้เอมิลี่จะอยากแย่งรันเวย์มา แต่ด้วยความที่เคยทำงานที่รันเวย์มาก่อน เธอจึงเข้าใจและมองเห็นคุณค่าของงานศิลปะ เหมือนกับฉากที่เธอไม่ได้เห็นด้วยที่สามีของเธอคุยกับผู้บริหารบริษัทแม่ของรันเวย์เรื่องสัญญา ไปจนถึงการใช้ AI มาเป็นนางแบบ แทนการจ้างนางแบบจริงๆ และช่างภาพจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่า การจะตัดงบและเลิกจ้างคนเก่งๆ ในบริษัทออก เพื่อแทนที่ด้วย AI ก็คือวิสัยทัศน์ที่ไม่ได้ให้ค่ากับงานศิลปะใดๆ เลย

จริงๆ ก็อาจย้อนไปถึงฉากที่แอนดี้ทะเลาะกับแฟนหนุ่ม ที่เขาอาจไม่ได้เข้าใจคุณค่าของ ‘งานเขียน’ และงานสื่อขนาดนั้น ทั้งยังมองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องจบลงตามกาลเวลา ซึ่งก็น่าคิดเหมือนกันว่า ถ้าวันที่ไม่มีคนทำงานศิลปะแล้ว เราจะอยากอ่านงานเขียนจากฝีมือของ AI มากกว่างานเขียนจากจิตวิญญาณของคนเป็นๆ จริงไหม? แล้วงานเขียนนั้นที่อาจไม่ใช่ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้อง เราจะเชื่อมันลงหรือไม่? เราจะให้คุณค่ากับงานภาพจากฝีมือของ AI มากกว่าสิ่งที่สร้างสรรค์โดยความตั้งใจของคนจริงๆ เหรอ? ถ้าโลกไปถึงจุดนั้น ศิลปะคงไม่เบ่งบานอีกต่อไป แต่เราก็เชื่อว่า โลกจะไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้เลย หากยังมีคนที่ยังเชื่อในตัวเอง เชื่อในงาน เชื่อในความคิดสร้างสรรค์ เชื่อในความสามารถ เพราะเมื่อเรายังเชื่ออยู่ ก็จะมีคนอื่นที่เชื่ออยู่เหมือนกัน ขอแค่อย่าเลิกเชื่อก็พอ และถ้ายังเชื่อในคุณค่าของผลงานคนเป็นๆ การทำให้เขารับรู้ว่าเรา ‘มองเห็น’ นั่นก็สำคัญ เหมือนที่แอนดี้ทำ และเหมือนที่มิแรนด้าได้เรียนรู้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนเองก็ต้องปรับตัวให้ทันผู้บริโภคที่มีความชอบเปลี่ยนไปจากแต่ก่อน ถึงอย่างนั้นเอกลักษณ์และจุดมุ่งหมายของสื่อนั้นๆ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่สูญเสียตัวตนและโดดเด่นในที่ทางของเรา อีกทั้งยุคที่คนตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณสื่อ สื่อทุกเจ้าก็ต้องหันกลับมาถามตัวเองเช่นกันว่า เรามีจรรยาบรรณนั้นมากพอหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้แทบจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกสื่อต้องมี

ปลายทางของหนังอาจจบลงสวยๆ แบบที่มี ‘นายทุน’ เจ้าใหม่ที่เข้าใจในสื่อสร้างสรรค์มาดูแลรันเวย์ให้ยังไปต่อได้โดยที่ทีมคนทำงานเก่งๆ ไม่ได้ถูกเลิกจ้างไป แต่หนังก็ไม่ลืมที่จะสะท้อนโลกของความเป็นจริง ผ่านบทสนทนาของมิแรนด้ากับแอนดี้ ที่พวกเธอก็ยังเผื่อใจว่าตอนนี้รอด แต่อนาคตก็ไม่แน่ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่อย่างน้อยๆ วันนี้เราก็ทำให้ดีที่สุดก็พอ

เหมือนประโยคที่เราชอบมากๆ ในหนัง ที่แอนดี้บอกกับเอมิลี่ว่า “เธอคือ Iconic” และเข้าใจว่าที่ผ่านมาเอมิลี่ก็เหนื่อยกับการพยายามจะเป็นคนที่ ‘ถูกมองเห็นเสมอ’ ซึ่งการที่แอนดี้บอกว่าเธอมองเห็นสิ่งนั้น และบอกว่า เอมิลี่มีดีเสมอ ไม่ว่าจะทำงานที่ไหน มีสามีรวย หรือเลิกกับสามี เธอก็ยังเป็นเธอที่ “เก่ง” และ “มีของ” เหมือนกับทุกๆ คนที่บางครั้งอาจลืมว่าตัวเองก็มีดี และหากเรายังเชื่อว่าเรามีดี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร ชีวิตจะพาเราไปอยู่จุดไหน เราจะหาทางให้เรายังเดินต่อได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่าเพิ่งหมดศรัทธาในตัวเอง

บทความต้นฉบับได้ที่ : “เธอคือ Iconic” อย่าลืมเชื่อว่าตัวเองมีของ แม้จะอยู่ในโลกที่บางคนพร้อมจะลดทอนคุณค่า ‘งานสร้างสรรค์’ ฝีมือคนเป็นๆ ประคองไฟให้ไม่มอดดับกับ ‘The Devil Wears Prada 2’ ผ่านชีวิตคนทำงานสื่อและศิลป์ ที่อาจสู้กับคนที่ไม่ให้ค่าผลงานมากกว่า AI เสียอีก

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...