โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอเชียนำโลกฟินเทค ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ 2026 ยุคใหม่ TradFi × DeFi หลอมรวมไร้รอยต่อ

Thairath Money

อัพเดต 24 เม.ย. เวลา 16.04 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. เวลา 09.11 น.
ภาพไฮไลต์

งาน Money20/20 Asia 2026 ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ปีนี้ ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าศูนย์กลางของนวัตกรรมทางการเงินได้ขยับมาสู่เอเชียอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังบ่งชี้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเงินโลกอีกด้วย

ปี 2026 คือช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมกำลังก้าวข้ามจาก "การสร้าง" ไปสู่ "การสร้างผลลัพธ์จริง" ภายใต้ธีม From Infrastructure to Impact ผู้เล่นในตลาดไม่ได้มุ่งเน้นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบการชำระเงิน แพลตฟอร์ม หรือเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังให้ความสำคัญกับคำถามที่มีนัยสำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ เทคโนโลยีเหล่านี้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนได้จริงหรือไม่

ในพิธีเปิดงาน Tracey Davies ประธานของ Money20/20 กล่าวว่า อดีตโลกการเงินเคยมองไปยังฝั่งตะวันตกเพื่อค้นหาอนาคต แต่วันนี้ "ไอเดีย ขนาด และโมเมนตัม" ของอุตสาหกรรมกำลังเกิดขึ้นในเอเชีย โดยปีนี้งานเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ มีผู้เข้าร่วมจาก 87 ประเทศ เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน และกว่า 70% ของผู้เข้าร่วมทั้งหมดมาจากเอเชีย นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมกว่า 4,000 คน เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% จากปีที่ผ่านมา และมีบริษัทเข้าร่วมกว่า 1,400 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่สถาบันการเงินระดับโลก ฟินเทคที่กำลังเติบโต นักลงทุน ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงหน่วยงานกำกับดูแลกว่า 80 แห่งที่มารวมตัวเพื่อทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

"จุดผสานสองโลกการเงิน" TradFi × DeFi

หนึ่งในภาพการเปลี่ยนผ่านของโลกการเงินที่ชัดเจนที่สุดในงานครั้งนี้ คือ การที่เส้นแบ่งระหว่างการเงินดั้งเดิม (TradFi) และการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและสินทรัพย์ดิจิทัล (DeFi) กำลังเลือนหายไป เนื่องจากทั้งสองโลกกำลังหลอมรวมสู่ "ระบบนิเวศใหม่" ที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ

ภายในงานมีเวทีเฉพาะที่เจาะลึกประเด็นนี้โดยตรง โดยเน้นไปที่ความร่วมมือระหว่างธนาคารดั้งเดิมกับบริษัทเทคโนโลยีรุ่นใหม่ การนำเทคโนโลยีอย่าง AI และบล็อกเชนมาใช้งานจริง ตลอดจนการทดลองและพัฒนาโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ในระบบการเงิน

Scarlett Sieber ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และการเติบโตของ Money20/20 อธิบายผ่านการเปิดตัวหนังสือ "The New Intersection of Money : Where TradFi and DeFi Converge" ว่า อุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ธนาคาร สถาบันการเงิน และบริษัทเทคโนโลยีต้องทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศการเงินที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ

เธออธิบายเพิ่มเติมว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการเงินมุ่งเน้นไปที่การสร้างรากฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบ โครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์ม หรือโครงข่ายต่าง ๆ แต่วันนี้ภูมิภาคเอเชียได้ก้าวข้ามจุดนั้นไปแล้ว และกำลังให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อชีวิตผู้คน ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่ผู้คนจ่ายเงิน กู้ยืม ออม ลงทุน ซื้อขาย และโอนเงินข้ามพรมแดน

มากไปกว่านั้นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน คือ นิยามของ "เงิน" ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ในมุมมองต่ออนาคต เงินไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบกายภาพอีกต่อไป แต่สามารถอยู่ในรูปแบบดิจิทัล โทเคน หรือสินทรัพย์รูปแบบใหม่อย่าง Stablecoin ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง คือ "ความเชื่อมั่น (Trust)" เพราะไม่ว่าเงินจะอยู่ในรูปแบบใด มูลค่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้เชื่อมั่นในระบบนั้น ด้วยเหตุนี้งานปีนี้จึงให้ความสำคัญอย่างมากกับบทสนทนาเกี่ยวกับกฎระเบียบ นโยบาย และการกำกับดูแล เพื่อให้มั่นใจว่าระบบการเงินรูปแบบใหม่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส

ความเคลื่อนไหวสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความร่วมมือระหว่าง Money20/20 และ FXC Intelligence ในการเปิดตัวรายงาน "The New Era of Asia's Cross Border Payments" ซึ่งคาดการณ์ว่าตลาดการชำระเงินข้ามพรมแดนในเอเชียจะเติบโตแตะ 24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 776 ล้านล้านบาท ภายในปี 2576

รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านจากโครงการนำร่องไปสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ ระบบการชำระเงินแบบเรียลไทม์ (Real-time Payments) การเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศ และเทคโนโลยีใหม่อย่าง Stablecoin และ AI ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Cross-Border Payment หรือการชำระเงินข้ามพรมแดนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของตลาด โดยหลายองค์กรได้เปิดตัวความร่วมมือและโซลูชันใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความรวดเร็วของธุรกรรมระหว่างประเทศ

ไทยโดดเด่น ทั้งภาครัฐ ธนาคาร และสตาร์ทอัพ

สำหรับประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดงาน Money20/20 ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม Tracey Davies กล่าวว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมาไทยมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด ทั้งในแง่จำนวนผู้เข้าร่วมงานที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีนี้ และจำนวนผู้สนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจาก 105 รายในปีที่ผ่านมา เป็น 150 รายในปีนี้ รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐและธนาคารกลาง ตลอดจนการมีส่วนร่วมของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่และสตาร์ทอัพ

ปีนี้ยังได้รับแรงสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากธนาคารชั้นนำของไทย โดยผู้บริหารจากธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย ต่างขึ้นเวทีในฐานะวิทยากรหลัก พร้อมด้วยตัวแทนจากสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมบนเวทีระดับนานาชาติ สะท้อนถึงความพร้อมของระบบนิเวศการเงินในประเทศได้เป็นอย่างดี

ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ประเทศไทยมีบทบาทเชิงรุกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระบบ PromptPay กับระบบการชำระเงินของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น PayNow ของสิงคโปร์ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งของระบบการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน

ในเวทีเดียวกัน ร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายการคลัง กระทรวงการคลัง ได้ฉายภาพประเทศไทยที่ก้าวข้ามการสร้างเพียงโครงสร้างพื้นฐาน และกำลังมุ่งหน้าสู่การสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่โปร่งใสและดึงดูดการลงทุน พร้อมเน้นย้ำถึงศักยภาพและยุทธศาสตร์ในการผลักดันไทยให้เป็น "ศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก" (Global Financial Destination)

จุดแข็งของประเทศไทยอยู่ที่ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับตลาดโลกและแหล่งทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่พิสูจน์ความสำเร็จมาแล้ว

นอกจากนี้ไทยยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยผ่านโครงการ "Connect the Dots" ซึ่งเป็นกรอบการทำงานเพื่อบูรณาการข้อมูลทางการเงินสำหรับป้องกันอาชญากรรมทางการเงินระดับสากล ควบคู่กับมาตรการจูงใจจากภาครัฐ อาทิ สิทธิประโยชน์ด้านภาษีภายใต้ International Business Center (IBC) การยกเว้นภาษีและข้อลดหย่อนจาก BOI และวีซ่าพำนักระยะยาว 10 ปี (LTR Visa) ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศไทยจากจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว ไปสู่ศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมและการลงทุน

ด้าน ดาราณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และโครงการพิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ฺBank of Thailand : BOT) ได้ขึ้นเวทีนำเสนอวิสัยทัศน์ "Humanize Finance" หรือการทำให้การเงินมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น โดยนำการบูรณาการข้อมูลทางการเงินของคนไทยมาสร้างประโยชน์และโอกาสที่แท้จริงให้กับทุกคน ด้วยเป้าหมายสูงสุดในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกที่จับต้องได้ ทำให้ระบบการเงินมีความปลอดภัย ครอบคลุม และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ประเด็นนี้สอดคล้องกับวาระระดับโลก และจะถูกขยายความเพิ่มเติมในการประชุมประจำปีของ IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมปีนี้

FinTech ปลดล็อกโอกาสมหาศาลทางเศรษฐกิจ

ในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า แนวโน้มสำคัญที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือ AI จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกต่ออุตสาหกรรมในวงกว้าง ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราวอีกต่อไป ขณะที่การบรรจบกันของ TradFi และ DeFi หรือในอีกมุมมองหนึ่งคือ Web2 และ Web3 จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะสร้างโอกาสใหม่ให้กับทั้งผู้เล่นรายใหม่และองค์กรดั้งเดิม โดยเฉพาะธนาคารดั้งเดิมที่เริ่มเปิดรับและเรียนรู้จากเทคโนโลยีอย่าง AI และโซลูชันจากบริษัทฟินเทค เพื่อนำไปพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว ภาพรวมของประกาศและทิศทางต่าง ๆ ในปีนี้สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการเงินกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เทคโนโลยี กฎระเบียบ และความร่วมมือระหว่างองค์กรทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับระบบการเงินให้รวดเร็ว เชื่อมโยง และเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น พร้อมรับมือกับความเสี่ยงในโลกที่ผันผวน และเตรียมพร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น "FinTech" หรือเทคโนโลยีทางการเงิน กำลังก้าวพ้นจากการเป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ มาสู่การเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อน Financial Inclusion อย่างจริงจังและครอบคลุม ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนบัญชีธนาคาร แต่รวมถึงการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจขนาดเล็ก โอกาสของผู้หญิงในระบบการเงิน ไปจนถึงการยกระดับสุขภาพทางการเงินของผู้คนได้อย่างแท้จริง

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอเชียนำโลกฟินเทค ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ 2026 ยุคใหม่ TradFi × DeFi หลอมรวมไร้รอยต่อ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...